Article  :  Political   :  Forum  :  Facebook  :  Youtube

วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2563

สังเขปประวัติศาสตร์การเมืองยุคใกล้ของไทย (32)

ประวัติศาสตร์การเมืองยุคใกล้ของไทย:
"ระบอบสฤษดิ์/ระบบพ่อขุนอุปถัมภ์"(1)

จอมพลสฤษดิ์เจรจากับนิสิตจุฬาฯ ที่สะพานมัฆวาน - The LIFE Picture Collection

อารัมภบท

การสิ้นสุดความพยายามสถาปนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของสยาม/ไทยมาถึงแทบจะในทันทีทันใด ที่อำนาจทางการเมืองของประเทศไทยถูกครอบครองและครอบงำโดยกองทัพบกโดยสิ้นเชิง เมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นำทหารกองทัพภาคที่ 1 ก่อรัฐประหารเมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2500 โดยอาศัยความไม่พอใจของประชาชนผสมโรงกับการแพร่ข่าวลือและการปลุกระดมอย่างเป็นขั้นเป็นตอน อันเป็นผลสืบเนื่องมาจาก "การเลือกตั้งสกปรก" ภายหลังการเลือกตั้งในประเทศไทยครั้งที่ 9 เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี หนีไปราชอาณาจักรกัมพูชา ขณะที่สมุนมือขวา พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจ ลี้ภัยไปสวิตเซอร์แลนด์ จอมพลสฤษดิ์ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นผู้รักษาพระนคร มีการประกาศยุบสภาและนำรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2475 (ฉบับแก้ไขใหม่ 2495) มาปรับใช้เป็นการชั่วคราว

การรัฐประหารครั้งนี้ มีลักษณะพิเศษยิ่งกว่าครั้งใดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยหลังการอภิวัฒน์สยาม 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 คือเป็นการเข้ายึดอำนาจรัฐโดยมีผู้นำเป็นนายทหารที่ "ไม่มี" ส่วนร่วมแต่อย่างใดในฐานะผู้นำในคณะราษฎร ในการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์/ราชาธิปไตยสู่ระบอบรัฐธรรมนูญ (เรียกกันในเวลานั้น)

เส้นทางสู่อำนาจเด็ดขาด

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เกิดเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2451 ที่บ้านท่าโรงยา ตลาดพาหุรัด จังหวัดพระนคร (ในเวลานั้น) เป็นบุตรของพันตรีหลวงเรืองเดชอนันต์ (ทองดี ธนะรัชต์) กับนางจันทิพย์ ธนะรัชต์ (สกุลเดิม วงษ์หอม) เริ่มการศึกษาชั้นต้นที่จังหวัดมุกดาหาร และศึกษาต่อที่โรงเรียนวัดมหรรณพารามในปี พ.ศ. 2462 จากนั้นจึงเข้าศึกษาที่โรงเรียนนายร้อยทหารบก สำเร็จการศึกษาเมื่อปี พ.ศ. 2471 เข้ารับราชการเป็นนักเรียนทำการนายร้อย กองพันที่ 1 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2472

ในปี พ.ศ. 2476 ขณะที่ติดยศร้อยตรี เกิดกบฏนำโดยพลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช และ ร้อยตรีสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นหนึ่งในผู้บังคับหมวดปราบปรามกบฏของฝ่ายรัฐบาล มีพันเอกหลวงพิบูลสงคราม เป็นผู้บังคับบัญชา จนได้รับชัยชนะ ได้รับพระราชทานยศร้อยโท จากนั้นอีก 2 ปีก็ได้เลื่อนยศเป็นร้อยเอก

ในปี พ.ศ. 2484 ร้อยเอกสฤษดิ์เข้าร่วมรบในสงครามมหาเอเชียบูรพาขณะที่ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกองทัพทหารราบที่ 33 จังหวัดลำปาง ได้รับการเลื่อนยศเป็นพันตรี จนช่วงปลายสงครามจึงได้เลื่อนยศเป็นพันเอก ตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 13 และผู้บังคับการจังหวัดทหารบกลำปาง เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2488

หลังสงครามโลกสงบ แม้ว่าอำนาจทางการเมืองจะถูกเปลี่ยนมือ ส่วนหนึ่งเนื่องจากไทยเคลื่อนไหวเพื่อให้พ้นจากการเป็นประเทศร่วมรบกับฝ่ายอักษะในทวีปเอเชียที่นำโดยจักรวรรดิญี่ปุ่น ที่สำคัญคือไทยมีขบวนการต่อต้านญี่ปุ่น คือ "ขบวนการเสรีไทย" ที่เคลื่อนไหวอย่างจริงจังในช่วงที่ถูกยึดครองและถูกบังคับให้เซ็นสัญญาร่วมรบกับญี่ปุ่น โดยก่อนหน้านั้น ในปี พ.ศ. 2487 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ถูกบีบด้วยข้อเสนอให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นเหตุให้อำนาจอำนาจทางการเมืองเสื่อมถอยลง แต่พันเอกสฤษดิ์กลับเติบโตขึ้นในอาชีพรับราชการทหารโดยได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ ซึ่งเป็นหน่วยกำลังสำคัญ

จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2490 คณะนายทหารนำโดยจอมพลผิน ชุณหะวัณ ก่อการรัฐประหารโค่นล้มอำนาจการปกครองของนายกรัฐมนตรี พลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ในวันที่ 8 พฤศจิกายน และด้วยความเคารพเลื่อมใสที่มีต่อจอมพล ป. พิบูลสงคราม ผู้อยู่เบื้องหลังการยึดอำนาจ พันเอกสฤษดิ์จึงเป็นส่วนหนึ่งที่เข้าร่วมคณะรัฐประหาร ผลจากการรัฐประหารครั้งนั้น เป็นการกลับคืนสู่อำนาจอีกครั้งหนึ่งของจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยมีพันเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นกำลังสำคัญที่แทบจะมีลักษณะส่วนตัวยิ่งกว่าผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชา

จากการเป็น "ผู้ใกล้ชิด" หรือ "ลูกน้องคนสนิท" นี้เอง ชีวิตราชการของพันเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จึงเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ในปี พ.ศ. 2492 ได้รับพระราชทานยศพลตรี ดำรงตำแหน่งแม่ทัพกองทัพที่ 1 และรักษาการผู้บัญชาการกองพลที่ 1 ผลงานที่สร้างชื่อคือการเป็นหัวหน้าปราบกบฏวังหลวงในปีเดียวกันนั้น หลังเสร็จสิ้นภารกิจ ได้รับการเลื่อนยศเป็นพลโท ตามมาด้วยการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งแม่ทัพกองทัพภาคที่ 1 ในปี พ.ศ. 2493 และเพียงในปี พ.ศ. 2495 ก็สามารถขึ้นครองตำแหน่งรองผู้บัญชาการทหารบกพร้อมได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ เลื่อนยศเป็นพลเอก

สำหรับตำแหน่งในรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามนั้น พลเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต์ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม

ต่อมาในวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2497 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการทหารบก และได้รับพระราชทานยศจอมพล โดยที่คงไม่มีใครคาดคิดว่าในเวลาอีกเพียง 3 ปี ลูกน้องคนสนิทหนึ่งในสองคนนี้ จะกล้าลุกขึ้นยึดอำนาจขากลูกพี่ที่ติดสอยห้อยตามกันมาหลายปี

วันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2500 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในรัฐบาลชุดสุดท้ายของจอมพล ป. พิบูลสงคราม แต่อยู่ในตำแหน่งนั้นได้เพียง 10 วัน ก็ลาออก จากสาเหตุการการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ซึ่งจัดว่าเป็นการเลือกตั้งสกปรกมากที่สุดครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะในจังหวัดพระนคร มีการจัดตั้งกลุ่มอันธพาลหรือที่เรียกว่า "ผู้กว้างขวาง" เข้าร่วม เกิดบัตรผีที่เรียกว่า "ไพ่ไฟ" และการย้ายเข้าเพิ่มจำนวนผู้มีสิทธิที่เรียกว่า "พลร่ม" รวมทั้งการสวมใช้สิทธิซ้ำหลายครั้งที่เรียกว่า "เวียนเทียน" ซึ่งผลก็คือ พรรคเสรีมนังคศิลา ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้รับเสียงข้างมาก จึงสามารถดำเนินการจัดตั้งรัฐบาล ท่ามกลางความวุ่นวายอย่างหนัก จากการเดินประท้วงของนักเรียนนักศึกษาและประชาชนเป็นจำนวนมากในจังหวัดพระนคร จอมพล ป. จึงแต่งตั้งให้จอมพลสฤษดิ์เป็นผู้บัญชาการ 3 เหล่าทัพ เข้าควบคุมสถานการณ์

ในวันที่ 1 มีนาคม กลุ่มนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยรวมตัวกันประมาณ 2,000 คน เดินขบวนไปที่กระทรวงมหาดไทย มุ่งหน้าไปยังทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้จอมพล ป. พิบูลสงครามและ พลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจ ลาออกจากตำแหน่ง และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยให้มีคณะกรรมการประกอบด้วยนิสิตในการควบคุมการลงคะแนน จอมพลสฤษดิ์สั่งการไม่ให้ทหารทำอันตรายประชาชนที่เดินขบวนชุมนุมประท้วง ทั้งยังเป็นผู้นำประชาชนเข้าพบจอมพล ป. ที่ทำเนียบนายกรัฐมนตรีซึ่งกล่าวแก่นิสิตและผู้ชุมนุมว่า การเลือกตั้งจะเป็นโมฆะก็ต่อเมื่อศาลสั่ง นิสิตสลายตัวตามที่จอมพลสฤษดิ์ เสนอ และได้กล่าวคำคมในประวัติศาสตร์ไว้ที่สะพานมัฆวานว่า "พบกันใหม่เมื่อชาติต้องการ" ซึ่งทำให้จอมพลสฤดิ์กลายเป็นขวัญใจของประชาชนทันที จนได้รับฉายาในตอนนั้นว่า "วีรบุรุษมัฆวาน"

(ยังมีต่อ)


พิมพ์ครั้งแรก โลกวันนี้ ฉบับวันสุข 17-23 มกราคม 2558
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง ผู้เขียน อริน

วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2563

สังเขปประวัติศาสตร์การเมืองยุคใกล้ของไทย (31)

ประวัติศาสตร์การเมืองยุคใกล้ของไทย
ว่าด้วยนักคิดนักเขียนและฐานันดรที่สี่ (14)

จอมพล ป. พิบูลสงคราม หัวหน้าพรรคเสรีมนังคศิลา ขึ้นกล่าวคำปราศรัยก่อนการรัฐประหาร 2500

สื่อสารมวลชนก่อนและหลังการอภิวัฒน์สยาม (14)

บทความเรื่อง "บทบาทของหนังสือพิมพ์กับการเมืองไทย พ.ศ.2475-2500" ในเว็บไซต์ฐานข้อมูลการเมืองการปกครองสถาบันพระปกเกล้า (http://www.kpi.ac.th/wiki/index.php/บทบาทของหนังสือพิมพ์กับการเมืองไทย_พ.ศ.2475-2500) โดย สุมาลี พันธุ์ยุรา ให้บทสรุปไว้ในตอนท้าย เพื่อเป็นการสะท้อนความแหลมคมของสถานการณ์ทางการเมืองช่วงปลายทศวรรษ 2490 ช่วงรอยต่อการยึดอำนาจการปกครองอันยาวนานของจอมพล ป.พิบูลสงคราม โดยหนึ่งในสองของผู้ใต้บังคับบัญใกล้ชิดและอาจไว้ใจได้มากที่สุดคือจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในปี พ.ศ. 2500 ไว้ดังต่อไปนี้:

จากการแสดงท่าทีของหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ ดังกล่าวส่งผลทำให้กรณีเรื่องนโยบายต่างประเทศเป็นปัญหาสำคัญของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามดูไม่น่านิยมชมชื่น และเป็นจุดที่สร้างปัญหาให้แก่รัฐบาลมากที่สุดกรณีหนึ่ง ซึ่งใน พ.ศ. 2499 มีประเด็นหลายเรื่องที่หนังสือพิมพ์ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลโดยต่างแสดงท่าทีคัดค้านต่อนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลจอมพลป. พิบูลสงคราม เช่น หนังสือพิมพ์สยามนิกรได้วิจารณ์การที่รัฐบาลไทยรับเป็นเจ้าภาพในการจัดการซ้อมรบขององค์การสปอ. อย่างกระทันหันไว้ว่า สถานการณ์ในเอเชียอาคเนย์ก็มิได้มีแนวโน้มที่จะเกิดสงครามและการรุกรานใด ๆ การซ้อมรบจึงไม่น่าที่จะเป็นเรื่องจำเป็น หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทยก็วิจารณ์ว่า ทำไมรัฐบาลไทยต้องซ้อมรบตามคำโฆษณาของประเทศโลกเสรีที่โจมตีจีนแดงว่าจะรุกราน ทั้ง ๆ ที่รู้กันว่าจีนไม่สามารถทำได้ นอกจากจะทำสงครามป้องกันตนเอง และผู้นำจีนก็มีนโยบายผูกมิตรกับทุกประเทศอยู่แล้ว ต่อมาปรากฎว่าเรื่องนี้ได้บานปลายออกไป เมื่อรัฐบาลฝรั่งเศสซึ่งเป็นหนึ่งในภาคีสปอ.ได้แถลงว่า เรื่องการซ้อมรบที่จะมีขั้นตอนตามกำหนดการนั้น ไทยมิได้ปรึกษาฝรั่งเศสและประเทศอื่น ๆ ในสปอ.เลย นอกจากปรึกษาแต่ประเทศสหรัฐอเมริกาเพียงประเทศเดียวเท่านั้น นอกจากนี้หนังสือพิมพ์เกียรติศักดิ์รายสัปดาห์ ก็ได้ลงบทนำวิจารณ์ว่า การซ้อมรบครั้งนี้ฝ่ายไทยต้องเสียเงินถึง 5 ล้านบาท ซึ่งเป็นการฟุ่มเฟือย อีกกรณีหนึ่งที่หนังสือพิมพ์ในประเทศไทยแทบทุกฉบับต่างวิพากษ์วิจารณ์การดำเนินนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงคราม คือ การที่รัฐบาลแสดงท่าทีเกรงใจและแก้ต่างแทนอังกฤษและฝรั่งเศสซึ่งเป็นมิตรร่วมภาคสปอ. ในเรื่องที่อังกฤษและฝรั่งเศสใช้วิธีการแก้ปัญหาโดยส่งกองทัพเข้าบุกและโจมตีอียิปต์ในวิกฤตการณ์คลองสุเอช ทั้ง ๆ ที่ประเทศต่าง ๆ ในเอเชียและแอฟริกาต่างประณามการกระทำของอังกฤษและฝรั่งเศสอย่างรุนแรง หนังสือพิมพ์สยามนิกรได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยเป็นตัวของตัวเองในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ

อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญที่หนังสือพิมพ์มีบทบาทเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วง พ.ศ. 2498-2499 คือ การเรียกร้องเรื่องสิทธิประชาธิปไตย โดยเฉพาะเรื่องการยกเลิกส.ส.ประเภทที่ 2 ซึ่งเป็นประเด็นที่หนังสือพิมพ์เริ่มวิพากษ์วิจารณ์อย่างจริงจังภายหลังจากที่รัฐบาลมีการเปลี่ยนนโยบายไปสู่ประชาธิปไตย หนังสือพิมพ์มีการรณรงค์ว่า จอมพลป.พิบูลสงครามควรจะปฎิรูปประชาธิปไตยให้มากยิ่งขึ้นโดยยกเลิกส.ส.ประเภทที่ 2 ตั้งแต่ในระดับชาติและระดับท้องถิ่น และต่อมาเมื่อรัฐบาลจับกุมกบฏอดข้าว หนังสือพิมพ์สยามนิกรได้เสียดสีว่า เหตุการณ์เรื่องนี้เป็นเรื่องชวนหัวของประชาธิปไตยที่ว่า การที่ผู้อดข้าวประท้วงเพราะต้องการให้ยกเลิกบทเฉพาะกาลเพื่อให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นนั้น กลับกลายเป็นการก่อกบฏที่จะมีโทษรุนแรงถึงขั้นประหารชีวิต นอกจากนี้หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทยยังได้วิจารณ์ว่า การมีบทเฉพาะกาลและสมาชิกประเภทที่ 2 ในระบอบการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตย มิใช่ว่าจะถูกกล่าวหาว่าเป็นการกุมอำนาจไว้เฉพาะพรรคหนึ่งหรือรัฐบาลใดแต่เพียงอย่างเดียว ปรากฎว่าถึงเกี่ยวกับการปฏิบัติก็ไม่สามารถจะทำให้ประชาธิปไตยของประเทศไทยเป็นไปโดยสมบูรณ์ตามความหมายที่แท้จริง

นอกจากนี้ กลุ่มหนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย-สยามนิกรยังมีความตระหนักพอสมควรในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการต่อสู้ของประชาชน เพระเมื่อปลายเดือนสิงหาคาม พ.ศ.2499 หนังสือพิมพ์ได้วิพากษ์วิจารณ์เหตุผลของนายเพทาย โชตินุชิต ส.ส.ธนบุรีซึ่งเป็นผู้ริเริ่มการเคลื่อนไหวสันติภาพ เป็นส.ส.ฝ่ายสังคมนิยมในสภาผู้แทนราษฎร และเป็นหัวหน้าขบวนการไฮด์ปาร์ค ได้ตัดสินใจย้ายจุดยืนไปเป็นสมาชิกพรรคมนังคศิลา (เสรีมนังคศิลา?) โดยอ้างว่าเพื่อจะทำประโยชน์ให้กับท้องถิ่นและเข้าไปยับยั้งรัฐบาลจากวงใน จากเหตุผลข้างต้นหนังสือพิมพ์สยามนิกรได้เสนอว่า เหตุผลของนายเพทาย โชตินุชิตฟังไม่ขึ้น และได้เสนอข้อความตอนหนึ่งว่า "เพทาย โชตินุชิตจากไปแล้ว แต่การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของประชาชนยังคงอยู่ต่อไป ไม่มีอำนาจใด ๆ จะมายับยั้งไว้ได้ การจากไปของบุคคลหนึ่งก็คือ บทเรียนในการวินิจฉัยตัวบุคคลในกาลต่อไปข้างหน้า ข้อสำคัญที่ควรจดจำก็คือ เราจะตั้งตนเองเป็นวีรบุรุษกันนั้นไม่ได้ เพราะวีรบุรุษไม่ได้สร้างประชาชน แต่ประชาชนต่างหากที่สร้างวีรบุรุษ"

บทบาทของหนังสือพิมพ์ในการเมืองไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2490-2500 มีบทบาทอย่างสูงในการเป็นผู้นำสังคมที่สนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตยและกระตุ้นความสำนึกทางการเมืองของประชาชน ตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาล รวมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลปรับปรุงแก้ไขการบริหารประเทศให้เป็นไปตามหลักการของประชาธิปไตย ตลอดจนการทำหน้าที่ต่าง ๆ ของนักหนังสือพิมพ์ เช่น เป็นคอมลัมนิสต์ นักเขียนนวนิยาย ปัญญาชน ผู้นำความคิดของสังคม และมีกิจกรรมการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ต่อต้านนโยบายบางประการของรัฐบาล รวมทั้งมีการเคลื่อนไหวเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม แต่เนื่องจากรัฐบาลไทยในขณะนั้นมีแนวโน้มที่จะปกครองแบบรวมอำนาจ ประกอบกับสถานการณ์การเมืองของโลกที่กำลังตกอยู่ในสภาวะสงครามเย็น ทำให้รัฐบาลไม่ต้องการให้มีการรวมกลุ่มกันเพื่อการเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยเฉพาะการคัดค้านนโยบายของรัฐบาล ดังนั้นรัฐบาลจึงปราบปรามนักหนังสือพิมพ์เหล่านี้ ด้วยการจับกุมครั้งใหญ่ในข้อหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ใน พ.ศ. 2495 ซึ่งมีผลทำให้นักหนังสือพิมพ์ต้องยุติบทบาทของตนแม้แต่ในการวิพากษ์วิจารณ์การตรวจสอบการบริหารราชการของรัฐบาล ภายหลังจากนั้นนักหนังสือพิมพ์ต้องปรับตัวให้อยู่รอดต่อไปและไม่มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยตรงโดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ยุคสมัยของรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ซึ่งได้ดำเนินการปราบปรามนักหนังสือพิมพ์และสั่งปิดหนังสือพิมพ์หลายฉบับ.
(จบ)
ที่สำคัญ หลังจากรัฐประหาร 16 กันยายน พ.ศ. 2500 ส่งผลให้ไทยก้าวสู่ยุคเผด็จการยิ่งกว่าครั้งใดๆ ในประวัติศาสตร์ นักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย นักคิดนักเขียนฝ่ายประชาธิปไตย ตลอดจนนิสิตนักศึกษาที่มีจุดยืนในฝ่ายประชาธิปไตย ทยอยกันสาบสูญไปจากสังคมนานถึงกว่าทศวรรษครึ่ง หลังจากการยึดอำนาจซ้ำสอง (รัฐประหาร 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501) เพียงครึ่งทศวรรษ การต่อสู้ทางการเมืองโฉมหน้าใหม่ อันเป็นการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธที่นำโดยพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ก็เปิดฉากขึ้น นำไปสู่สภาวะ "สงครามประชาชน" สืบเนื่องมาจนถึงสามทศวรรษ.


พิมพ์ครั้งแรก โลกวันนี้ ฉบับวันสุข 10-16 มกราคม 2558
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง ผู้เขียน อริน
ร่วมสนับสนุนการเขียนและเผยแพร่ความคิด และกิจกรรมได้โดยโอนเงินไปที่

บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย สาขาเทสโก้โลตัส วังหิน
ชื่อบัญชี วัฒนา สุขวัจน์
บัญชีเลขที่ 986-2-87758-8