Article  :  Political   :  Forum  :  Facebook  :  Youtube

วันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2562

กบฏไพร่ กบฏชาวนาในสยาม-ไทย (66)

กบฏชาวนาหลังเกิด "รัฐไทย"
กบฏผู้มีบุญ "โสภา พลตรี" (4)

ตึกที่ทำการกระทรวงยุติธรรมสร้างแล้วเสร็จและทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2484โดยมีพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา เป็นประธานในพิธี  และอีกพียงปีเศษ "พ่อใหญ่โสภา พลตรี" ก็ตายปริศนาภายในคุก

บทความ "กบฏผู้มีบุญหมอลำโสภา แห่งบ้านสาวะถี จังหวัดขอนแก่น" เขียนโดย สุวิทย์ ธีรศาศวัต และ ชอบ ดีสวนโคก ตีพิมพ์ในวารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ (มหาวิทยาลัยขอนแก่น) 12, 1 พ.ค.-ต.ค. 2537 หน้า 39-51 ไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อพ่อใหญ่โสภากับแกนนำที่เป็นลูกศิษย์ใกล้ชิด รวมทั้งมวลชนที่เข้าร่วมการชุมนุมฟังการปราศรัย (ปลุกระดม) เท่านั้น จากการลงภาคสนามของผู้เขียนบทความทั้งสองคน ยังได้เจาะลึกถึงผลที่ตามมาของการลุกขึ้น "แข็งข้อ" ของประชาชนกลุ่มนี้ต่อเนื่องไปอีก รวมทั้ง "การตายปริศนา" ของผู้นำในขณะถูกจองจำ:

เมื่อทางการตัดสินใจปล่อยนักโทษคดีกบฏโสภานั้น พ่อเสริมตายไปแล้ว แต่จะเป็นอะไรตายหลักฐานยังขัดแย้งกันอยู่ พ่อพิมพ์เล่าว่าพ่อเสริมตายในคุกด้วยโรคอหิวาต์ แต่ตอนหลังเล่าว่าพอเสริมลงแดงตาย อาจถูกยาพิษถ่ายเป็นเลือดตาย จึงเหลือ 3 คน คือ พ่อใหญ่โสภา พ่อใหญ่คุยกับพ่อสิงห์ จึงถูกนำตัวขึ้นรถไฟมาส่งที่เรือนจำขอนแก่น ที่เรือนจำขอนแก่นพอ่ใหญ่โสภาเกิดปวดฟันขึ้นมา ทางเรือนจำจึงให้เจ้าหน้าที่เรือนจำเป็นเสมียชื่อคำมาฉีดยา หลังจากฉีดยา 1 วันพ่อใหญ่โสภาก็ตาย การตายของพ่อใหญ่โสภาตจึงเป้นปริศนาว่า ตายเพราะแพ้ยา หรือตายเพราะถูกทางการฆ่า ชาวบ้านหลายคนเชื่อว่าพ่อใหญ่โสภาตายเพราะเขาฉีดยาให้ตาย ถูกยาเบื่อ (บุญเลื่อน เพี้ยอาสา, คุย แดงน้อย, ไสว นามมา)

นอกจากความตายของพ่อใหญ่โสภาจะเป็นปริศนาแล้ว ศพของพ่อใหญ่โสภาก็เป็นปริศนาด้วย ที่ว่าเป็นปริศนาก็เพราะว่าเมื่อพ่อใหญ่โสภาตายลง ทางเรือนจำก็นำไปฝังในเรือนจำ เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไรญาติจะมารับศพ ฝังไว้ 3 วัน วันที่ 4 ญาติมาขอรับศพเพื่อเอาไปเผา ปรากฏว่าเมื่อขุดหลุมศพออกไม่พบศพแต่ประการใด เหลือแต่สาด (เสื่อ) ที่ห่อศพกับผ้าขาวม้าที่พ่อใหญ่โสภานุ่ง เรื่องที่เจ้าหน้าที่เรือนจำจะจำผิดหลุมคงเป็นไปไม่ได้ เพราะตอนนั้นไม่มีใครตายอีก และยังพบผ้าขาวม้ากับเสื่อผืนเดิม ตอนฝังก็มีคนเห็นกันหลายคน (บุญเลื่อน เพี้ยอาสา, คุย แดงน้อย)

กล่าวโดยสรุป ผู้นำและแกนนำกบฏโสภาปัจจุบันเสียชีวิตหมดแล้ว โดยพ่อเสริมตายในคุกระหว่างปี 2484-2485 พ่อใหญ่โสภาตายในคุกขอนแก่นปลายปี 2485 หรือต้นปี 2486 เมื่ออายุ 60-61 ปี พ่อสิงห์ตายหลังออกจากคุกมาแล้ว คนที่ตายหลังสุดคือพ่อใหญ่คุย แดงน้อย ตายในปี 2530 อายุ 103 ปี
**********
แม้ว่าข้อมูลที่ผู้เขียนจะมีลักษณะข้อมูลดิบจากการบอกเล่าของ "พยานบุคคล (ร่วมเหตุการณ์)" ที่ยังมีชีวิตอยู่ในปีที่เก็บข้อมูลและเขียนบทความชิ้นนี้ หากที่ควรบันทึกเป็นข้อสังเกตไว้ โดยเฉพาะนักสิทธิมนุษยชน, นักประวัติศาสตร์การเมืองการปกครอง และนักกฎหมายในปัจจุบัน ที่มีรายงานหรือการร้องเรียนเกี่ยวการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือข้อบ่งชี้ว่าอาจมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน สำหรับผู้ต้องหาคดีเกี่ยวกับการเมือง ความมั่นคงของรัฐ หรือแม้กระทั่งคดีอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่มีผู้ต้องหาหรือผู้ต้องขังบางรายเสียชีวิตในที่คุมขัง ล่าสุดคือ "คดีอากง – นายอำพล ตั้งนพกุล" อันนับเป็นการตายผิดธรรมชาติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพราะเกิดแก่ผู้ตายขณะที่ผู้ตายอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงาน ซึ่งในวันที่ 11 พฤษภาคม 2555 องค์การนิรโทษกรรมสากลได้ประกาศให้อำพลเป็นนักโทษทางความคิด (prisoner of conscience) โดยกล่าวว่า อำพล "เป็นเครื่องสำแดงถึงความอยุติธรรมขนานใหญ่หลวงของกฎหมายว่าด้วยการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนี้" ("Thai ‘Prisoner of Conscience’ Dies in Jail: Lawyer". Jakarta Globe. 11 May 2012: http://www.thejakartaglobe.com/archive/thai-prisoner-of-conscience-dies-in-jail-lawyer/516631/)

สำหรับผลสะเทือนจากเหตุการณ์ที่เรียกว่า "กบฏผู้มีบุญหมอลำโสภา แห่งบ้านสาวะถี จังหวัดขอนแก่น" นั้น หลังจากการเสียชีวิตของพ่อใหญ่โสภา และแกนนำคนสนิทอีกสองคน ในบทความดังกล่าวเขียนไว้ในประเด็น "ความศรัทธาของชาวบ้านต่อพ่อใหญ่โสภา" ว่า:

แม้ว่าพ่อใหญ่โสภาจะตายไปแล้ว คนร่วมสมัยในหมู่บ้านยังพูดถึงเขาอยู่อย่างชื่นชมพ่อใหญ่คุยซึ่งเป็นศิษย์ระดับแนวหน้าเชื่อว่าพอ่ใหญ่โสภาเป็นผู้วิเศษ (คุย แดงน้อย) ก่อนพ่อใหญ่โสภาตายได้บอกพ่อใหญ่คุยว่า เขาเป็นผู้วิเศษ เป็น "ลูกพระเจ้ามั่นยืน" หมายความว่าเขาไม่มีวันตาย เป็นอมตะ ด้วยเหตุน้พ่อใหญ่คุยจึงเชื่อว่าที่พ่อใหญ่โสภาถูกฝังไว้ 3 วัน ขุดเอาศพขึ้นมาไม่พบร่างเพราะ "หายตัวไป เกิดเป็นผู้นำผู้ทุกข์ผู้ยาก" เรื่องจะเกิดเป็นผู้นำ พ่อใหญ่โสภาเคยบอกพ่อใหญ่คุยก่อนตายเช่นกันว่า เขาจะไปเกิดเป็นผู้นำผู้ทุกข์ผู้ยาก ไปอยู่กับ "อีสอง" บ้านกุดจี่ ตำบลพองหนีบ อำเภอโนนสัง จังหวัดอุดรธานี เขาจะมีชื่อวิไชย อายุ 10 ปี อยู่ ป.3 มีความรู้มากกว่าครู เป็นคนสอนครูเสียด้วย พ่อใหญ่คุยไปคุยกับวิไชยตรั้งเดียว มึกล้าไปคุยอีกกลัวทางการจะมาจับ ต่อมาวิไชยหายไปจากหมู่บ้าน หากวิไชยอยู่คือปี 2528 (ปีที่สัมภาษณ์พ่อใหญ่คุย) วิไชยคงจะมีอยุระหว่าง 23-30 ปี ชาวบ้านเล่าลือกันว่าวิไชยไปบวชเป็นถึงจารย์ครูจารย์ชา แล้วในปี 2528 มีพระองค์หนึ่งอ้างว่าชื่อโสภา บอกชาวบ้านว่าเมื่อชาติก่อนเขาเป็นพ่อใหญ่โสภา มาเรี่ยไรเงินสร้างสิม (โบสถ์) วัดบักกว้าง มีชาวบ้านเชื่อกันมาก แต่พ่อใหญ่คุยไม่เชื่อ เพราะลองไปคุยกับพระองค์นั้นแล้วถามว่าพ่อใหญ่โสภาติดคุกกี่ครั้งตอนถูกถ่วงน้ำทำอย่างไร พระรูปนั้นเล่าไม่ได้ (คุย แดงน้อย)

สาเหตุที่คนร่วมสมัยยังพูดถึงพ่อใหญ่โสภาด้วยความชื่นชม มีสาเหตุ 3 ประการคือ

1) พ่อใหญ่โสภาเป็นนักพูดและผู้นำทางความคิด โดยเฉพาะพูดต่อต้านภาษีที่ดิน กฎหมายป่าไม้ และการครอบงำทางวัฒนธรรม ซึ่งตรงกับใจของชาวบ้านอยู่แล้ว
**********
ก่อนจะไปถึงสาเหตุอีก 2 ประการ จำเป็นต้องพูดถึงประการแรกนี้ก่อน

เหตุผลประการแรก ดูเหมือนเป็นคุณสมบัติหลักที่สำคัญของ "นักปลุกระดมมวลชน" มาทุกยุคทุกสมัย ในทุกประเทศ สำหรับการจัดชุมนุมทางการเมือง ที่มีเป้าหมายต่อต้านอำนาจรัฐ ความยากลำบากสำหรับคุณสมบัติข้อนี้คือ การถึงพร้อมซึ่งเงื่อนไขทั้งสองประการในตัวคนคนเดียว คือ

ความสามารถส่วนตัวในการยึดกุมองค์ความรู้ ซึ่งหมายรวมถึงการเข้าใจและเข้าถึงความเรียกร้องต้องการของมวลชนในบริบทปัญหาเฉพาะหน้าที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อมวลชน อีกทั้งสามารถเทียบเคียงการดำรงชีวิตของราษฎรหัวไร่ปลายนาในชนบทในระบอบและระบบที่ต่างกันสองระบบ อีกทั้งสามารถถ่ายทอดลงสู่มวลชนอย่างได้ผล โดยผ่านเงื่อนไขที่สองคือ

ความสามารถในการพูดปลุกระดม นอกเหนือจากการเป็น "พรสวรรค์" ซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะตัวไม่สามารถลอกเลียนแลลหรือถ่ายทอดให้แก่กันได้แล้ว ยังมีลักษณธเป็น "พรแสวง" ที่เกิดขึ้นจากการฝึกฝน สั่งสมประสบการณ์ ซึ่งในบริบทนี้มีปมเงื่อนอยู่ที่การเป็น "หมอลำ" ตามประวัติว่าผ่านการร่ำเรียนในวิชาชีที่เป็นทั้ง "ศาสตร์" และ "ศิลป์" นี้ แม้ว่าในบทความนี้จะไม่ได้พูดถึงว่าพ่อใหญ่โสภาได้ใช้ความรู้ความสามารถทางด้านหมอลำนี้กอบเป็นอาชีพเลี้ยงตัวแต่อย่างใด
(ยังมีต่อ)


พิมพ์ครั้งแรก โลกวันนี้ ฉบับวันสุข 16-22 พฤศจิกายน 2556
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง ผู้เขียน อริน

วันจันทร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2562

กบฏไพร่ กบฏชาวนาในสยาม-ไทย (65)

กบฏชาวนาหลังเกิด "รัฐไทย"
กบฏผู้มีบุญ "โสภา พลตรี" (3)

กฎหมายตราสามดวงซึ่งประกาศใช้มาตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ และมายกเลิกเมื่อมีการประการใช้ประมวลกฎหมายอาญาและวิธีพิจารณาความอาญาในปลายสมัยรัชกาลที่ 5

บทความ "กบฏผู้มีบุญหมอลำโสภา แห่งบ้านสาวะถี จังหวัดขอนแก่น" เขียนโดย สุวิทย์ ธีรศาศวัต และ ชอบ ดีสวนโคก ตีพิมพ์ในวารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ (มหาวิทยาลัยขอนแก่น) 12, 1 พ.ค.-ต.ค. 2537 หน้า 39-51 เขียนบรรยายการ "ปลุกระดมมวลชน" ของพ่อใหญ่โสภาในการจัด "ชุมนุมใหญ่ทางการเมือง" เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2483 ที่มีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์การบริหารของรัฐบาลคณะราษฎรที่แตกต่างไปจากรัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยเฉพาะในส่วนที่พ่อใหญ่โสภาเห็นว่าเป็นการกระทบกระเทือนผลประโยชน์ที่เคยมีเคยได้มาแต่เดิม (status quo) :

เรื่องที่พ่อใหญ่โสภาพูดในหัวค่ำของคืนวันนั้น (ประมาณ 2 ทุ่มถึง 3 ทุ่ม) เป็นเรื่องเหตุการณ์บ้านเมือง ว่าเดี๋ยวนี้ (2483) ไม่ทำอย่างโบราณ รัฐบาลเดี๋ยวนี้กดขี่ข่มเหงราษฎร เมื่อก่อนจะซื้อขายที่ดินก็ทำกันง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องมีสัญญาซื้อขายกัน ก็ไม่เคยมีปัญหา แต่ทุกวันนี้ทางการบังคับให้ต้องทำหนังสือสัญญาซื้อขายกัน นอกจากนี้ยังพูดถึงภาษีที่ดิน ทำไมต้องเสีย ที่ดินมันมีอยู่แล้วตามธรรมาชติ เราเป็นคนลงแรงหักร้างถางพง หลวงไม่ได้ทำอะไรให้เรา ทำไมจะต้องเสียภาษีที่ดินในหลวง (อรุณ เชื้อสาวะถี) พ่อใหญ่โสภายังพยากรณ์อนาคตของบ้านเมืองอีกหลาบประการ เช่น พยากรณ์ว่าต่อไปบ้านหนึ่ง (หมู่บ้าน) จะมีครกมองเพียงครกเดียว ซึ่งชาวบ้านก็หัวเราะกันใหญ่และโต้แย้งว่า "มันบ่พอกินดอกพ่อใหญ่" พ่อใหญ่โสภายังทำนายว่า ต่อไป "ม้าซิโป่งเขา เสาซิออกดอก" "เหมิดบ้านจะมีไถ 2-3 ดวง" "ต่อไปจะเกิดอดอยาก ความตัวละหมื่นตัวละพัน" (อรุณ เชื้อสาวะถี, พิมพ์ รัตนคุณศาสน์)
**********
จะเห็นได้ว่าแนวทางในการ "ปลุกระดม" ให้ราษฎรเกิดความรู้สึกต่อต้านอำนาจรัฐ ประการแรกการเปรียบเทียบวิถีชีวิตรูปแบบเดิมแบบกึ่งบุพกาลหรือเกือบจะอยู่ในลักษณะ "ไร้รัฐ" (ซึ่งไม่มีอยู่จริงแม้ในสมัยจตุสดมภ์หรือแม้แต่สมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็ตาม) กับกฎระเบียบอย่างใหม่ของระบบสังคมใหม่รูปแบบและโครงสร้างรัฐใหม่ ที่บังคับใช้แก่ราษฎรทั่วไปต้องปฏิบัติตามอย่างเสมอกัน ประการถัดมาสร้างจินตภาพถึงอนาคตที่เลวร้ายลง ชีวิตจะประสบความยากลำบากยิ่งขึ้น เพื่อให้ราษฎรเกิด "ภยาคติ" และเข้าร่วมกับการ "ลุกขึ้นต่อต้านอำนาจรัฐ" ทั้งนี้ไม่ว่าเหตุผลในการใช้เป็นแนวทางหลักในการปลุกระดมจะถูกแสริมแต่งและขยายความจนเกินจริงหรือไม่อย่างไร หรือแม้แต่ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้นอาจจะมีลักษณะ "ส่วนตัว" ระหว่างลูกศิษย์คนสำคัญของพ่อใหญ่โสภา กับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่อาจมีผลประโยชน์ร่วมกับชนชั้นนำในท้องถิ่นหรือไม่อย่างไรก็ตาม (กรณีพ่อสิงห์กับพ่อเสริม ถูกบังคับขายโอนที่ดินให้แก่เจ๊กพก พ่อของกำนันตำบลสาวะถีในปี พ.ศ. 2537)  แต่ "การปลุกระดม" ที่มีเจตนา "เตรียมการซ่องสุมกำลัง" ก็เป็นสิ่งที่ข้าราชการฝ่ายปกครองยอมไม่ได้ และนำไปสู่การปราบรามของทางการ:

สำหรับทางการคือ นายอำเภอเมือง (ขุนวรรณวุฒิวิจารณ์) กับฝ่ายตำรวจเห็นว่าจะปล่อยให้พ่อใหญ่โสภาทำแบบนี้ต่อไปอีกไม่ได้ จึงวางแผนการจับกุม เนื่องจากสมัยนั้นตำรวจมีน้อย ขอกำลังตำรวจมาได้เพียง 6 คน ซึ่งไม่พอ ทางกำนันขออาสาช่วยจับ มีครูอาสาสมัครไปช่วยจับด้วย 3 คนรวมทั้งครูบุญเลิศ คู่ปรับของพ่อใหญ่โสภา พ่อพิมพ์ซึ่งเป็นครูก็อาสาช่วยจับด้วย แต่กำนันกับทางตำรวจเห็นว่าพ่อพิมพ์ผอมเกินไป จึงไม่เอา หัวหน้าตำรวจที่ไปจับคือ ร.ต.ต. ถนอม เวลาประมาณ 3 ทุ่ม หลังจากพ่อใหญ่โสภาปราศรัยไปได้ไม่เกินหนึ่งชั่วโมง ตำรวจกับอาสาสมัครก็กรูกันเข้าจับ ผู้คนแตกหนี แต่กำลังของตำรวจกับอาสาสมัครสามารถจับพ่อใหญ่โสภา ซึ่งเป็นหัวหน้า พ่อเสริม พ่อสิงห์ พ่อใหญ่คุย ซึ่งเป็นระดับแกนนำ และยังจับชาวบ้านที่ไปฟัง รวมทั้งหมด 116 คน ทุกคนไม่มีใครพกพาอาวุธ วันรุ่งขึ้นก็นำตัวไปที่อำเภอ

ข้อหาที่ทางการตั้งสำหรับคนเหล่านี้คือ "กบฏภายใน" ในจำนวนผู้ต้องหาที่จับไปเป็นผู้หญิงอยู่หลายคน เนื่องจากการสอบสวนกินเวลานานประมาณ 2 เดือน ผู้หญิงบางคนจึงไปคลอดบุตรในเรือนจำ พ่อพิมพ์เล่าว่า ศาลพิพากษาให้จำคุกพ่อใหญ่โสภา พ่อสิงห์ พ่อเสริมและพ่อใหญ่คุย ซึ่งเป็นหัวหน้าและแกนนำตลอดชีวิต แต่ศาลกรุณาลดโทษให้เหลือจำคุก 16 ปี (พิมพ์ รัตนคุณศาสน์ และ บุญเลื่อน เพี้ยอาสา)

สำหรับตัวการใหญ่คือ พ่อใหญ่โสภา พ่อใหญ่คุย แดงน้อย พ่อเสริมและพ่อสิงห์ ทางการได้ส่งตัวมาที่เรือนจำบางขวาง ติดคุกที่บางขวาง 2 ปี ในช่วงนั้นมีอยู่วันหนึ่งทางการได้นำตัวพ่อใหญ่โสภากับพ่อใหญ่คุยไปถ่วงน้ำลึกประมาณ 15 ศอกบริเวณคลองบางซื่อ (ก่อนถ่วงน้ำได้นำเอาพาข้าว 15 พา มาให้นักโทศทั้งสองเลือกรับประทาน) ปรากฏว่าเมื่อดึงตัวนักโทษขึ้นมาจากน้ำ ทั้งสองยังมีชีวิตอยู่ ทางการจึงตัดสินใจปล่อยตัว

การพิสูจน์ตามกฎหมายไทยโบราณ หากไม่มีพยานหลักฐาน แต่โจทก์ขอให้ศาลพิสูจน์ ศาลจะต้องพิสูจน์ มี 7 วิธี คือ
(1) ให้โจทก์เอามือล้วงตะกั่วที่หลอมละลาย
(2) ให้โจจทก์จำเลยสาบานต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์
(3) ให้โจทก์จำเลยลุยเพลิง
(4) ให้โจทก์จำเลยดำน้ำ
(5) ให้โจทก์จำเลยว่ายทวนน้ำ
(6) ให้โจทก์จำเลยว่ายน้ำข้ามฟาก
(7) ให้โจทก์จำเลยตามเทียน
(กฎหมายตราสามดวง เล่ม 2 : 105-106)
การพิสูจน์ความผิดของนักโทษทั้งสอง ที่จริงก็ผ่านกระบวนการยุติธรรมแล้ว แต่ไม่ทราบเหตุใดทางการจึงกลับไปใช้วิธีโบราณที่เลิกไปแล้วตั้งแต่ประกาศใช้กฎหมายอาญาและวิธีพิจารณาความอาญาตั้งแต่ พ.ศ. 2451 และ 2478 ตามลำดับ (สมบูรณ์ ธรรมครองอาตม์ : 2525 : 397, 401 – ไม่ปรากฏรายละเอียดที่มาที่ไปอื่นในวารสารฯ) กลับมาใช้อีก ซึ่งปกติจะใช้ทั้งโจทก์และจำเลยพร้อมๆ กัน ใครดำ (น้ำ) นานกว่าคนนั้นชนะ แต่ถ้าดำ 36 นาที (?) แล้วยังไม่โผล่ เจ้าหน้าที่จะดึงร่างของผู้ดำขึ้นมา

กรณีที่พ่อใหญ่โสภากับพ่อใหญ่คุย เจ้าตัวจำไม่ได้ว่าดำนานกี่นาที
**********
หากปากคำของพยานบุคคลที่ยังมีชีวิตอยูในสมัยที่เกิดกรณี "กบฏผู้มีบุญหมอลำโสภา แห่งบ้านสาวะถี จังหวัดขอนแก่น" มีมูลความจริง มีประเด็นที่น่าตกใจเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม และจำเป็นให้พิจารณาต่อเนื่อง 2-3 ประเด็นด้วยกัน
ประเด็นแรก การบังคับขายโอนที่ดินให้แก่เจ๊กพก ซึ่งน่าจะเป็นพ่อค้าในท้องถิ่นและมีความสมพันธ์กับบ้านเมือง จนกระทั่งลูกชายได้เป็นกำนันในเวลาต่อมา (พ.ศ. 2537)

ประเด็นที่สอง ความเอาการเอางานของ "อาสาสมัคร" ซึ่งหนึ่งในจำนวนนั้นคือ ครูบุญเลิศ (ครูใหญ่โรงเรียนบ้านสาวะถี) คู่ปรับของพ่อใหญ่โสภา และ

ประเด็นที่สาม ซึ่งถือว่ามีความสำคัญและเป็นคำถามสำคัญกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย (พอๆ กับการสาบานในศาล) นั่นคือการใช้กฎหมายเก่าตั้งแต่สมัยจตุสดมภ์/สมบูรณาญาสิทธิราชย์มาใช้พิจารณาคดี "กบฏ" ทั้งนี้กฎหมายในลักษณะดังกล่าวถือเป็น "การพิจารณาคดีโดยการทรมาน" และ/หรือ "การพิจารณาคดีโดยการต่อสู้" อันเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายตราสามดวง คือ "กฎหมายพิสูจน์ดำน้ำ พิสูจน์ลุยเพลิง".
(ยังมีต่อ)


พิมพ์ครั้งแรก โลกวันนี้ ฉบับวันสุข 9-15 พฤศจิกายน 2556
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง ผู้เขียน อริน
ร่วมสนับสนุนการเขียนและเผยแพร่ความคิด และกิจกรรมได้โดยโอนเงินไปที่

บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย สาขาเทสโก้โลตัส วังหิน
ชื่อบัญชี วัฒนา สุขวัจน์
บัญชีเลขที่ 986-2-87758-8