Article  :  Political   :  Forum  :  Facebook  :  Youtube

วันอังคารที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2564

สังเขปประวัติศาสตร์การเมืองยุคใกล้ของไทย (58)

ประวัติศาสตร์การเมืองยุคใกล้ของไทย:
ถนอม กิตติขจร ผู้สืบทอดอำนาจระบบสฤษดิ์? (9)

การรณรงค์ "สัปดาห์ไม่ซื้อสินค้าญี่ปุ่น" หน้าศูนย์การค้าราชำดำริบริเวณสี่แยกราชประสงค์ในเดือนพฤศจิกายน 2515 

ถนอม กิตติขจร: นายกฯ สมัยที่สี่
รัฐประหาร 2514 กับขบวนการนักศึกษา


หลังการรัฐประหาร 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514: แม้ว่าผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2512 พรรคสหประชาไทยที่มี จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นหัวหน้าพรรคจะได้เป็นแกนกลางจัดตั้งรัฐบาล ทั้งยังมีรองหัวหน้าพรรค 3 คนที่น่าจะสามารถทำหน้าที่ฝ่ายบริหารได้อย่างมีเสถียรภาพ คือ จอมพลประภาส จารุเสถียร, พล.ต.อ. ประเสริฐ รุจิรวงศ์ อธิบดีกรมตำรวจ, นายพจน์ สารสิน อดีตนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.อ. ทวี จุลละทรัพย์ เป็นเลขาธิการพรรคก็ตาม แต่รัฐบาลก็มีปัญหาวุ่นวายตามมาไม่สิ้นสุด อันเนื่องจากการต่อรองผลประโยชน์ภายใน อีกทั้งการต่อรองนอกพรรค เนื่องจากความจำเป็นต้องหาเสียงสนับสนุนเพิ่มเติม
**********
หมายเหตุ: พล.อ.อ. ทวี จุลละทรัพย์ เข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2506 เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร และในปี พ.ศ. 2512 นี้ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม; ในปี พ.ศ. 2514 ได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์; กระทั่งในปี พ.ศ. 2516 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในรัฐบาลศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์

ต่อมาในเดือนเมษายน พ.ศ. 2519 ได้รับแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในรัฐบาล หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช จนกระทั่งพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากนายกรัฐมนตรีลาออก จากนั้นได้รับแต่งตั้งอีกสมัยหนึ่ง แต่ดำรงตำแหน่งเพียง 12 วัน โดยเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณเพียงวันเดียวก็ต้องพ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากการรัฐประหารของ พลเรือเอก สงัด ชลออยู่ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519; และเป็นรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตำแหน่งทางการเมืองครั้งสุดท้าย ในรัฐบาล พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ในปี พ.ศ. 2522
**********
และดังได้กล่าวถึงมาแล้วว่าในการจดทะเบียนพรรคการเมืองเพื่อลงสนามเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2512 นั้น มีพรรคการเมืองเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก อาทิ พรรคสหประชาไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาชน พรรคแนวร่วมเศรษฐกร พรรคเสรีประชาธิปไตย พรรคแนวประชาธิปไตย พรรคสัมมาชีพช่วยชาวนา พรรคชาวนาชาวไร่ พรรคสยามใหม่ พรรคประชาพัฒนา พรรคแรงงาน พรรคไทธิปัตย์ พรรคอิสระธรรม และ พรรคชาติประชาธิปไตย

ทั้งยังมีจำนวนผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองใดอีกมาก ซึ่งปรากฏว่าได้รับเลือกตั้งเข้า "สภาหินอ่อน" (อันเป็นสมญานามที่เรียกขานโดยหนังสือพิมพ์สืบเนื่องมาหลายยุคหลายสมัย เนื่องจาก พระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งใช้เป็นที่ประชุมรัฐสภามานานหลายสิบปี เริ่มก่อสร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบนีโอเรอเนสซองส์และนีโอคลาสสิก โดยตกแต่งพระที่นั่งด้วยหินอ่อน ซึ่งสั่งมาจากเมืองคารารา ประเทศอิตาลี) เป็นจำนวนถึง 70 คน

ทว่าในวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 จอมพลถนอมในฐานะเป็นหัวหน้าคณะทหารเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลของตนเอง เรียกคณะของตนว่า "คณะปฏิวัติ" ประกาศยกเลิก "รัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2511" ยุบสภา ยกเลิกกฎหมายพรรคการเมือง ตามมาด้วยการประกาศใช้ "ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2515" ที่ประกอบด้วย "มาตรา 21" ที่มีลักษณะเดียวกับ "มาตรา 17" ใน "ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502" ที่ให้อำนาจเผด็จการแก่นายกรัฐมนตรี หรือ "หัวหน้าคณะปฏิวัติ (รัฐประหาร)" โดยข้ออ้างในคำปรารภการยึดอำนาจว่า
"ภัยที่คุกคามประเทศและราชบัลลังก์ สถานการณ์ภายใน ความวุ่นวายทั้งภายในและภายนอกสภานิติบัญญัติ การนัดหยุดงานของกรรมกร การเดินขบวนของนักศึกษา การแก้ไขสถานการณ์ถ้าจะดำเนินการตามวิถีทางรัฐธรรมนูญย่อมไม่ทันต่อเหตุการณ์ จึงจำเป็นต้องใช้การยึดอำนาจการปกครองเพื่อให้สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้โดยเฉียบขาดและฉับพลัน"
ภายหลังการรัฐประหาร นายอุทัย พิมพ์ใจชน ส.ส.จังหวัดชลบุรี ของพรรคประชาธิปัตย์พร้อมด้วย ส.ส. อีก 2 คน จังหวัดชัยภูมิ พรรคเดียวกัน คือ นายอนันต์ ภักดิ์ประไพ และ นายบุญเกิด หิรัญคำ ได้ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาให้ดำเนินคดีต่อคณะปฏิวัติในข้อหากบฏต่อแผ่นดิน นับเป็นการท้าทายอำนาจคณะรัฐประหารอย่างไม่เกรงกลัว ทว่าทั้งสามคนกลับตกเป็นจำเลยเสียเอง และถูกตัดสินจำคุกถึง 10 ปี (ได้รับการปล่อยตัวก่อนเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ไม่นาน)

แต่แล้วการรัฐประหารครั้งนี้กลับเป็นปลุก "ขบวนการนิสิตนักศึกษา" ให้คืนกลับมาหลังจากตกอยู่ในสภาพชะงักงันมานับจากการรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ในปี พ.ศ. 2501 และเริ่มมีการวมกลุ่มแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและทำกิจกรรมร่วมกัน ที่สำคัญ จากการประชุม สมาคมบริการนักศึกษานานาชาติแห่งประเทศไทย จัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2512 และการที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นเจ้าภาพจัดการสัมมนาหัวข้อ "บทบาทนักศึกษาในการพัฒนาประเทศ" ที่อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม จนนำไปสู่การก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการของ "ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.)" หรือ "ศูนย์นิสิตฯ" ซึ่งมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า "The National Student Center of Thailand (NSCT)" เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2513

นอกเหนือจากกิจกรรมเป็นทางการที่ค่อนข้างจะถูกจับตาอย่างใกล้ชิดในรูปแบบ "สโมสรฯ" ซึ่งต่างจากรูปแบบ "องค์การฯ" ที่พัฒนาขึ้นจากการรณรงค์เคลื่อนไหวในหมู่นิสิตนักศึกษากลุ่มอิสระในมหาวิทยาลัยต่างๆ ช่วงปี พ.ศ. 2511-2515 เช่น "กลุ่มฟื้นฟูโซตัสใหม่" จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และในธรรมศาสตร์ที่มีลักษณะหลากหลายกว่า คือ "ชมรมนิติศึกษา" "กลุ่มเศรษฐธรรม" "กลุ่มผู้หญิง ม.ธ." และ "กลุ่มสภาหน้าโดม" นอกจากนนั้น ก็มี "สภากาแฟ" จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ "ชมรมคนรุ่นใหม่" จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ในส่วนภูมิภาคก็มีที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่โดยกลุ่ม "วลัญชทัศน์" รวมทั้งนักศึกษาที่ยังไม่มีการรวมตัวเป็นกลุ่มก้อนเช่นในมหาวิทยาลัยมหิดลและ มศว.บางแสน

การเคลื่อนไหวของนิสิตนักศึกษาในระยะแรกยังอยู่ในขอบเขตรั้วมหาวิทยาลัย เช่นการคัดค้านฟุตบอลประเพณี หรืองานบันเทิงอื่นๆ ที่เต็มไปด้วยความฟุ่มเฟือย เช่นการจัดงาน "รับน้อง" รวมไปจนถึงการคัดค้านการประกวดนางสาวไทยที่เวทีวังสราญรมย์ อันเป็นการทำลายความเป็นมนุษย์และมีลักษณะกดขี่ทางเพศสำหรับ "เพศแม่"

ระหว่างวันที่ 20-30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515 ศูนย์นิสิตฯ ชุดที่มี นายธีรยุทธ บุญมี เป็นเลขาธิการ จัดให้มีการรณรงค์ "สัปดาห์ไม่ซื้อสินค้าญี่ปุ่น" มีนักศึกษามหาวิทยาลัยทุกสถาบันเข้าร่วมเดินขบวนหลายครั้ง รวมทั้งยื่นหนังสือถึงหัวหน้ารัฐบาลให้หาทางลดการเสียเปรียบดุลการค้ากับประเทศญี่ปุ่นทุกวิถีทาง และปิดท้ายด้วยการเผาหุ่นนักธุรกิจ ข้าราชการและนักการเมืองที่มีผลประโยชน์ร่วมกับพ่อค้าญี่ปุ่นที่สนามหลวงในวันที่ 30 พฤศจิกายน.

(ยังมีต่อ)

พิมพ์ครั้งแรก โลกวันนี้ ฉบับวันสุข 18-24 กรกฎาคม 2558
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง ผู้เขียน อริน

วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

สังเขปประวัติศาสตร์การเมืองยุคใกล้ของไทย (57)

ประวัติศาสตร์การเมืองยุคใกล้ของไทย:
ถนอม กิตติขจร ผู้สืบทอดอำนาจระบบสฤษดิ์? (8)

จิตร ภูมิศักดิ์ (ขวาสุด) ในคุกลาดยาวขณะกินข้าวกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่ถูกจับในข้อหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ 

ถนอม กิตติขจร: นายกฯ สมัยที่สี่
ก่อนและหลังรัฐประหาร 2514

ก่อนรัฐประหาร 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514: ในระหว่างรอยต่อของการขึ้นครองอำนาจในตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีสมัยที่ 3 และสมัยที่ 4 เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญในภาคประชาชน ซึ่งมีลักษณะพิเศษคือความเปลี่ยนแปลงนั้นก่อรูปขึ้นในหมู่นิสิต นักศึกษา ปัญญาชน ที่จะว่าไปถูกจำกัดบทบาทแม้กระทั่งความรับรู้ทางการเมืองของไทยหลังกึ่งพุทธกาล ด้วยเงื่อนไขของอำนาจคณะรัฐประหารต้นพุทธศตวรรษ จนได้รับการขนานนามว่าเป็น "ยุคมืดบอดทางปัญญา"

"อำนาจคณะปฏิวัติ" ดังกล่าวครอบครองการเมืองการปกครองและครอบงำบริบททางสังคมทุกด้าน ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมเป็นเวลาถึง 1 ทศวรรษ ผลก็คือพัฒนาการทางการเมืองของไทยตกอยู่ในภาวะชะงักงันเกือบจะโดยสิ้นเชิง ที่สำคัญ หลักประกันของระบอบประชาธิปไตยที่ประกอบด้วย "รัฐธรรมนูญ" และ "สิทธิของประชาชน" ในการเลือกตั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร กลายเป็นเสมือนคำและวลี "ต้องห้าม" ไปโดยปริยาย ด้วยนโยบาย "ปิดหู-ปิดตา-ปิดปาก" โดยรัฐบาลคณะปฏิวัติ (หรือเรียกให้ถูกว่าคณะรัฐประหาร) ที่นำโดยจอมพลถนอม กิตติขจร อันได้มาด้วยการสืบทอดต่อมาจากรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

บรรยากาศการรวมกลุ่มของประชาชนวงการต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้น และมีกิจกรรมเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย พากัน "สูญหาย" ไปจากประเทศไทยโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็น "พรรคการเมือง" "สมาคมกรรมกร-ชาวนา" และรวมทั้ง "ขบวนการนิสิตนักศึกษา" ที่มีความตื่นตัวทางการเมือง

ความบีบคั้นและนโยบาย "กวาดล้าง-จับกุมคุมขัง" ผู้มีความเห็นทางการเมืองตรงข้ามกับรัฐบาลทหาร ส่งผลให้บางส่วนของนักการเมือง ผู้นำกรรมกร-ชาวนา และแม้กระทั่งข้าราชการชั้นผู้น้อยที่ดำเนินชีวิตสนิทแนบกับคนชั้นล่าง อาทิครูประชาบาลในชนบทห่างไกลโดยเฉพาะทางภาคอีสาน ตลอดจนปัญญาชน นักคิดนักเขียน ถูกผลักไสให้เดินทางเข้าร่วมกับ "พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.)" ซึ่งเท่ากับเป็นการเสริมความเข้มแข็งและขยายการเติบโตแก่ขบวนการ จากประชาชนที่ "ปราศจากเสรีภาพ" และ "ไม่มีทางเลือกอื่นสำหรับการเอาชีวิตรอด"

จนกระทั่งนำไปสู่ "วันเสียงปืนแตก" คือวันที่ 7 สิงหาคม 2508 ซึ่งเป็นวันที่กองกำลังในนาม "กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย (ทปท.)" ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยใช้อาวุธสู้รบกับกองกำลังของรัฐบาลไทยเป็นครั้งแรก ที่บ้านนาบัว ตำบลเรณูนคร อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม พร้อมกับการประกาศยุทธศาสตร์ "ต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ ใช้ชนบทล้อมเมือง และยึดเมือง"

ช่วงเวลานี้เอง ที่ จิตร ภูมิศักดิ์ ปัญญาชนนักคิดนักเขียนคนสำคัญ ถูกกดดันให้เข้าร่วมกับการต่อสู้ด้วยอาวุธกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หลังจากถูกจับกุมเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2501 ในข้อหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์และโดนฟ้องศาลในข้อหาดังกล่าว ยังศาลทหารในปี พ.ศ. 2506 ตาม พระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พุทธศักราช 2495 แต่เนื่องจากเป็นเรื่องเมื่อปี พ.ศ. 2496 ซึ่งรัฐบาลได้ออกกฎหมายนิรโทษกรรมไปแล้วในคราวฉลอง 25 พุทธศตวรรษ จึงตัดสินให้การกระทำเช่นนั้นไม่มีความผิดต่อไป ศาลจึงยกฟ้องคดีที่จิตรเป็นจำเลย แต่จิตรก็ถูกกักตัวไว้ที่เรือนจำลาดยาวนานถึง 8 ปี กว่าจะได้รับอิสรภาพในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2508

เพียงปีถัดมา นักคิดนักเขียนสามัญชนผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งในประวัติศาสตร์ยุคใกล้ของไทย จิตร ภูมิศักดิ์ หรือชื่อจัดตั้งในเขตต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธที่นำโดยพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยว่า "สหายปรีชา" ก็จบชีวิตลง จากกระสุนปืนของเจ้าหน้าที่ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2509 ที่ ตำบลบ้านหนองกุง อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร หลงเหลือเพียงตำนานของเสรีชนนักสู้กับระบอบเผด็จการ และนักคิดนักเขียนที่ยืนหยัดเคียงผู้คนที่ต่ำต้อยน้อยหน้า ไร้สิทธิไร้เสียง ถูกเอารัดเอาเปรียบในสังคม ตราบเท่าทุกวันนี้

และดังกล่าวมาแล้ว ช่วงนี้เองที่ความร่วมมือ (?) ระหว่างไทยกับ "พี่เบิ้มโลกเสรี" สหรัฐฯ ก็พัฒนามาจนถึงจุดเข้มข้นที่สุดในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เมื่อสหรัฐอเมริกาเร่งส่งทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์เข้ามาในประเทศไทยมากยิ่งขึ้นกว่าในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ช่วงปี พ.ศ. 2509 ที่กระแสสงครามเวียดนามขึ้นสูงสุด จำนวนเที่ยวบินที่ออกจากฐานทัพไทยไปทิ้งระเบิดในเวียดนามอยู่ระหว่าง 875-1,500 เที่ยวต่อสัปดาห์ ระหว่างปี 2508-11 เฉพาะเครื่องบินจากฐานทัพโคราชและตาคลี ได้ทิ้งระเบิดในเวียดนามเหนือมากถึง 75 ตัน ขณะที่จำนวนทหารสหรัฐฯ ในไทยเพิ่มสูงขึ้นถึงประมาณ 48,000 นาย ในปี พ.ศ. 2512

นอกจากนั้น บรรยากาศในหมู่นิสิตนักศึกษา "ในสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า (จอมพลสฤษดิ์)" ถือว่าตกอยู่ใน "ยุคมืดทางปัญญา" ที่กิจกรรมของนิสิตนักศึกษาและปัญญาชนส่วนใหญ่ สะท้อนถึง "วัฒนธรรมยุคสายลมแสงแดด" ที่แยกตัวนิสิตนักศึกษาออกจากสภาพสังคมที่แวดล้อม กิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัยจำกัดอยู่ในวงแคบรอบๆ และเต็มไปด้วยกิจกรรมบันเทิง และพิธีกรรมที่ไม่ส่งเสริมให้ตระหนักและรับผิดชอบต่อสังคมโดยทั่วไป

จนถึงปี พ.ศ. 2508 สภาวการณ์ดังกล่าวได้มาถึงจุดอิ่มตัว เริ่มมีการรวมกลุ่มพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์สังคม และตั้งคำถามโดยกลุ่มนักศึกษาที่เป็น "ขบถ" ในรั้วมหาวิทยาลัย เริ่มจาก ชุมนุมวรรณศิลป์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำเสนองานเขียนที่เป็นบทกวีหลากหลายรูปแบบที่มีลักษณะ "ทวนกระแส" ประกอบไปด้วยเนื้อหาสาระใหม่ๆ เช่นเรื่องปัญหาสังคมที่เสื่อมโทรม สงคราม (ตัวแทนที่มีลักษณะจำกัดพื้นที่ในยุคสงครามเย็นของสองมหาอำนาจ สหรัฐและสหภาพโซเวียต จนกระทั่งกลายเป็นการส่งกำลังทหารเข้าไปแทรกแซงโดยตรง) และความยากจน บรรยากาศ "สายลมแสงแดด" ถูกชำแหละและเข้าสู่สภาวะ "ปฏิกิริยาแห่งยุคสมัย" แม้ว่ากิจกรรมบันเทิงรูปแบบเดิมจะยังอยู่ในฐานะครอบงำสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาอยู่ก็ตาม

ในที่สุดก็รัฐบาลคณะรัฐประหารก็ประกาศใช้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511 และประกาศใช้กฎหมายพรรคการเมืองในวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2511 กำหนดจัดการเลือกตั้งขึ้นในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2512 หลังจากที่ว่างเว้นมาถึง 11 ปี

ผลการเลือกตั้งปรากฏว่าผู้สมัครของ พรรคสหประชาไทย ที่จัดตั้งโดยจอมพลถนอม ได้รับเลือกมากที่สุดคือ 76 คนจากจำนวนที่นั่งทั้งหมด 219 ที่นั่ง แต่นั่นก็เพียงพอแล้วเพราะการซาวเสียงเลือกนายกรัฐมนตรีจะต้องทำร่วมกัน ระหว่างสภาผู้แทนฯ กับวุฒิสภา ซึ่งประกอบด้วยคนของจอมพลถนอมฯ เกือบทั้งสิ้น และจอมพลถนอม ก็ได้รับการเสนอชื่อและได้รับการรับรองโดยสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมกับควบ 3 ตำแหน่งสำคัญ คือ นายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารสูงสุด แล้วก็ยังเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอีกตำแหน่งหนึ่ง

รัฐบาลชุดที่ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2512 นี้ มี นายพจน์ สารสิน อดีตนายกรัฐมนตรีขัดตาทัพครั้งที่จอมพลสฤษดิ์ทำรัฐประหารเมื่อ 16 กันยายน 2500 รวมอยู่ด้วย.

(ยังมีต่อ)


พิมพ์ครั้งแรก โลกวันนี้ ฉบับวันสุข 11-17 กรกฎาคม 2558
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง ผู้เขียน อริน
ร่วมสนับสนุนการเขียนและเผยแพร่ความคิด และกิจกรรมได้โดยโอนเงินไปที่

บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย สาขาเทสโก้โลตัส วังหิน
ชื่อบัญชี วัฒนา สุขวัจน์
บัญชีเลขที่ 986-2-87758-8