"ประชาธิปไตย" กับ "คนเสื้อแดง"
จะมีใครแปลกใจมั้ย ว่าผมไม่เคยเห็นด้วยและไม่อยากเป็น "คนเสื้อแดง" มาตลอด ผมชอบเรียกตัวเองว่า "ประชนผู้รักประชาธิปไตยและรักความเป็นธรรม" มากกว่า; ผมเริ่มบอกผู้คนทั้งหลายมาหลายเดือนแล้วว่ามีช่องว่างขนาดมหึมา ระหว่าง "รัฐบาลปราบปรามประชาชน" กับ "รัฐบาลปราบเสื้อแดง" และในเวลาเดียวกัน ผมเคยแสดงการวิพากษ์อย่างเปิดเผยกับภาวะที่ใครบางคนตัดสินว่าผมเป็นหรือไม่ เป็นอะไร ตัวอย่างสำคัญคือการกล่าวหาว่าผมเป็น "เหมาอิสต์"
เราอ้างตัวเองอยู่ในสังคมที่มีศาสนธรรมล้ำเลิศกว่ามนุษย์ไหนๆ ในโลก เรามีอภิมหาประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมที่ยกเสียเลิศเลอ จนมองเห็นเพื่อนบ้านทั้งหลายว่าต่ำต้อยกว่าเรา แต่ก็ชนชาติเรานี้เอง ที่ถูกชี้นำด้วยระบบคิด "สูตรสำเร็จ" และมี "แว่นสีต่างๆ" ไว้พิจารณาผู้คนร่วมชะตากรรมกันมาเกือบตลอดระยะประวัติศาสตร์
ทั้งหมดนั้นเป็นแค่ "เหตุผล" หรือ "ข้ออ้าง" ที่ "นู๋ซื่อบื้อฯ" เขียนไำว้นั่นเอง คือความเป็นสังคมอำนาจนิยมเสียจนเคยตัว เมื่อมีใครชี้บอกอะไรสักอย่างก็พร้อมจะเห็นดีเห็นงามนำมาใช้โดยขาดการพิจารณาไตร่ตรอง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที ใครคนนั้น คือ "คนชั้นนำ" หรือ "รูปประติมา" ในความรู้สึกนึกคิดจะโดยหลับหูหลับตาหรือไม่ก็ตามที
พูดง่ายๆ คือ ประชาชาติของเราก้าวเดินมาบนเส้นทาง "ขี้เกียจคิด" ซึ่งเมื่อใครสักคน "เริ่มหัดคิด" เขา/หรือเธอ คนนั้นก็จะกลายเป็นตัวประหลาดนอกคอกไปเกือบจะในพริบตา และอาจถูกกีดกันจากกระแสสำนึกทั่วไปของสังคมที่มีการแบ่งขั้วในห้วงเวลานั้นๆเสียด้วยซ้ำไป
สูตรสำเร็จหรือความคิดตายด้านในทำนองเดียวกันนี้ ที่เป็นตัวการขัดขวางการพัฒนาอารยธรรมของปิตุภูมิของเราดีๆนี่เอง และมันก็ลงลงไปจนถึงรากเหง้าของปัจเจก นั่นคือ "รูปการจิตสำนึก"
ระบบคิดแบบ "เสรีนิยม" ที่เป็นหน่ออ่อนของ "ปรัชญาประชาธิปไตย" นั้นเอง ที่กลายเป็นที่ผู้คนในยุคสมัยนำมาพิจารณาให้ถ่องแท้ ว่าเราแต่ละคนนั้น ใฝ่ฝันและมุ่งมั่นในเป้าหมายประชาธิปไตยแค่ไหนและอย่างไร
อย่าให้มันเป็นแค่ "เป้าหมายตากซาก" หรือ "วาทกรรมในหลุมศพ" ด้วยการละเลยประชาธิปไตยในมิติ ที่เป็น "วิธีการ" ด้วย
ในกรณีนี้ ไม่ใช่เรื่องผิดความคาดหมาย สำหรับผู้คนที่อยู่ใน "ฝ่ายปฏิปักษ์ประชาธิปไตย" แต่สิ่งที่ต้องทบทวนก็คือปรากฏ การณ์ ของท่าทีและท่วงทำนอง ในหมู่มิตรสหายที่ล้วนแต่ประกาศตัวอยู่ใน "ฝ่าย ประชาธิปไตย" นี้เอง
และหัวข้อที่เป็นคำถามในบันทึกนี้ กลายเป็นความจำเป็นเร่งด่วนไป ทันทีนับจากการหยุดชะงักครั้งใหญ่ หลังการปราบปรามพลังประชาธิปไต ยช่วงเเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553
ว่า ขบวนประชาธิปไตยตัดสินใจจะก้าวเดินและนำพาผู้คนส่วนข้างมากนี้ มุ่งไปสู่เป้าหมายในอุดมคติที่พวกเรากู่ตะโกนเรียกหากันมาหลายสิบปี หรือในระยะเวลาแสนสั้น คือนับเนื่องจากการฉีกรัฐธรรมนูญ/ปล้นประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549...
โพสต์ ครั้งแรก; ความเห็นต่อบันทึก นู๋ซื่อบื้อ ฮักคุณ อยากให้คุณฮัก: "เหตุผล หรือ ข้ออ้าง" ใน facebook -> http://www.facebook.com/notes/nu-sux-bux-hak-khun-xyak-hi-khun-hak/hetuphl-hrux-khx-xang/443390058168 , วันเสาร์ที่ 5 มิถุนายน เวลาประมาณ 2 นาฬิกา และตั้งเป็นหัวข้อบันทึกใหม่เวลา 10.59 น.
จะมีใครแปลกใจมั้ย ว่าผมไม่เคยเห็นด้วยและไม่อยากเป็น "คนเสื้อแดง" มาตลอด ผมชอบเรียกตัวเองว่า "ประชนผู้รักประชาธิปไตยและรักความเป็นธรรม" มากกว่า; ผมเริ่มบอกผู้คนทั้งหลายมาหลายเดือนแล้วว่ามีช่องว่างขนาดมหึมา ระหว่าง "รัฐบาลปราบปรามประชาชน" กับ "รัฐบาลปราบเสื้อแดง" และในเวลาเดียวกัน ผมเคยแสดงการวิพากษ์อย่างเปิดเผยกับภาวะที่ใครบางคนตัดสินว่าผมเป็นหรือไม่ เป็นอะไร ตัวอย่างสำคัญคือการกล่าวหาว่าผมเป็น "เหมาอิสต์"
เราอ้างตัวเองอยู่ในสังคมที่มีศาสนธรรมล้ำเลิศกว่ามนุษย์ไหนๆ ในโลก เรามีอภิมหาประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมที่ยกเสียเลิศเลอ จนมองเห็นเพื่อนบ้านทั้งหลายว่าต่ำต้อยกว่าเรา แต่ก็ชนชาติเรานี้เอง ที่ถูกชี้นำด้วยระบบคิด "สูตรสำเร็จ" และมี "แว่นสีต่างๆ" ไว้พิจารณาผู้คนร่วมชะตากรรมกันมาเกือบตลอดระยะประวัติศาสตร์
ทั้งหมดนั้นเป็นแค่ "เหตุผล" หรือ "ข้ออ้าง" ที่ "นู๋ซื่อบื้อฯ" เขียนไำว้นั่นเอง คือความเป็นสังคมอำนาจนิยมเสียจนเคยตัว เมื่อมีใครชี้บอกอะไรสักอย่างก็พร้อมจะเห็นดีเห็นงามนำมาใช้โดยขาดการพิจารณาไตร่ตรอง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที ใครคนนั้น คือ "คนชั้นนำ" หรือ "รูปประติมา" ในความรู้สึกนึกคิดจะโดยหลับหูหลับตาหรือไม่ก็ตามที
พูดง่ายๆ คือ ประชาชาติของเราก้าวเดินมาบนเส้นทาง "ขี้เกียจคิด" ซึ่งเมื่อใครสักคน "เริ่มหัดคิด" เขา/หรือเธอ คนนั้นก็จะกลายเป็นตัวประหลาดนอกคอกไปเกือบจะในพริบตา และอาจถูกกีดกันจากกระแสสำนึกทั่วไปของสังคมที่มีการแบ่งขั้วในห้วงเวลานั้นๆเสียด้วยซ้ำไป
สูตรสำเร็จหรือความคิดตายด้านในทำนองเดียวกันนี้ ที่เป็นตัวการขัดขวางการพัฒนาอารยธรรมของปิตุภูมิของเราดีๆนี่เอง และมันก็ลงลงไปจนถึงรากเหง้าของปัจเจก นั่นคือ "รูปการจิตสำนึก"
ระบบคิดแบบ "เสรีนิยม" ที่เป็นหน่ออ่อนของ "ปรัชญาประชาธิปไตย" นั้นเอง ที่กลายเป็นที่ผู้คนในยุคสมัยนำมาพิจารณาให้ถ่องแท้ ว่าเราแต่ละคนนั้น ใฝ่ฝันและมุ่งมั่นในเป้าหมายประชาธิปไตยแค่ไหนและอย่างไร
อย่าให้มันเป็นแค่ "เป้าหมายตากซาก" หรือ "วาทกรรมในหลุมศพ" ด้วยการละเลยประชาธิปไตยในมิติ ที่เป็น "วิธีการ" ด้วย
ในกรณีนี้ ไม่ใช่เรื่องผิดความคาดหมาย สำหรับผู้คนที่อยู่ใน "ฝ่ายปฏิปักษ์ประชาธิปไตย" แต่สิ่งที่ต้องทบทวนก็คือปรากฏ การณ์ ของท่าทีและท่วงทำนอง ในหมู่มิตรสหายที่ล้วนแต่ประกาศตัวอยู่ใน "ฝ่าย ประชาธิปไตย" นี้เอง
และหัวข้อที่เป็นคำถามในบันทึกนี้ กลายเป็นความจำเป็นเร่งด่วนไป ทันทีนับจากการหยุดชะงักครั้งใหญ่ หลังการปราบปรามพลังประชาธิปไต ยช่วงเเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553
ว่า ขบวนประชาธิปไตยตัดสินใจจะก้าวเดินและนำพาผู้คนส่วนข้างมากนี้ มุ่งไปสู่เป้าหมายในอุดมคติที่พวกเรากู่ตะโกนเรียกหากันมาหลายสิบปี หรือในระยะเวลาแสนสั้น คือนับเนื่องจากการฉีกรัฐธรรมนูญ/ปล้นประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549...
โพสต์ ครั้งแรก; ความเห็นต่อบันทึก นู๋ซื่อบื้อ ฮักคุณ อยากให้คุณฮัก: "เหตุผล หรือ ข้ออ้าง" ใน facebook -> http://www.facebook.com/notes/nu-sux-bux-hak-khun-xyak-hi-khun-hak/hetuphl-hrux-khx-xang/443390058168 , วันเสาร์ที่ 5 มิถุนายน เวลาประมาณ 2 นาฬิกา และตั้งเป็นหัวข้อบันทึกใหม่เวลา 10.59 น.