Article  :  Political   :  Forum  :  Facebook  :  Youtube

วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2563

สังเขปประวัติศาสตร์การเมืองยุคใกล้ของไทย (20)

สังเขปประวัติศาสตร์การเมืองยุคใกล้ของไทย
ว่าด้วยนักคิดนักเขียนและฐานันดรที่สี่ (3)

หนังสือพิมพ์ "จีนโนสยามวารศัพท์" มีนายเซียวฮุดเสง สีบุญเรือง เป็นทั้ง เจ้าของ ผู้จัดการ และบรรณาธิการ ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา ฉบับวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2462

สื่อสารมวลชนก่อนและหลังการอภิวัฒน์สยาม (3)

ในบทความ การควบคุมหนังสือพิมพ์ในประเทศไทยในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ได้ให้ภาพพัฒนาการของการทำหนังสือพิมพ์ในช่วงรอยต่อการอภิวัฒน์สยามไว้อย่างน่าสนใจ (ดูรายละเอียดที่ จาก http://yenchalisa.blogspot.com):
หนังสือพิมพ์ในประเทศไทยเริ่มมีวิวัฒนาการมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีกลุ่มมิชชันนารีชาวอเมริกันเป็นเจ้าของและบรรณาธิการ ซึ่งหมอสอนศาสนาชาวอเมริกันชื่อ แดน บี บรัดเลย์ (Dan B. Bradley) หรือที่ชาวสยามในเวลานั้นเรียกกันในชื่อ "หมอปลัดเล" เป็นผู้ริเริ่มออกหนังสือพิมพ์ฉบับแรกชื่อ Bangkok Recorder (จดหมายเหตุบางกอก) มีวัตถุประสงค์ส่วนหนึ่งเพื่อเผยแพร่คริสต์ศาสนาในประเทศไทย แต่ได้ออกเผยแพร่เพียง 2 ปีก็หยุดพิมพ์ไป กระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 4 จึงออกในชื่อเดิม คือ Bangkok Recorder อีกครั้งหนึ่ง
ในยุคเริ่มแรก หนังสือพิมพ์ยังเป็นสิ่งที่ใหม่มากในสังคมไทย คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่คุ้นเคยกับการเสนอข่าวสารความคิดเห็นที่ค่อนข้างเป็นอิสระและเปิดเผยมากเมื่อเปรียบเทียบกับวัฒนธรรมประเพณีของไทยในยุคสมัยนั้น หนังสือพิมพ์ในช่วงปลายรัชกาลที่ 4 จนถึงรัชกาลที่ 5 ยังยังคงนิยมอย่างจำกัดในแวดวงเจ้านายชั้นสูง กลุ่มผู้บริหารประเทศ และผู้ได้รับการศึกษาจากตะวันตกเท่านั้น 
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 จึงเริ่มมีหนังสือพิมพ์ ดรุโณวาท เป็นภาษาไทยเผยแพร่สู่ประชาชนเป็นฉบับแรก ความสนใจก็ได้ขยายไปในหมู่สามัญชนที่มีความสนใจในกิจการบ้านเมืองมากขึ้น จากนั้นจึงตามมาด้วยการออกหนังสือพิมพ์มากถึง 59 ฉบับ
*****
จนถึงปลายสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการออกหนังสือพิมพ์ โดยสามัญชนเป็นครั้งแรกชื่อ สยามประเภท โดย ก.ศ.ร. กุหลาบ หรือ กุหลาบ ตฤษณานนท์ หรือบางแห่งใช้ว่าว่า ตรุษ ตฤษณานนท์ (พ.ศ. 2377 - พ.ศ. 2464) และ เทียนวรรณ หรือ ต.ว.ส. วัณณาโภ อันเป็นนามปากกาของ เทียน วัณณาโภ (พ.ศ. 2385 - พ.ศ. 2458) ทนายความ และนักคิดนักเขียนคนสำคัญ ที่มีบทความวิพากษ์ด้านนโยบายการต่างประเทศ ด้านเศรษฐกิจ และด้านการศึกษา มีเนื้อหาเชิงเยาะเย้ยถากถางสังคมและล้อเลียนการเมืองซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

จนถึงในรัชสมัยรัชกาลที่ 6 กิจการหนังสือพิมพ์เจริญรุ่งเรืองอย่างรวดเร็ว หนังสือพิมพ์สามารถวิพากษ์วิจารณ์การบริหารประเทศของรัฐบาลและเสนอความคิดเห็นได้อย่างเสรี ประชาชนเริ่มหันมาให้ความสนใจกับเหตุการณ์บ้านเมืองมากขึ้น มีทั้งหนังสือพิมพ์ภาษาไทย เช่น จีนโนสยามวารศัพท์ หนังสือพิมพ์ไทย กรุงเทพเดลิเมล์ และหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ เช่น The Bangkok Times

แต่แล้วการใช้ "เสรีภาพ" ของหนังสือพิมพ์ภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่เพิ่งสถาปนาขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 หาได้ "ราบรื่น" ไม่ การเสนอความเห็นและการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลของพระเจ้าอยู่หัว
ทำให้รัฐบาลเห็นความจำเป็นในการกำหนดบทควบคุมขอบเขตของหนังสือพิมพ์ขึ้น จึงมีการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมหนังสือพิมพ์โดยตรงขึ้นเป็นครั้งแรก คือ พระราชบัญญัติว่าด้วยสมุด เอกสาร และหนังสือพิมพ์ พุทธศักราช 2465 กำหนดให้ผู้มีเครื่องพิมพ์ต้องขออนุญาตจากสมุหเทศาภิบาลแห่งมณฑลก่อนพิมพ์เผยแพร่ 
ในช่วงรอยต่อรัชกาลที่ 6 ถึงตอนต้นรัชสมัยรัชกาลที่ 7 ระหว่าง พ.ศ. 2468-2472 จำนวนสิ่งพิมพ์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีหนังสือพิมพ์และสิ่งพิมพ์ต่างๆมากถึง 121 ฉบับ
*****
หลังการอภิวัฒน์สยาม 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 สิ่งที่ไม่เคยเกิดหรือเคยคิดว่าจะเกิดขึ้นในสังคมสยาม อันเป็นดอกผลของ "เสรีภาพ" ในระบอบรัฐธรรมนูญสยามที่ส่วนหนึ่งเป็นผลิตผลของการศึกษาและการรับเอาแบบแผนวิธีคิดและประยุกต์วิทยาของตะวันตกเข้ามาในสังคมสยามเวลานั้นคือ "กิจการหนังสือพิมพ์" ที่โหมกระหน่ำเข้าใส่รากฐานของระบอบและระบบสงคมราวพายุ

"หลักประกันในสิทธิ" ที่เป็นลายลักษณ์อักษรก็ปรากฏขึ้นในสังคมสยามเป็นครั้งแรก นั่นคือ มาตรา 14 แห่ง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ที่บัญญัติว่า ภายในบังคับแห่งบทกฎหมายบุคคลย่อมมี เสรีภาพบริบูรณ์ในร่างกาย เคหสถาน ทรัพย์สิน การพูด การเขียน การโฆษณา การศึกษาอบรม การประชุมโดยเปิดเผย การตั้งสมาคม การอาชีพ

เสรีภาพดังกล่าวเปิดโอกาสให้เกิด "สื่อเลือกข้าง" ขึ้น คือ ฝ่ายอิสระ ฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายนิยมกษัตริย์ รัฐบาลคณะราษฎรจึงตรา พระราชบัญญัติสมุดเอกสารและหนังสือพิมพ์ แก้ไขเพิ่มเติมพุทธศักราช 2475 เพื่อควบคุมหนังสือพิมพ์ มีการตรวจข่าวหรือเซ็นเซอร์ข่าวก่อนตีพิมพ์ มีหนังสือพิมพ์ถูกสั่งให้ปิดกิจการลง
ในปี พ.ศ. 2476 จึงมีการตรา พระราชบัญญัติการพิมพ์ พุทธศักราช 2476 และมีผลให้ยกเลิก พระราชบัญญัติสมุดเอกสารและหนังสือ พุทธศักราช 2470 และ พระราชบัญญัติสมุดเอกสารและหนังสือพิมพ์ พุทธศักราช 2475 เนื้อหาสำคัญประการหนึ่งในพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2476 นี้ได้กำหนดมาตรฐานของหนังสือพิมพ์และกำหนดบทบัญญัติควบคุมหนังสื่อพิมพ์โดยกำหนดวุฒิการศึกษาของบรรณาธิการ
*****
ส่วนบทความในเว็บไซต์ฐานข้อมูลการเมืองการปกครองสถาบันพระปกเกล้า เรื่อง "บทบาทของหนังสือพิมพ์กับการเมืองไทย พ.ศ.2475-2500" (http://www.kpi.ac.th/wiki/index.php/บทบาทของหนังสือพิมพ์กับการเมืองไทย_พ.ศ.2475-2500) โดย สุมาลี พันธุ์ยุรา บรรยายต่อไปว่า:
ตัวอย่างหนังสือพิมพ์ในช่วงพ.ศ.2475 เช่น หนังสือพิมพ์ 10 ธันวา ก่อตั้งโดยนายหรุ่น อินทุวงศ์ ตั้งขึ้นเพื่อระลึกถึงความเป็นเอกราชและเสรีภาพของพลเมืองตามรัฐธรรมนูญ "10 ธันวาคม" มีจุดประสงค์คือ เพื่อ "อ้าปากออกเสียงสนับสนุนในวงการเมืองตามสติกำลังเท่าที่จะทำได้ และช่วยปราบอธรรมอันเป็นปฎิปักษ์ต่อประเทศด้วย" หนังสือพิมพ์ เฉลิมรัฐธรรมนูญ ซึ่งก่อตั้งโดยสมาคมคณะราษฎร ในระยะแรกมี นายกุหลาบ สายประดิษฐ์ เป็นบรรณาธิการ (ต่อมาได้เปลี่ยนคณะผู้จัดทำไปบ้าง) เริ่มเผยแพร่ออกครั้งแรกในช่วงงานเฉลิมรัฐธรรมนูญในพ.ศ.2475 เพื่อออกข่าวเกี่ยวกับงานและตีพิมพ์บทความทางการเมือง การปกครอง ตลอดจนเพื่อให้ประชาชนเข้าใจในการปกครองระบอบประชาธิปไตย หนังสือพิมพ์ฉบับนี้พยายามจะอธิบายถึงความหมายของการปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญและความหมายของรัฐธรรมนูญ บทความส่วนใหญ่เขียนเกี่ยวกับหัวข้อเหล่านี้และอธิบายถึงสิทธิการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร แต่ในขณะเดียวกันก็ยอพระเกียรติพระมหากษัตริย์ นอกจากนี้ยังมีหนังสือพิมพ์ เสรีภาพ ที่ตีพิมพ์ข่าวทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ และเสนอบทบรรณาธิการที่แสงความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลและการเมืองปกครอง เช่น "เงินเดือนของรัฐมนตรี" "งบประมาณที่ขาด" และ "สิทธิออกเสียง" เป็นต้น
(ยังมีต่อ)


พิมพ์ครั้งแรก โลกวันนี้ ฉบับวันสุข 18-24 ตุลาคม 2557
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง ผู้เขียน อริน

วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2563

สังเขปประวัติศาสตร์การเมืองยุคใกล้ของไทย (19)

สังเขปประวัติศาสตร์การเมืองยุคใกล้ของไทย
ว่าด้วยนักคิดนักเขียนและฐานันดรที่สี่ (2)

การประชุมสภาโซเวียตที่นครเปโตรกราด (ปัจจุบันคือนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก) หลังการปฏิวัติเดือนตุลาคม ค.ศ. 1917 (พ.ศ. 2460) โดยพรรคบอลเชวิค

สื่อสารมวลชนก่อนและหลังการอภิวัฒน์สยาม (2)

ก่อนจะนำเสนอตอนต่อไปของบทความในเว็บไซต์ฐานข้อมูลการเมืองการปกครองสถาบันพระปกเกล้า เรื่อง "บทบาทของหนังสือพิมพ์กับการเมืองไทย พ.ศ.2475-2500" (http://www.kpi.ac.th/wiki/index.php/บทบาทของหนังสือพิมพ์กับการเมืองไทย_พ.ศ.2475-2500) เรียบเรียงโดย สุมาลี พันธุ์ยุรา จำเป็นต้องเท้าความสถานการณ์ที่คาบเกี่ยวกันทางการเมือง สังคมและวัฒนธรรมในสยามนับจากการปฏิรูประเบียบบริหารราชการแผ่นดิน การเกิดขึ้นของการปกครองแบบสมัยใหม่ และการจัดการศึกษาอย่างสมัยใหม่เพื่อสร้าง "ทรัพยากรมนุษย์" เพื่อรับใช้ระบอบการปกครองใหม่นั้น ซึ่งในเวลาต่อมาอีกประมาณครึ่งศตวรรษ "ของใหม่ในสังคมสยาม" เหล่านั้น ก็กลายเป็น "ดาบสองคม" สำหรับระบอบการปกครองไปโดยปริยาย

แม้ว่าในเวลานั้นการศึกษาแบบใหม่เพิ่งจะแพร่หลายลงสู่ราษฎร เริ่มจากในเดือนมกราคม พ.ศ. 2414 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้ง "โรงสกูลหลวง (โรงเรียนหลวง)" (โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ) และ โรงเรียนหลวงสอนภาษาอังกฤษ สำหรับบุตรหลานคนชั้นสูงขึ้นในพระบรมมหาราชวัง นับเป็นโรงเรียนแรกตามรูปแบบของโรงเรียนในปัจจุบัน กล่าวคือมีสถานที่ซึ่งจัดไว้โดยเฉพาะ มีฆราวาสเป็นครู จัดการเรียนการสอนตามเวลาที่กำหนด สำหรับความมุ่งหมายในการตั้งโรงเรียนคือ การสร้างคนให้มีความรู้เพื่อเข้ารับราชการ (ต่อมาได้มีการขยายโรงเรียนหลวงออกไปอีกหลายแห่ง) และจนกระทั่งมีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติประถมศึกษา พระพุทธศักราช 2464 ในสมัยรัชกาลที่ 6 อันเป็นการเริ่มตันการศึกษาภาคบังคับในสยาม

แต่กระนั้นก็ตาม "วิชาหนังสือ" แบบสมัยใหม่ก็ยังเป็นคงอยู่ในวิสัยของบุตรหลาน "ชนชั้นนำ" ที่ประกอบด้วยเจ้านายเชื้อพระวงศ์ ขุนนางอำมาตย์ระดับต่างๆ และคหบดีในเขตเมืองใหญ่หรือท้องถิ่นที่เจริญแล้ว สำหรับบุตรหลานของ "ไพร่/สามัญชน" คงมีโอกาสเป็นส่วน "ติดตาม" หรือ "ตัวฝาก" ในกระบวนการศึกษา โดยเฉพาะเมื่อ "เจ้านาย" มีโอกาสไปศึกษายังประเทศในทวีปยุโรป เช่นกรณี นายพุ่ม สาคร ผู้ตามเสด็จ สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ไปศึกษาต่อวิชาการทหารโรงเรียนเสนาธิการที่ประเทศรัสเซียในปี พ.ศ. 2441 ภายหลังได้รับสัญญาบัตรแล้วเข้าเป็นนายทหารม้าฮุสซาร์ของจักรพรรดิซาร์นิโคลาสที่ 2 จากนั้นได้ศึกษาต่อในโรงเรียนเสนาธิการ 2 ปี หลังจบการศึกษาแล้ว นายพุ่มตัดสินใจไม่กลับประเทศ โดยได้โอนสัญชาติเป็นรัสเซียและเปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์ ลัทธิโอโธดอกซ์ (นิกายออร์โธด็อกซ์รัสเซีย) โดยมีนามในศาสนาว่า นิโคลาส พร้อมกับเปลี่ยนชื่อเป็น นายนิโคลัย พุ่มสกี้ (Nikolai Pumsky) และเข้ารับราชการในกองทัพบกรัสเซียจนมียศเป็นพันเอก

เหล่านั้นเป็นกระจกสะท้อนให้เห็นถึง "ความลักลั่น" ในกระบวนการเรียนรู้และรับรู้สรรพวิทยาการสมัยใหม่ในหมู่ราษฎร ซึ่งรวมทั้งแนวคิดเกี่ยวกับสิทธิ เสรีภาพ และการปกครองระบอบใหม่ที่ก่อรูปขึ้นแล้วในซีกโลกตะวันตก เริ่มจาก สงครามประกาศอิสรภาพของอเมริกา (พ.ศ. 2318-2326) อันเป็นสงครามระหว่างสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์ฝ่ายหนึ่ง กับสิบสามอาณานิคมอังกฤษในทวีปอเมริกาเหนืออีกฝ่ายหนึ่ง เปิดฉากเป็นสงครามระหว่างสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์ที่เรียกว่า "กองทัพจักรวรรดิ" ฝ่ายหนึ่ง กับสิบสามอาณานิคมอังกฤษในทวีปอเมริกาเหนือที่เรียกรวมกันว่า "กองทัพภาคภาคพื้นทวีป" อีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งได้รับการสนับสนุนลับๆ จาก ฝรั่งเศส, สเปน และสาธารณรัฐดัตช์ (พ.ศ. 2124-2338: เป็นการรวมหนึ่งในส่วนรัฐทั้ง 7 ของเนเธอร์แลนด์ของสเปน อันเป็นกบฏโปรแตสแตนท์ในกลุ่มขุนนางทำให้เกิดสงคราม 80 ปีจนสงบศึกในปี พ.ศ. 2191) ที่มีส่วนจัดหาเสบียง และอาวุธยุทโธปกรณ์อย่างลับๆ ให้แก่กองทัพปฏิวัติ อันนำไปสู่ประเทศและระบอบการปกครองใหม่ที่ "ประมุขแห่งรัฐ" และ "ประมุขฝ่ายบริหาร" เป็นคนๆเดียวกัน โดยมาจากการเลือกตั้งของพลเมืองผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง

ตามมาด้วย การปฏิวัติฝรั่งเศส (พ.ศ. 2332-2342) ที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญถึงรากฐานในฝรั่งเศสซึ่งมีผลกระทบใหญ่หลวงต่อฝรั่งเศสและยุโรปที่เหลือ ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ปกครองฝรั่งเศสมาหลายศตวรรษล่มสลายลงใน 3 ปี สังคมฝรั่งเศสผ่านการปฏิรูปขนานใหญ่ โดยเอกสิทธิ์ในระบบเจ้าขุนมูลนาย ของอภิชนและทางศาสนาหมดสิ้นไปภายใต้การพลังทางการเมืองฝ่ายสาธารณรัฐ ซึ่งสนับสนุนและเข้าร่วมโดยคนชั้นกลางและคนชั้นล่างในเมือง และชาวนาในชนบท ความคิดเก่าเกี่ยวกับประเพณีการสืบทอดอำนาจแบบสันตติวงศ์ และลำดับชั้นบังคับบัญชาของอำนาจพระมหากษัตริย์ อภิชนและศาสนา ถูกโค่นล้มอย่างฉับพลันโดยเป้าหมายหลักทางอุดมการณ์ความเสมอภาค ความเป็นพลเมือง และสิทธิที่ไม่สามารถโอนให้กันได้

และที่ส่งผลสะเทือนต่อระบอบการปกครองของทั้งโลกคือ การปฏิวัติรัสเซีย (พ.ศ. 2460) ซึ่งทำลายระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของพระเจ้าซาร์ และนำไปสู่การก่อตั้งสหภาพโซเวียต พระเจ้าซาร์ถูกถอดพระอิสริยยศและแทนที่ด้วยรัฐบาลเฉพาะกาลในการปฏิวัติครั้งแรกช่วงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2460 (ตามปฏิทินจูเลียนซึ่งรัสเซียยังคงใช้อยู่ในขณะนั้น แต่ตรงกับเดือนมีนาคมตามปฏิทินเกรโกเรียน) ในการปฏิวัติครั้งที่สองในเดือนตุลาคม รัฐบาลเฉพาะกาลถูกโค้นล้มและแทนที่ด้วยรัฐบาล พรรคบอลเชวิก (คอมมิวนิสต์) ภายใต้การนำของ วลาดีมีร์ เลนิน ด้วยกองกำลังปฏิวัติ ที่ประกอบด้วยกรรมกร ชาวนา และทหาร

จะเห็นว่า การส่งบุตรหลานของเจ้านายและขุนนางอำมาตย์ไปรับการศึกษาแบบตะวันตก และรวมทั้งการจัดการเรียนการสอนภายในประเทศทั้งโรงเรียนรัฐบาล และที่สำคัญคือโรงเรียนราษฎร์ซึ่งก่อตั้งโดยคณะมิชชันนารีจากทวีปยุโรป นั้น สิ่งที่รัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้คือ การรับแนวคิดใหม่ทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมใหม่จากตะวันตก (เริ่มจากทวีปยุโรปเป็นสำคัญ) นั่นคือ หน่อความคิดในการปกครองตนเองของราษฎรเริ่มก่อรูปและซึมลึกในหมู่ "คนรุ่นใหม่" ทีละน้อย

และ "คนรุ่นใหม่" ที่ว่าก็เริ่มการเคลื่อนไหวอันนำไปสู่ "การอภิวัฒน์สยาม" ซึ่งเริ่มต้นในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2469 บุคคล 7 คน อันได้แก่ 1. ร.ท. ประยูร ภมรมนตรี (นายทหารกองหนุน อดีตผู้บังคับหมวดทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ในรัชกาลที่ 6) 2. ร.ท. แปลก ขีตตะสังคะ (นักศึกษาในโรงเรียนนายทหารปืนใหญ่ฝรั่งเศส) 3. ร.ต. ทัศนัย มิตรภักดี (นักศึกษาในโรงเรียนนายทหารม้าฝรั่งเศส) 4. นายตั้ว ลพานุกรม (นักศึกษาวิทยาศาสตร์ในสวิตเซอร์แลนด์) 5. หลวงสิริราชไมตรี (ผู้ช่วยสถานทูตสยามประจำกรุงปารีส) 6. นายแนบ พหลโยธิน (เนติบัณฑิตอังกฤษ) 7. นายปรีดี พนมยงค์ (ดุษฎีบัณฑิตกฎหมายฝ่ายนิติศาสตร์ ฝรั่งเศส) จัดให้มีการประชุม ณ หอพัก Rue du summerard ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

ข้อสรุปสำคัญของการประชุมคือการตกลงที่จะเคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองจาก "ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์" ที่พระมหากษัตริย์อยู่เหนือกฎหมาย มาเป็นการปกครองใน "ระบอบประชาธิปไตย" ที่ มีพระมหากษัตริย์อยู่ใต้กฎหมาย โดยตกลงที่ใช้วิธีการ "ยึดอำนาจโดยฉับพลัน" หลีกเลี่ยงการนองเลือด ส่วนหนึ่งเพื่อมิให้มหาอำนาจนักล่าอาณานิคม คือ อังกฤษและฝรั่งเศส ฉวยโอกาสเข้ามาแทรกแซงการเมืองการปกครองที่กำลังจะเกิดขึ้นใหม่

(ยังมีต่อ)


พิมพ์ครั้งแรก โลกวันนี้ ฉบับวันสุข 11-17 ตุลาคม 2557
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง ผู้เขียน อริน
ร่วมสนับสนุนการเขียนและเผยแพร่ความคิด และกิจกรรมได้โดยโอนเงินไปที่

บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย สาขาเทสโก้โลตัส วังหิน
ชื่อบัญชี วัฒนา สุขวัจน์
บัญชีเลขที่ 986-2-87758-8