Article  :  Political   :  Forum  :  Facebook  :  Youtube

วันพุธที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2564

สังเขปประวัติศาสตร์การเมืองยุคใกล้ของไทย (47)

ประวัติศาสตร์การเมืองยุคใกล้ของไทย:
"ระบอบสฤษดิ์/ระบบพ่อขุนอุปถัมภ์"(16)

นายทหารคณะผู้บริหารระดับสูงวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรและโรงเรียนเสนาธิการทหารพ.ศ. 2511 จากซ้ายไปขวา จอมพลถนอม กิตตขจร พลออากาศเอก ทวี จุลละทรัพย์ และ พลเอก กฤษณ์ สีวะรา

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ในฐานะพ่อขุนที่ใช้อำนาจเด็ดขาด (2)

สุมาลี พันธุ์ยุรา เขียนบทสรุปไว้ในย่อหน้าสุดท้ายสำหรับหัวข้อ "จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ในฐานะพ่อขุนที่ใช้อำนาจเด็ดขาด" ในบทความ "ระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ" (http://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=ระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ) ไว้เป็นลักษณะกึ่งคำถาม:
ในท้ายที่สุด คำถามหนึ่งที่มักจะปรากฏขึ้นเกี่ยวกับผู้นำทางการเมืองซึ่งมีอำนาจเด็ดขาดก็คือว่า ผู้นำนั้นเป็นผู้ปกครองประดุจบิดาหรือเผด็จการกันแน่ ทักษ์ เฉลิมเตียรณให้ความเห็นว่าลักษณะของผู้นำทั้งสองแบบนี้เป็นเรื่องที่ยากที่จะแยกออกจากกันหรือให้คำจำกัดความ ในขณะที่การปกครองประดุจบิดาสื่อความหมายถึงผู้นำที่ทำหน้าที่เหมือนกับบิดาผู้เมตตาปฏิบัติต่อบุตร แต่เป็นไปได้ว่าจะเป็นพ่อที่เผด็จการหรือเมตตากรุณาด้วยก็ได้ การเป็นผู้มีอำนาจเด็ดขาดนั้นมีนัยว่าการกระทำต่าง ๆ ที่ผู้นำกระทำขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ซึ่งปัญหานี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับคำนิยมแต่ไม่ใช่เกี่ยวกับการตัดสินใจโดยเจตนา ในขณะที่ผู้มีอำนาจเด็ดขาดคิดว่า ตนปกครองประดุจบิดานั้น ซึ่งผู้อื่นอาจไม่คิดเช่นนั้น
**********
การที่ ทักษ์ เฉลิมเตียรณ ให้ความหมายของผู้นำในลักษณะจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ชนิด "แบ่งรับแบ่งสู้" ระหว่างความเป็น "เผด็จการ" กับ "พ่อปกครองลูก" นั้น เท่ากับสร้าง "บรรทัดฐาน" ให้แก่ความรู้และกระบวนการรับรู้ในสังคมไทย อาจเปรียบเทียบในมุมกลับได้ว่า เป็นการเสนอแนวคิด "เผด็จการแบบไทยๆ" พอๆ กับเป็น "ตรายาง" ให้แก่ "ผู้เผด็จการ" ที่ขาดเสียไม่ได้สำหรับสังคมไทย ที่ประชาชนไม่สมควรตัดสินชะตากรรมของตนเองได้ "โดยผ่านการเลือกตั้ง" และผลสะเทือนของ "หิน" ก้อนนั้นกลางบ่อน้ำที่เต็มไปด้วยจอกแหนในสังคมไทย ยังกลายเป็นแรงกระเพื่อมสืบเนื่องมาอีกกว่าครึ่งศตวรรษ

เป็นที่น่าสังเกตว่า หลังจากรัฐบาล "คณะปฏิวัติ" ที่มาจากการรัฐประหารทุกคณะในเวลาต่อมาหลังจากสิ้นสุดการปกครอง "ระบอบสฤษดิ์" และ "ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502" ไม่ปรากฏว่ามีความพยายามในการเรียบเรียง/วิเคราะห์ระบบและรูปแบบการปกครองโดยรัฐบาลทหาร และ/หรือ รัฐบาลที่แต่วตั้งโดยคณะทหารที่ยึดอำนาจโดยการรัฐประหาร อีกต่อไป ด้านหนึ่งเป็นไปได้ว่า ระบอบการเมืองหลังการรัฐประหาร 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 ไม่มีและไม่สามารถลงหลักปักฐานอย่างเป็นระบบได้อย่างจริงจัง แม้ว่า "รัฐบาลหอย" กับคณะรัฐประหาร 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 จะวาง Road Map สร้างประชาธิปไตย 12 ปี เอาไว้ หากแต่กลายเป็นกระสุนด้านไปในเวลาอันรวดเร็ว

จากนั้นบทความของสุมาลีก็เข้าสู่หัวข้อ "จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์กับการสร้างความชอบธรรมทางการเมือง" ซึ่งก็คงวิเคราะห์ผ่าน "ใจกลาง" ของระบบ "พ่อขุน" หรือ "พ่อขุนอุปถัมภ์" ต่อไป
**********
ระบบพ่อขุน (โดยเฉพาะเมื่อผนวกกับการใช้อำนาจแบบเผด็จการ) ไม่เพียงพอสำหรับการปกครองในช่วงระยะเวลาอันยาวนาน จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการทำให้กลุ่มบุคคลผู้มีอำนาจอื่น ๆ ในสังคมไทยให้การสนับสนุนรัฐบาลของตนเอง ในบรรดาผู้สนับสนุนที่สำคัญที่สุด ได้แก่ ข้าราชการและองค์พระมหากษัตริย์ ด้วยความเชื่อมั่นในการพัฒนา จอมพลสฤษดิ์สามารถที่จะให้บทบาทใหม่ ๆ แก่กลุ่มบุคคลเหล่านี้ และได้กำหนดโครงการการปกครองแบบพ่อขุนของตนให้บุคคลเหล่านี้ช่วยเหลือ โครงการเหล่านี้ซึ่งบริหารจากเบื้องบนลงมาเพื่อทำให้อำนาจทางการเมืองมั่นคงขึ้นมากกว่าที่จะได้บรรลุผลในด้านการพัฒนาชาติและสร้างประเทศให้ทันสมัย ซึ่งการพัฒนามักจะหันเหไปสู่จุดมุ่งหมายของความชอบธรรมทางการเมือง

ตัวอย่างเช่น ผู้สนับสนุนในกลุ่มข้าราชการ จอมพลสฤษดิ์สามารถชักจูงข้าราชการระดับสูงที่เข้าศึกษาในวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ให้ตระหนักถึงความเร่งด่วนในการพัฒนาชาติและปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับความมั่นคงของชาติ ตลอดจนเชื่อมั่นในความชอบธรรมของทหารในเรื่องการปกครอง ดังเช่นที่ข้าราชการพลเรือนได้แสดงความคิดเห็นไว้ว่า "ก่อนที่จะมาศึกษาวปอ.นั้น พลเรือนเราส่วนมากไม่ค่อยจะทราบเรื่องเกี่ยวกับทางทหารมากนัก เมื่อได้เข้าศึกษาแล้ว จึงค่อยเข้าใจและเห็นความสำคัญทางทหารมากขึ้น" [วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร, หนังสือประจำรุ่นที่ 8 พ.ศ.2509 อ้างถึงใน ทักษ์ เฉลิมเตียรณ, การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ, หน้า 332] หรือที่นายทหารบางคนได้แสดงออกถึงความรู้สึกของตนเองไว้ว่า "หลังจากสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยนี้แล้วก็จะสามารถทำหน้าที่ของเราได้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากได้มองเห็นทางแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับงานของเราในอนาคต ไม่เฉพาะแต่การแก้ปัญหาด้านการทหารเท่านั้น ยังมีปัญหาทั่ว ๆ ไปของชาติด้วย..." [วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร, หนังสือประจำรุ่นที่ 8 พ.ศ.2509 อ้างถึงใน ทักษ์ เฉลิมเตียรณ, การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ, หน้า 333]

ส่วนผู้สนับสนุนที่สำคัญอีกกลุ่มหนึ่งคือองค์พระมหากษัตริย์ รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ได้สนับสนุนให้สถาบันพระมหากษัตริย์กลับมามีความมั่นคงอีกครั้ง เพื่อสร้างความถูกต้องชอบธรรมในการเป็นรัฐบาลให้กับกลุ่มการเมืองของตนเองที่มาจากการรัฐประหาร ซึ่งการสนับสนุนสถาบันพระมหากษัตริย์มีส่วนสำคัญในการช่วยเหลือรัฐบาลในแง่ของการช่วยส่งเสริมหรือสนับสนุนนโยบายหรือโครงการต่าง ๆ ของระบบพ่อขุน ตัวอย่างเช่น การส่งเสริมให้พระมหากษัตริย์มีโอกาสแสดงพระราชดำรัสต่อประชาชนซึ่งเท่ากับเป็นการส่งเสริมนโยบายของรัฐบาลโดยตรง เนื่องจากพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่ประชาชนได้พาดพิงและเอื้ออำนวยต่อนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาล เช่น พระราชดำรัสที่พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทยในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ใน พ.ศ.2504 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงยกย่องรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ในการที่ช่วยส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าของชาติ และทรงขอให้ประชาชนร่วมมือกับรัฐบาลตามวัตถุประสงค์ของรัฐบาลที่ตั้งไว้ ดังจะเห็นได้จากพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทยซึ่งมีเนื้อความว่า
"...ในเรื่องการภายในของเรานั้น ข้าพเจ้ามีความยินดีที่ท่านทั้งหลายมีความเป็นอยู่ด้วยความสงบสุข และทางรัฐบาลก็พยายามดำเนินการส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติอย่างดีอยู่แล้วทุกด้าน และบัดนี้ด้วยความร่วมมือร่วมกำลังความคิดจากบรรดาข้าราชการที่เกี่ยวข้องและผู้ชำนาญการในสาขาต่าง ๆ รัฐบาลได้วางแผนและโครงการเพื่อฟื้นฟูการเศรษฐกิจและปรับปรุงการศึกษาของชาติขึ้นใหม่แล้ว ซึ่งจะเริ่มใช้ปฏิบัติกันในปีพุทธศักราช 2504 นี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าแผนและโครงการนี้จะมีประโยชน์ดีสำหรับบ้านเมือง แต่ข้อสำคัญก็อยู่ที่การปฏิบัติตามแผนและโครงการนั้นโดยพร้อมเพรียงกันทุกฝ่าย จึงจะเป็นผลแก่ประเทศชาติได้ หวังว่าท่านทั้งหลายจะให้ความร่วมมือแก่ทางราชการในการนี้ต่อไป..."
[กระแสพระราชดำรัสพระราชทานแก่ประชาชนชาวไทยในโอกาสวันขึ้นปีใหม่พ.ศ.2504 จาก โลซานน์ สวิตเซอร์แลนด์,” ใน พระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบัน (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์นครหลวงกรุงเทพธนบุรี, ม.ป.ป.), หน้า 132]
**********
แล้วในที่สุด "ปัจเจกบุคคล" ทั้งที่เป็นทหารและที่เป็นพลเรือนที่ "ขึ้นทะเบียน" โอกาสในการก้าวขึ้นสู่การจัดลำดับชั้นทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ก็ได้รับ "ใบรับรอง" ผ่านทาง "วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร" นี่เอง.

(ยังมีต่อ)


พิมพ์ครั้งแรก โลกวันนี้ ฉบับวันสุข 2-8 พฤษภาคม 2558
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง ผู้เขียน อริน

วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2564

สังเขปประวัติศาสตร์การเมืองยุคใกล้ของไทย (46)

 ประวัติศาสตร์การเมืองยุคใกล้ของไทย:
"ระบอบสฤษดิ์/ระบบพ่อขุนอุปถัมภ์"(15)

ภาพนักโทษการเมืองในเรือนจำลาดยาว สมัยการกวาดล้างของรัฐบาลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในภาพแถวกลาง คนที่สองจากซ้ายคือทองใบ ทองเปาด์ ส่วนคนที่สามจากซ้ายซึ่งนั่งติดกับทองใบ คือ จิตร ภูมิศักดิ์ (จาก http://bit.ly/jit_phumisak)

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ในฐานะพ่อขุนที่ใช้อำนาจเด็ดขาด

เนื้อหาตอนต่อไปในบทความ "ระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ" โดย สุมาลี พันธุ์ยุรา ในเว็บไซต์สถาบันพระปกเกล้า ( http://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=ระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ ) ว่าด้วย "จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ในฐานะพ่อขุนที่ใช้อำนาจเด็ดขาด" นั้น ดูเหมือนจะเป็นอีกครั้งที่ตอบสนองความเรียกร้องต้องการ "บ้านเมืองสงบ (ใต้แอกเผด็จการ)" ที่ดังขึ้นเป็นระยะ ที่นั่นบ้างที่โน่นบ้าง หลังการรัฐประหาร 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 เป็นต้นมา แล้วมีเรียกขานรับมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังการเคลื่อนไหว 14 ตุลาที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งตามมาด้วยบรรยากาศในช่วง "ประชาธิปไตยเบ่งบาน"

หัวข้อนี้ขึ้นต้นย่อหน้าแรกว่า:
นอกจากนี้แล้ว จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ในฐานะพ่อขุนที่เปรียบประดุจหัวหน้าครอบครัวของชาติ ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีอำนาจทางการเมืองอย่างเด็ดขาด และเพื่อมิให้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองใด ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ จอมพลสฤษดิ์จึงใช้อำนาจเด็ดขาดจากมาตรา 17 ในธรรมนูญการปกครองแห่งราชอาณาจักร พ.ศ. 2502 ซึ่งมีใจความสรุปว่า "ในระหว่างที่ใช้ธรรมนูญนี้ ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีเห็นสมควรเพื่อประโยชน์ในการระงับหรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของราชอาณาจักรหรือราชบัลลังก์ หรือการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลาย ก่อกวนหรือคุกคามความสงบที่เกิดขึ้นภายในหรือมาจากภายนอกราชอาณาจักร ให้นายกรัฐมนตรีโดยมติของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งการหรือกระทำการใด ๆ ได้ และให้ถือว่าคำสั่งหรือการกระทำเช่นว่านั้นเป็นคำสั่งหรือการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อนายกรัฐมนตรีได้สั่งการหรือกระทำการใดไปตามความในวรรคก่อนแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีแจ้งให้สภาทราบ" [ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2502, ราชกิจจานุเบกษา (ฉบับพิเศษ) 2502, เล่ม 76 ตอนที่ 17] ซึ่งมาตรา 17 อาจมองได้ว่าเป็นฐานแห่งอำนาจเผด็จการ [ทักษ์ เฉลิมเตียรณให้ความเห็นว่า การใช้มาตรา 17 หรือที่คนไทยรู้จักกันดีว่า "ม.17" นั้น ตามคติของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ในเรื่องการบริหารด้านการเมือง มาตรานี้เป็นหลักอันถูกต้องตามกฎหมายแบบใหม่ของการเป็นผู้นำแบบพ่อขุน จอมพลสฤษดิ์ในฐานะเป็นหัวหน้าของคณะปฏิวัติ ก็เป็นหัวหน้าครอบครัวของชาติและต้องสามารถที่จะทำให้เจตนารมณ์ของตนใช้บังคับได้]
นั่นคือ จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม บทความของ สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งถือกำเนิดขึ้นและดำเนินการโดยรัฐสภาของไทย หรือกล่าวได้ว่าภายใต้การกำกับดูแลและดำเนินงานด้วย "อุดมการณ์ประชาธิปไตย" กลับมีข้อเขียนที่มีลักษณะ "ออกตัว/แก้ต่าง" ให้แก่บุคคลหรือคณะบุคคลที่มีบทบาทไปในทางเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตย
**********
ลักษณะความเป็นผู้นำทางการเมืองของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ซึ่งเน้นหนักในเรื่องความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคมและการสร้างเสถียรภาพทางการเมืองนั้น ทำให้จอมพลสฤษดิ์ต้องใช้อำนาจอย่างเด็ดขาดเพื่อขจัด "พวกนอกรีต" และโดยส่วนใหญ่แล้วนโยบายและการกระทำอันเด็ดขาดของจอมพลสฤษดิ์ก็ใช้ปราบปรามได้จริง และทำให้ "สิ่งนอกรีตนอกรอย" ตามที่กล่าวหาหลายเรื่องถูกปราบปรามให้ราบคาบไป ดังเช่น การลงโทษประหารชีวิตชาวจีนที่ลอบวางเพลิง การลงโทษประหารชีวิตนายศิลา วงศ์สิน ซึ่งแสดงตนเป็นผู้นำกึ่งการเมืองกึ่งศาสนา การกำจัดผู้กระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์หรือการกำจัดผู้ที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างไปจากรัฐบาลหรือวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล วิพากษ์วิจารณ์จอมพลสฤษดิ์ ประวัติศาสตร์และสังคมไทย ซึ่งส่งผลให้ปัญญาชน นักศึกษา ครูอาจารย์ นักหนังสือพิมพ์ ทนายความ นักการเมือง กรรมกร พ่อค้าชาวจีน พระสงฆ์ ถูกปราบปราบด้วยวิธีการต่างๆ

ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ บุคคลต่าง ๆ ในสังคมซึ่งถูกเพ่งเล็งว่าเป็นผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลจะถูกตราหน้าว่าเป็นคอมมิวนิสต์อย่างรวดเร็วและถูกจับกุมทันทีด้วยวิธีการประหัตประหารศัตรูทางการเมือง จึงทำให้หลายคนหนีเข้าป่าและเข้าร่วมกับขบวนการผู้ก่อการร้าย บ้างก็ลี้ภัยเข้าไปอยู่ในสาธารณรัฐประชาชนจีน ในขณะที่บ้างก็แสดงตัวอย่างเปิดเผยว่าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ในบรรดาผู้ที่ถูกจับกุมนับพัน ๆ คนทั่วทั้งประเทศ มีประมาณสามร้อยคนถูกจำคุกอยู่ที่ลาดยาว ผู้ที่ถูกกักขังอยู่ที่เรือนจำลาดยาวประกอบด้วยนักการเมือง อดีตรัฐมนตรี ผู้นำกรรมกร นักหนังสือพิมพ์ และแม้กระทั่งพวกชาวเขา ผู้ที่ถูกกักขังส่วนใหญ่เป็นพวกที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ มีหลายคนเป็นนักเขียนที่วิพากษ์วิจารณ์ประวัติศาสตร์และสังคมไทย ส่วนคนอื่น ๆ ก็จะเข้าร่วมอยู่ในขบวนการแบ่งแยกดินแดนของนายครอง จันดาวงศ์ [ทักษ์ เฉลิมเตียรณ, การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ, หน้า 249-255]
พระราชบัญญัติต่อต้านการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ. 2495 ในสมัยของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้แรงสนับสนุนมากขึ้นจากประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 12 [ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 12 ลงวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2501 ใน ประมวลประกาศและคำสั่งของคณะปฏิวัติที่ใช้เป็นกฎหมาย พร้อมทั้งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร และพ.ร.บ.จัดระเบียบราชการสำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ.2502, หน้า 25-26] ซึ่งคำประกาศนี้ได้ให้อำนาจแก่พนักงานสอบสวนยิ่งขึ้นในอันที่จะควบคุมผู้ต้องหาไว้ได้ตลอดระยะเวลาที่ทำการสอบสวน โดยไม่คำนึงถึงกำหนดเวลาการควบคุมผู้ต้องหาดังที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย คำสั่งข้อนี้ยังใช้ได้กับคดีต่าง ๆ ที่มีมาก่อนคำประกาศนี้ และตามหลักเกณฑ์นี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมบุคคลหลายคนในข้อหาละเมิดกฎหมายพ.ศ. 2495 และกักขังไว้เป็นระยะเวลานาน โดยมิได้ส่งฟ้องศาลอย่างเป็นทางการ นับว่าเป็นเครื่องมือทางการเมืองโดยแท้ และยิ่งกว่านั้น ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 15 [ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 15 ลงวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2501 ใน ประมวลประกาศและคำสั่งของคณะปฏิวัติที่ใช้เป็นกฎหมาย พร้อมทั้งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร และพ.ร.บ.จัดระเบียบราชการสำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ.2502, หน้า 31] ยังได้กำหนดไว้ว่า คดีต่าง ๆ ที่มีข้อหาว่ากระทำความผิดขัดต่อพระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ. 2495การพิจารณาพิพากษาให้อยู่ในอำนาจของศาลทหารตามกฎอัยการศึก และเพื่อป้องกันมิให้ผู้ต้องคุมขังยื่นคดีต่อศาลแพ่งได้ จอมพลสฤษดิ์จึงมีคำสั่งให้แก้ไขพระราชบัญญัติต่อต้านการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ฉบับ พ.ศ.2495 ขึ้นเสียใหม่ในพ.ศ.2505 เพื่อทำให้เข้ากันได้กับประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 12 มากยิ่งขึ้น ภายใต้กฎหมายใหม่นี้ ผู้ต้องคุมขังสามารถยื่นเรื่องราวร้องทุกข์ต่อรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงมหาดไทยซึ่งมีอำนาจตัดสินขั้นสุดท้ายได้ และด้วยอำนาจยุติธรรมเป็นพิเศษข้อนี้เอง จอมพลสฤษดิ์จึงสามารถที่จะใช้อำนาจเด็ดขาดได้อย่างเต็มที่ในการจัดการเรื่องความแตกแยกทางการเมือง ฉะนั้นจึงสรุปได้ว่า ในขณะที่เราตั้งข้อสังเกตว่าความเป็นผู้นำของจอมพลสฤษดิ์ตั้งอยู่บนคตินิยมโบราณในเรื่องการปกครองแบบพ่อขุนนั้น ภายใต้ระบบการปฏิวัติ (ดังเช่นการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในอดีต) การปกครองแบบพ่อขุนจึงมีลักษณะเป็นอำนาจเด็ดขาด [ทักษ์ เฉลิมเตียรณ, การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ, หน้า 255-256]
**********
แต่แล้ว แทนที่พวก "นอกรีต" ในสายตาของผู้เผด็จการอย่างสฤษดิ์ และ/หรือ อีกหลายคนในเส้นทางการเมืองการปกครองยุคใกล้ของไทย จะ "หมดไป" ยิ่งเวลาผ่านไปกลับยิ่งจะพัฒนาไปเป็น "บางอย่าง" ที่ "ฆ่าไม่ตาย ทำลายไม่หมด".

(ยังมีต่อ)


พิมพ์ครั้งแรก โลกวันนี้ ฉบับวันสุข 25 เมษายน-1 พฤษภาคม 2558
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง ผู้เขียน อริน
ร่วมสนับสนุนการเขียนและเผยแพร่ความคิด และกิจกรรมได้โดยโอนเงินไปที่

บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย สาขาเทสโก้โลตัส วังหิน
ชื่อบัญชี วัฒนา สุขวัจน์
บัญชีเลขที่ 986-2-87758-8