Article  :  Political   :  Forum  :  Facebook  :  Youtube

วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2563

สังเขปประวัติศาสตร์การเมืองยุคใกล้ของไทย (7)

สังเขปประวัติศาสตร์การเมืองยุคใกล้ของไทย
การรัฐประหาร รัฐธรรมนูญและการเลือกตั้ง (7)

ภายใต้การปลุกปั่นสร้างสถานการณ์โดยขบวนการขวาจัด ที่ (ดูเหมือนว่า) มีส่วนในการนำโดยหน่วยงานความมั่นคงของรัฐ ทั้งหลาย นำไปสู่ชนวนเหตุในเหตุการณ์ 6 ตุลา อันเป็นการก่อจลาจลและใช้ความรุนแรงเข้าปราบปรามนักศึกษา

ภายหลังจากการรัฐประหารอัปยศ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ในขบวนเคลื่อนไหวต้านรัฐประหารและเรียกร้องประชาธิปไตย ที่รวมศูนย์การนำโดย แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ซึ่งในเวลาต่อมาเปลี่ยนชื่อและขยายองค์การแนวร่วมที่มีลักษณะเปิดยิ่งขึ้น (?) เป็น แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) รวมทั้งองค์การจัดตั้งภาคประชาชนอีกจำนวนหนึ่ง มีแนวโน้มจะให้ความสำคัญต่อ รัฐธรรมนูญฯ พุทธศักราช 2517 และ รัฐธรรมนูญฯ พุทธศักราช 2540 ว่า มีความเป็นประชาธิปไตยมากกว่าฉบับใดๆ ที่ผ่านมาในอดีต แต่โดยเหตุที่ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญทั้งสองบับดังกล่าว ยังมีหมวดว่าด้วย องคมนตรีและอำนาจหน้าที่ขององคมนตรี แม้ว่าในรัฐธรรมนูญฉบับ พุทธศักราช 2540 จะบัญญัติให้ สมาชิกวุฒิสภาพมาจากการเลือกตั้งก็ตาม แต่เท่ากับไม่ครบองค์ประกอบความเป็นรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ตามที่ผู้เขียนเคยให้เหตุผลไว้แล้ว

กล่าวสำหรับรัฐธรรมนูญฯ พุทธศักราช 2517 นั้นเอง ก็ยังคงมีเงื่อนไขที่เป็นเครื่อง "กางกั้น" ต่อการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ก็ตาม หากแต่ในช่วงเวลา 3 ปีเศษแห่งการประกาศและมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ที่ได้มาจากการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ ที่มีประชาชนวงการต่างๆ เข้าร่วมมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองไทย ที่ก่อรูปจากจุดเริ่มต้นเรียกร้องให้มากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ประกอบกับความไม่อาจ "อดทน/อดกลั้น" อีกต่อไปต่อการปกครองในระบอบ "เผด็จการทหาร" ที่มาจากการรัฐประหารถึง 3 ครั้ง แม้ว่าจะสลับฉากด้วยห้วงเวลา 2 ปีเศษ ด้วยรัฐบาลกึ่งทหารที่มาจากการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญที่ร่างโดย "ร่างทรงเผด็จการ"

ย้อนไปในท่ามกลางสถานการณ์ "ประชาธิปไตยเบ่งบาน" ระหว่างปี พ.ศ.2516-2519 ภายใต้รัฐธรรมนูญ ฉบับพุทธศักราช 2517 การเคลื่อนไหวรณรงค์ที่มีลักษณะทั่วไปทางการเมือง รวมทั้งทางเศรษฐกิจ ทางสังคมและวัฒนธรรม ที่จุดประกายโดยขบวนนิสิต นักศึกษา ซึ่งฉีกทำลายกำแพงอภิสิทธิชนในรรั้วสถาบันอุดมศึกษาที่เรียกกันว่า "ยุคสายลมแสงแดด" นำไปสู่การเคลื่อนไหวของกลุ่มกรรมกรและชาวนา เพื่อเรียกร้องสิทธิและความยุติธรรมในกระบวนการผลิต เพียงเฉพาะในเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2516 มีรายงานว่ามีการนัดหยุดงานถึง 353 ครั้ง แม้ว่าในระยะแรกๆจนถึงกลางปี 2517 ยังไม่มีการรวมกลุ่มกันเข้าเป็นเครือข่ายหรือมีลักษณะที่เป็นองค์กรอย่างชัดเจน

ในที่สุด การก่อรูปขององค์กรมวลชนชั้นล่างทั้งสองที่มีลักษณะเป็น "ศูนย์กลาง" การเคลื่อนไหวก็ เป็นรูปเป็นร่างขึ้น ก่อนจะพัฒนาเป็น "สหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย" ในเดือนพฤศจิกายน 2517 และเกิดผู้นำชาวนาขึ้นจำนวนหนึ่ง เช่น นายลำยวง ซ่องสกุล, นายอินถา ศรีบุญเรือง, นายใช่ วังตะกู และนายวิชัย พิกุลขาว ขณะเดียวกับที่ทางฝ่ายแรงงานก็มีการก่อตั้ง "ศูนย์ประสานงานกรรมกร" ซึ่งพัฒนามาจากกรณีประท้วงอย่างยืดเยื้อของคนงานทอผ้า เมื่อเดือนมิถุนายน 2517 เกิดผู้นำ "เป็นไปเอง" ของมวลผู้ใช้แรงงานอย่าง นายเทิดภูมิ ใจดีและนายประสิทธิ์ ไชโย ขึ้นตามมา

แต่แล้วขณะที่กระแสการเคลื่อนไหวทั่วไปทั้งทางการเมืองและทางเศรษฐกิจ รวมถึงการเรียกร้องนโยบายที่เป็นอิสระของรัฐไทยที่มีต่อความขัดแย้งระหว่างค่ายสังคมนิยมที่นำโดยจีน และต่อมาเป็นเวียดนามและกลุ่มประเทศอินโดจีน และค่ายทุน/จักรวรรดินิยมที่นำโดยสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเรียกร้องให้ "ถอนฐานทัพอเมริกัน" ออกจากแผ่นดินไทยในช่วงปี พ.ศ. 2517-2519 ก่อให้เกิด "ขบวนการขวาพิฆาตซ้าย" ขึ้นในขอบเขตทั่วประเทศ

เหยื่อจากการลอบสังหารในห้วงระยะเวลาดังกล่าวมีลักษณะเป็นขบวนการ และไม่มีการคลี่คลายคดีแต่อย่างใด เกือบทั้งหมดเป็นผู้นำชาวนาในสังกัดสหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย เฉพาะใน 3 ไตรมาสแรกของปี 2518 มีผู้นำชาวนาชาวไร่ระดับต่างๆ ถูกลอบสังหารถึง 13 คน ในจำนวนนี้ ประกอบด้วย นายโง่น ลาววงศ์ ผู้นำชาวนาหมู่บ้านหนองบัวบาน จ.อุดรธานี, นายเกลี้ยง ใหม่เอี่ยม รองประธานสหพันธ์ชาวนาชาวไร่ อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง, นายจา จักรวาล รองประธานสหพันธ์ชาวนาชาวไร่บ้านดง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ และ นายอินถา ศรีบุญเรือง ประธานสหพันธ์ชาวนาชาวไร่ภาคเหนือ

สภาวการณ์ในเวลานั้น เมื่อมาวิเคราะห์พิจารณากันอย่างจริงจังแล้ว สะท้อนให้เห็นเส้นทางโดยสังเขป ไปสู่การสิ้นสุดของรัฐธรรมนูญฯ พุทธศักราช 2517 และการเมืองในระบบรัฐสภา ด้วยการการก่อเหตุความรุนแรงต่อขบวนการนักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชน ที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ มีการสร้างองค์การจัดตั้งฝ่ายขวาจัดขึ้นหลานกลุ่มเริ่มจาก กลุ่มกระทิงแดง ซึ่งเป็นนักเรียนนักศึกษาสถาบันอาชีวศึกษา ซึ่งส่วนหนึ่งร่วมอยู่ใน "ขบวนการ 14 ตุลาฯ" ในปี พ.ศ. 2516 แต่กลับเป็นเหยื่อนของนโยบาย "แบ่งแยกแล้วปกครอง" ของ ฝ่ายปฏิกิริยา/ปฏิปักษ์ประชาธิปไตยในเวลานั้น กลายมาเป็น "กลุ่มปฏิบัติการติดอาวุธนอกกฎหมาย" ที่มีเป้าหมายมาที่ขบวนการประชาธิปไตยโดยเฉพาะ นอกจากนั้นก็มี "กลุ่มนวพล" อันเป็นองค์การจัดตั้งที่ว่ากันว่ามีเส้นสายโยงใยกับหน่วยงานจารกรรมของประเทศจักรวรรดินิยมใหญ่ฝ่ายตะวันตก สำหรับองค์การจัดตั้งฝ่ายขวาที่มีลักษณะกว้างขวางมากที่สุดคือ "กลุ่มลูกเสือชาวบ้าน" ที่จัดตั้งและดำเนินงานโดยหน่วยงานทางราชการฝ่ายปกครอง ซึ่งเน้นการโฆษณาชวนเชื่อว่าขบวนการนิสิตนักศึกษาเป็น "คอมมิวนิสต์" และมีเป้าหมาย "ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์"

และภายใต้การปลุกปั่นสร้างสถานการณ์โดยขบวนการขวาจัด ที่ (ดูเหมือนว่า) มีส่วนในการนำโดยหน่วยงานความมั่นคงของรัฐ (?) ทั้งหลาย นำไปสู่ชนวนเหตุในเหตุการณ์ 6 ตุลา อันเป็นการก่อจลาจลและใช้ความรุนแรงเข้าปราบปรามนักศึกษาและผู้ประท้วงการลอบเดินทางกลับเข้ามาของสามเณร ถนอม กิตติขจร (อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวโจก "สามทรราช" ที่ถูกบังคับให้ลาออกและเดินทางออกนอกประเทศไปเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 และเข้าอุปสมบทท ณ วัดบวรนิเวศวิหาร) บริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และท้องสนามหลวง ตัวเลขที่เป็นทางการระบุว่า มีผู้เสียชีวิต เป็นศพถูกเผา ระบุเพศไม่ได้ 4 คน, เป็นศพชายไทยไม่ทราบชื่อ 6 คน, ผูกคอตายขณะเป็นผู้ต้องหา 1 คนคือ นายวันชาติ ศรีจันทร์สุข คงเหลือเป็นศพที่ระบุชื่อได้ จำนวน 30 คน และมีผู้บาดเจ็บและถูกจับกุมเป็นจำนวนมาก

ตอนเย็นวันที่ 6 ตุลาคมนั่นเอง คณะนายทหารที่เรียกตัวเองว่า "คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน" นำโดย พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ ประกาศยึดอำนาจจากรัฐบาล ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช โดยให้เหตุผลในคำประกาศว่า เพื่อกอบกู้สถาบัน ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ให้พ้นจากสถานการณ์อันเลวร้าย จึงยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2517 ยุบรัฐสภา ยกเลิกพรรคการเมือง ประกาศใช้กฎอัยการศึก รวมทั้งห้ามประชาชนออกนอกบ้านระหว่าง 01.00 – 04.30 น.

วันที่ 8 ตุลาคม พลเรือเอก สงัด ชลออยู่ นำ นายธานินทร์ กรัยวิเชียร เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท และทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระบรมราชโองการประกาศแต่งตั้งให้ นายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน

เป็นการการสิ้นสุดระบอบประชาธิปไตยอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และเป็นการสิ้นสุดของรัฐธรรมนูญที่ได้มาด้วยการต่อสู้ของประชาชนที่รวมตัวกันล้มระบอบเผด็จการทหาร.

(ยังมีต่อ)


พิมพ์ครั้งแรก โลกวันนี้ ฉบับวันสุข 19-25 กรกฎาคม 2557
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง ผู้เขียน อริน

วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

สังเขปประวัติศาสตร์การเมืองยุคใกล้ของไทย (6)

สังเขปประวัติศาสตร์การเมืองยุคใกล้ของไทย
การรัฐประหาร รัฐธรรมนูญและการเลือกตั้ง (6)

ตลอดคืนวันที่ 14 ตุลาคม 2516 นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนยังคงยืนหยัด ชุมนุมกันหนาแน่นที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย คำประกาศเตือนและ ขู่ของรัฐบาลหาเป็นผลไม่ กลับมีคนออกจากบ้านมาร่วมชุมนุมไม่ขาดระยะ

หลังจากมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้นายสัญญา ธรรมศักดิ์ องคมนตรี และอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 ตุลาคมแล้วนั้น นายสัญญาจัดตั้งรัฐบาลประกอบด้วยคณะรัฐมนตรีรวม 28 คน มีบุคคลสำคัญในวงการเมืองและชนชั้นนำในสังคมไทยเข้าร่วม "รัฐบาล (พระราชทาน) เฉพาะกาล" อาทิเช่น พล.อ.อ.ทวี จุลละทรัพย์ (รมว. กลาโหม) ม.จ.จักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธ์ (รมว. เกษตรฯ) นายประกอบ หุตะสิงห์ (รมว. ยุติธรรม) พล.ต.ชาติชาย ชุณหะวัณ (รมช. ต่างประเทศ) น.พ.เสม พริ้งพวงแก้ว (รมช. สาธารณสุข)

รัฐบาลที่นำโดยนายกรัฐมนตรี นายสัญญา ธรรมศักดิ์ แถลงนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (ชุดที่สืบเนื่องมาจาก รัฐบาลรัฐประหาร 3 ครั้ง นับจากปี 2500) เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม นอกจากนั้นยังแต่งตั้งให้ พลเอก กฤษณ์ สีวะรา ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการรักษาความสงบ และรักษาการผู้บัญชาการทหารสูงสุด จนกระทั่งเกษียณอายุราชการในปี พ.ศ. 2517 และได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ในปี พ.ศ. 2519 แต่หลังจากรับตำแหน่งได้ไม่นาน ก็ถึงแก่อสัญกรรมอย่างกะทันหันและเป็นที่กังขาต่อสาธารณชนมาจนถึงปัจจุบัน ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าเมื่อวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2519

วันที่ 30 ตุลาคม รัฐบาลประกาศยึดทรัพย์สินของจอมพล ถนอม กิตติขจร จอมพล ประภาส จารุเสถียร พันเอก ณรงค์ กิตติขจร และภรรยาของทั้ง 3 คน

ต่อมารัฐบาลออกกฎหมายนิรโทษกรรมแก่ผู้เข้าร่วมการประท้วงเพื่อขับไล่รัฐบาลจอม พลถนอม จนเกิดการใช้อาวุธสงครามเข้าปราบปราม รวมทั้งริเริ่มจัดรายการ "พบประชาชน" เพื่อสร้างความเข้าใจกับประชาชน โดยออกอากาศทางโทรทัศน์เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2516

7. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 วันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2516 รัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักดิ์ เริ่มดำเนินการสำหรับการจัดทำรัฐธรรมนูญ (ถาวร?) โดยแต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 18 คน เพื่อร่างรัฐธรรมนูญ เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2516 โดยคณะกรรมการชุดนี้ใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับ 2492 มาเป็นแนวในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และใช้เวลาในการยกร่างเพียง 3 เดือน

จากนั้นรัฐบาลดำเนินการจัดทำและทูลเกล้าฯ เสนอรายชื่อบุคคลวงการต่างๆ และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมัชชาแห่งชาติ จำนวน 2,347 คน จัดการประชุมคัดเลือกสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติเข้าไปทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ ในวันที่วันที่ 10 ธันวาคม ทั้งนี้ประกาศพระราชกฤษฎีกายุบสภานิติบัญญัติแห่งชาติชุดที่สืบเนื่องมาจากรัฐบาลรัฐประหาร 3 ครั้ง (ซึ่งยังคงสถานภาพอยู่ให้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2516) นับจากปี พ.ศ. 2500 คือ
(1) รัฐประหาร 16 กันยายน พ.ศ. 2500 นำโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจรัฐบาล จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี
(2) รัฐประหาร 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 นำโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจรัฐบาล พลโท ถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี
(3) รัฐประหาร 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 นำโดย จอมพลถนอม กิตติขจร ยึดอำนาจรัฐบาลตนเอง
เนื่องจากสมาชิกสมัชชาแห่งชาติมีจำนวนมาก จึงต้องใช้สนามราชตฤนมัยสมาคม (สนามม้านางเลิ้ง) เป็นที่ประชุม จนสื่อมวลชนยักษ์ใหญ่ในเวลานั้นให้สมญาสมัชชานี้ว่า "สภาสนามม้า"  พิธีเปิดประชุมจัดในวันที่ 16 ธันวาคม 2516 พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ทรงเป็นประธานฯ สมัชชาฯ เลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จำนวน 299 คน ซึ่งได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง และประชุมกันเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2516 โดยมี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นประธานฯ พลเอก สำราญ แพทยกุล และนายประภาศน์ อวยชัย เป็นรองประธานฯ คนที่ 1 และคนที่ 2

คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้เสนอยกร่างฯ ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาปรับปรุงแก้ไข เมื่อ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2517 แต่กระบวนการต่อจากนั้นกลับเป็นไปอย่างค่อนข้างล่าช้า แม้ว่าคณะรัฐมนตรีจะพิจารณายกร่างฯ แล้วเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา และรับหลักการเมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2517 เป็นเหตุให้รัฐบาลกราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่งในวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2517 เนื่องจากบริหารราชการแผ่นดินมาครบ 6 เดือน แต่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่เสร็จตามที่ได้ให้สัญญาไว้กับประชาชน

แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อหารือถึงผู้ที่สมควรจะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่ประชุมเห็นสมควรให้ นายสัญญา ธรรมศักดิ์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกวาระหนึ่ง เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2517 นั้นเอง

กระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญต่อจากนั้น สภานิติบัญญัติแห่งชาติส่งร่างฯดังกล่าวให้คณะกรรมาธิการวิสามัญ จำนวน 35 คน พิจารณา และสภานิติบัญญัติแห่งชาติจึงได้ลงมติเห็นชอบเมื่อ 5 ตุลาคม 2517 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จึงได้ทรงลงพระปรมาภิไธย ประกาศใช้เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2517 กำหนดให้มีสภา 2 สภา คือ วุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากเลือกตั้ง

นับเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 10 หลังการอภิวัฒน์สยาม 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ที่ในเวลานั้นยอมรับกันว่ามอบอำนาจให้แก่ประชาชนและวางหลักประกันและเสรีภาพของประชาชนไว้อย่างกว้างขวาง นอกจากนั้นยังประกาศใช้พระราชบัญญัติพรรคการเมือง พุทธศักราช 2517 นั่นคือการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นการเลือกตั้งในระบบพรรค มีพรรคการเมืองมาจดทะเบียนก่อตั้งพรรคมากเป็นประวัติการณ์รวม 42 พรรค กำหนดการเลือกตั้งทั่วไปมีขึ้นในวันที่ 26 มกราคม 2518

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีรัฐบาล 4 ชุด จากนายกรัฐมนตรี "หม่อมพี่-หม่อมน้อง" คือ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช 3 สมัย และ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช 1 สมัย

มีประเด็นหนึ่งที่ผู้เขียนเสนอความเห็นมาแล้วหลายครั้ง โดยไม่เห็นด้วยกับนักเคลื่อนไหวทางการเมืองในรอบ 40 ปีมานี้ ที่เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับพุทธศักราช 2517 และฉบับพุทธศักราช 2540 มีความเป็นประชาธิปไตยมากกว่าฉบับอื่นๆ (อีก 16 ฉบับ) เนื่องจากผู้เขียนเห็นว่า รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย (ที่สมบูรณ์) นั้น จำเป็นต้องมีเงื่อนไขที่ขาดไม่ได้ 2 ประการ คือ
เงื่อนไขแรก ผู้แทนปวงชนต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ทั้งสภาผู้แทนราษฎรในฐานะสภานิติบัญญัติและวุฒิสภาในฐานะสภาตรวจสอบ
เงื่อนไขที่สอง ไม่มีบทบัญญัติว่าด้วยอำนาจหน้าที่ขององค์กรนอกอำนาจอธิปไตย (ทั้งสาม) อยู่ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งประกอบกันเข้าจาก 2 ส่วนคือ (1) องค์กรอิสระ และ (2) องคมนตรี ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า ในรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับแรก คือ พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินชั่วคราว 27 มิถุนายน 2475, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม 10 ธันวาคม 2475 และ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 9 พฤษภาคม 2489 นั้น "ไม่มี" องคมนตรี.
พิมพ์ครั้งแรก โลกวันนี้ ฉบับวันสุข 12-18 กรกฎาคม 2557
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง ผู้เขียน อริน
ร่วมสนับสนุนการเขียนและเผยแพร่ความคิด และกิจกรรมได้โดยโอนเงินไปที่

บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย สาขาเทสโก้โลตัส วังหิน
ชื่อบัญชี วัฒนา สุขวัจน์
บัญชีเลขที่ 986-2-87758-8