Article  :  Political   :  Forum  :  Facebook  :  Youtube

วันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2561

กบฏไพร่ กบฏชาวนาในสยาม-ไทย (35)

"ขบถน้ำใส พ.ศ. 2465" :
กบฏผู้มีบุญหลังผลัดแผ่นดิน (1)

การประชุมสมุหเทศาภิบาล ประจำปี พ.ศ. 2452 

นับจากการปฏิรูประเบียบบริหารราชการแผ่นดินในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อันนำไปสู่การสถาปนาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สำเร็จโดยพื้นฐาน คือ การรวมศูนย์อำนาจการปกครองสู่ส่วนกลางในระบบกระทรวง โดยมีศูนย์กลางทั้ง 3 ด้านคือ การปกครองผ่านทางกระทรวงมหมาดไทย การเงินการคลังผ่านทางกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ (หรือที่ในเวลาต่อมาเปลี่ยนเป็นกระทรวงการคลัง) ซึ่งเริ่มต้นจากการจัดเก็บภาษีอาการโดยส่วนกลางที่ "หอรัษฎากรพิพัฒน์" และการ "เลิกไพร่" หรือการทำลายระบบกองกำลังส่วนตัวของเจ้านายและขุนนาง หรือ "ไพร่สม" โดยเริ่มจากค่อยผ่องถ่ายเป็น "ไพร่หลวง" กระทั่งเปลี่ยนเป็นระบบเกณฑ์ทหารสมัยใหม่ผ่านทางกระทรวงกลาโหมทั้งหมด

หลังสิ้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พัฒนาการการปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการปกครองในระบบเทศาภิบาลในทศวรรษ 2460 กลับเพิ่มทวีสถานการณ์ในส่วนหัวเมืองเดิม หรือส่วนภูมิภาค "ไกลปืนเที่ยง" นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างนโยบายและแนวปฏิบัติราชการของรัฐบาลส่วนกลาง กับวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ของราษฎรโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวมลายูส่วนใหญ่ในพื้นที่ซึ่งผูกพันกับความเชื่อ ศาสนา ภาษาและวัฒนธรรมที่ต่างออกไป และปะทุเป็น "ขบถ พ.ศ. 2465" ซึ่งทางฝ่ายราชสำนักสยามบันทึกข้อมูลว่า เต็งกู อับดุลกาเดร์ กามารุดดิน รายาหรือสุลต่านองค์สุดท้ายของรัฐปาตานี ลอบติดต่อกับพรรคพวกในเขตสยาม โดยยุยงส่งเสริมให้ก่อความรุนแรงในบริเวณหัวเมืองใต้ หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "ขบถน้ำใส" (Surin Pitsuwan. (1985). Islam and Malay Nationalism : A case Study of the Malay-Muslims of Southern Thailand. Bangkok : Thai Khadi Research Institute, Thammasat University)

พรรณงาม เง่าธรรมสาร เขียนไว้ใน "กระบวนการบูรณาการรัฐชาติไทยกรณีจังหวัดชายแดนใต้ : บทเรียนจากระบบเทศาภิบาลในสมัยรัชกาลที่ 6" ตีพิมพ์ใน วารสารวิชาการคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ปีที่ 5 ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน 2552 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ต่อไปว่า:
**********
หลังการกราบถวายบังคมลาออกของสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ได้โปรดให้มีการเปลี่ยนแปลงระเบียบบริหารภายในระบบเทศาภิบาล โดยย้ายจากการสังกัดกระทรวงมหาดไทยไปสังกัดพระราชสำนัก ขึ้นตรงต่อพระองค์และโปรดให้ยุบรวมมณฑลที่อยู่ใกล้เคียงกันตั้งขึ้นเป็นภาค มีอุปราชเป็นผู้บัญชาการ กำกับดูแลสมุหเทศาภิบาลอีกชั้นหนึ่ง มณฑลปัตตานี ต้องขึ้นกับอุปราชภาคปักษ์ใต้ ซึ่งมีพระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงลพบุรีราเมศร์ สมุหเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราช เป็นอุปราชภาค ราชการที่สำคัญต้องผ่านความเห็นชอบของอุปราชภาค จึงจะต่อไปยังเสนาบดีกระทรวง อันส่งผลให้การสั่งราชการต้องใช้เวลามากขึ้น งานล่าช้าลง และที่สำคัญก็คือ การที่สมุหเทศาภิบาลย้ายไปขึ้นกับพระมหากษัตริย์ ทำให้เสนาบดีต่างๆ เข้าใจว่าสามารถสั่งงานไปยังข้าราชการของกระทรวงในพื้นที่ได้โดยตรงต่อสมุหเทศาภิบาล โดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบของกระทรวงมหาดไทย ฐานะของสมุหเทศาภิบาลจึงกลายเป็นคนกลาง ต้องรับคำสั่งและงานฝากจากกระทรวงต่าง ๆ แต่ "อยู่นอกสังกัด" งานที่คาบเกี่ยวกันระหว่างกระทรวงขาดการประสานตัดสินใจอย่างเป็นระบบ สมุหเทศาฯ มักได้รับคำแนะนำเพียงให้ดำเนินการไปอย่าง "พอควรพอชอบ อย่าให้เสียราชการ" (กจช. ร. 6 ม. 1/56 "เจ้าพระยายมราชจัดราชการกระทรวงมหาดไทย" พ.ศ. 2465-2468) สมุหเทศาภิบาลจึงเหมือนเจ้าไม่มีศาล ขาดที่ปรึกษา

เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้นคือ เจ้าพระยาสุรสีห์วิศิษฐ์ศักดิ์ (เชย กัลยา ณ มิตร) ไม่มีอำนาจและบารมีเทียบเท่าสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ องค์เสนาบดีเดิม ไม่อาจเป็นที่พึ่งให้กับสมุหเทศาฯ สมุหเทศาฯ แต่ละคนต่างตีความในคำสั่งและนโยบายต่างๆ ไปตามความเห็นของตน ทำให้การปฏิบัติงานของสมุหเทศาฯ มีแนวทางที่ แตกต่างกันออกไป บางครั้ง "16-17 อย่าง" จนกลายเป็นที่ "ขบขัน" ของเจ้ากระทรวงต่างๆ เกิดความสับสนในการปฏิบัติงาน จนแม้จะออกจากพื้นที่ สมุหเทศาฯ ก็ไม่รู้ว่าควรจะขอลาต่อใคร ผลกระทบของการขาดอำนาจในการบังคับบัญชาข้าราชการในพื้นที่ของสมุหเทศาฯ และการขาดเอกภาพของนโยบายในระดับกระทรวง ส่งผลต่อการปฏิบัติงานในพื้นที่ระดับอำเภอซึ่งถูกทับถมด้วยกฎหมายที่กระทรวงต่าง ๆ "คิดและออกกฎหมายบังคับไปทุกอย่าง"

ผลเสียจากระบบงานใหม่นี้จะปรากฏให้เห็นในพื้นที่มณฑลปัตตานี ซึ่งเคยได้รับสิทธิ์ผ่อนผันในการดำเนินนโยบายต่าง ๆ ที่ไม่สอดคล้องกับสภาพของพื้นที่และประชากร ที่ส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติพันธุ์ต่างภาษา ต่างศาสนาความเชื่อ มีวิถีชีวิตและแนวปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมของตนมาแต่เดิม หลัง พ.ศ. 2458 เมื่อสมุหเทศาภิบาลกลายเป็นลูกไล่ที่รับนโยบายเป็นแบบเดียวกันตามแบบหัวเมืองชั้นใน การปะทะและขัดแย้งระหว่างนโยบายจากส่วนกลางกับอัตลักษณ์การดำรงอยู่ของผู้คนที่เคยมีอิสระในวิถีชีวิตความเชื่อและวัฒนธรรมในดินแดนที่มีการปกครองตนเองมาก่อนจึงปรากฏอย่างเด่นชัดขึ้น ในแง่นี้ (แผน) ขบถ? ต่อต้านรัฐสยามซึ่งเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2465 จึงสะท้อน "วิกฤติอัตลักษณ์ของท้องถิ่น" ที่ถูกบีบคั้นจากนโยบายการปกครองของรัฐในบริบทของการเปลี่ยนแปลงอันเป็นความเสื่อมถอยของความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจรัฐส่วนกลาง กับกลไกของรัฐส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น ดังจะได้พิจารณาต่อไปนี้

ระหว่างวันที่ 24-31 เดือนมกราคม พ.ศ. 2465 สมุหเทศาภิบาลมณฑลปัตตานีได้ทราบข่าวจากหลายแหล่ง เช่น จากภรรยาพระยาพิพิธเสนามาตย์ (พระยายะหริ่งเดิม ขณะนั้นเป็นผู้ว่าราชการ นายอำเภอสายบุรี) กำนันหลายคนในพื้นที่ และนายอำเภอยะรังว่า มีการรวมกลุ่มของชาวมุสลิมในหลายพื้นที่ "จำนวนมาก" ลงรายชื่อเป็นสมาชิกและร่วมสาบานที่จะทำการสนับสนุนตนกูอับดุลกาเดร์ อดีตเจ้าเมืองปัตตานีที่ถูกถอดไปในวิกฤติเหตุการณ์ปัตตานีเมื่อ ร.ศ. 120 - 121 หัวหน้าใหญ่ชื่อ "กุจิ" อยู่ที่ ตำบลปูยุด อำเภอสะบารัง และยังมีหัวหน้าอยู่ที่ ตุยง และยะรัง สามารถรวมผู้คนได้ประมาณ 1,000 - 2,000 คนเศษ เป้าหมาย คือ การรวมตัวกันตีเมืองปัตตานี โดยอาศัยกำลังจากต่างชาติ มีชาวเตอรกี กลันตัน ยะโฮร์ เประ และไทรบุรี รายงานชิ้นหนึ่งจากนายอำเภอยะรังอ้างข้อมูลจากกำนันตำบลยะรัง และตำบลประจันตะวันออก ว่าได้ข่าว "อับดุลกาเดร์จะทำการจลาจล" ได้ออกมาเกลี้ยกล่อมชักชวน "คนที่มีชื่อเสียงเชื่อว่าอยู่ยงคงกระพัน" และ "พวกหัวไม้" ให้พวกนี้ชวนชาวบ้านแถบสะบารัง ตุยง และยะรัง มาลงชื่อเป็นพรรคพวกได้คราวละ 20-30 คน เป้าหมายคือ "จะเอาปัตตานีคืน" และเรียกร้องให้ราษฎรช่วยกัน "ขับไล่ข้าราชการไทยให้หมดสิ้น" "กระทำการปั่นป่วน" "อย่าเชื่อพนักงานไทย ..อย่ายอมเสียเงินค่ารัชชูปการ ค่านา ที่ค้าง.." และว่า "ถ้ามีความพร้อมเพรียงกัน ไทยที่ปัตตานีจะไปสู้อะไรได้" รายงานฉบับนี้ได้ ส่งรายชื่อหัวหน้าก่อการที่สืบทราบใน 3 ตำบลที่กล่าวถึงมาด้วย รวม 23 คน สุดท้ายนายอำเภอยะรังร้องว่า "สถานการณ์คับขัน" ขอกำลังตำรวจเพิ่มเติมอีก 1 กองพล พร้อมอาวุธ.


พิมพ์ครั้งแรก โลกวันนี้ ฉบับวันสุข 13-19 เมษายน 2556
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง ผู้เขียน อริน

วันเสาร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2561

กบฏไพร่ กบฏชาวนาในสยาม-ไทย (34)

บทสรุปและผลกระทบจากกรณี
"พระยาแขกเจ็ดหัวเมืองคบคิดขบถ"

คณะผู้สำเร็จราชการฯ แทนรัชกาลที่ 8 พ.ศ.2478 (จากซ้ายไปขวา) พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพย์อาภา, พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์ ทรงเป็นประธาน, เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม)

แม้ว่ารัฐบาลรัตนโกสินทร์ที่เพิ่งสามารถสถาปนาการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้ค่อนข้างมั่นคงแล้วภายหลังปี พ.ศ. 2445 และเมื่อพิจารณาจากดินแดนหัวเมืองประเทศราชเดิมในภาคเหนือและภาคอีสาน พร้อมกับสามารถเปลี่ยนหัวเมืองมลายูทั้งเจ็ดเป็นบริเวณเจ็ดหัวเมืองอันเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรได้ ระหว่างปี พ.ศ. 2444 และ พ.ศ. 2449 ขณะที่อำนาจในการบริหารปกครองส่วนใหญ่อยู่ที่ขุนนางข้าราชการซึ่งถูกแต่งตั้งมาจากส่วนกลาง โดยที่ยับยั้งมิให้การที่พระยาแขกหรือเจ้าผู้ครองนคร (รายา) คบคิดขบถลุกลามขึ้นเป็นจลาจลได้ในปี พ.ศ.2444 และ พ.ศ.2445 แต่ก็มิได้ปรากฏว่าจะสร้างความสงบขึ้นในมณฑลปัตตานีได้อย่างแท้จริง ทั้งนี้เพราะการที่รัฐบาลถอดยศถาบรรดาศักดิ์พระยาเมือง โยกย้ายไปเป็นผู้ว่าราชการเมืองอื่น ปลดเกษียณเป็นพระยาจางวาง หรือกระทั่งยุบเมืองลงเป็นเพียงอำเภอ ไม่สามารถแก้ปัญหาขั้นพื้นฐานได้ในระยะสั้น

ในปี พ.ศ.2466 เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) หรือเดิม พระยาสุขุมนัยวินิต อดีตสมุหเทศาภิบาลสำเร็จราชการมณฑลนครศรีธรรมราช ได้ให้ความเห็นต่อกรณี "พระยาแขกเจ็ดหัวเมืองคบคิดขบถ" ว่า "เหตุการณ์ย่อมเกิดขึ้นมาแต่เล็กๆน้อยๆแล้วรวมสุมกันขึ้นเป็นเหตุใหญ่" อีกทั้งทัศนคติของขุนนางข้าราชการบางคน"ไม่ใคร่จะรฦกว่า เป็นเมืองแขก กิจการอย่างใดที่ทำได้ในมณฑลชั้นใน ตลอดจนการเก็บภาษีอากรก็เห็นเป็นไม่สำคัญ ต่างน่าที่ก็กวดขันเร่งรัดเอาแต่ได้ ฝ่ายสมุหเทศาภิบาลหรือเจ้าพนักงานท้องที่ไม่มีกำลังพอที่จะดึงดังขัดขวางไว้ ... การวางระเบียบรีดรัด การเพิ่มภาษีอากร การเร่งเร้าต่างๆ เป็นข้อที่เกี่ยวข้อง แก่ประชาชน ถูกรบกวนอยู่เสมอ จึงทำให้ความนิยมนับถือเจ้าหน้าที่เสื่อมลง เมื่อมีใครมาหนุนหรือมีเหตุกระทบกระเทือนเข้าเล็กน้อยก็เลยหันเหไปได้ง่าย ยิ่งเป็นบุคคลที่มีชาติศาสนาแล้ว ก็ยังเป็นการง่ายยิ่งขึ้น"

และนับแต่ พ.ศ.2449 เป็นต้นมา มีเหตุการณ์ที่ส่อเค้าเกิดขึ้นในมณฑลปัตตานีขึ้นหลายครั้งหลายคราว เท่ากับเป็นสัญญาณบ่งบอกเกี่ยวกับกรณีพระยาแขกคบคิดขบถ ร.ศ.121 ยังหาได้สิ้นสุดลงไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเกิดเหตุการณ์กบฏอีกหลายๆ ครั้งตามมาในช่วงปี พ.ศ. 2452 -2454 ซึ่งทางราชสำนักสยามมองว่าผู้ก่อการกบฏส่วนหนึ่งเป็นคนของอดีตพระยาเมืองปัตตานี

หมายความว่าเป้าประสงค์ที่กรมหลวงดำรงราชานุภาพทรงวางไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2439 ในอันที่จะ "เพาะปลูกคนที่จะรับราชการในพื้นบ้านเมืองเหล่านี้ ถึงว่าจะเป็นแขกต่างศาสนา ก็ให้มีน้ำใจ และอัทยาไศรย เป็นไทย เช่นข้าราชการทั้งปวง" ยังไม่สามารถปรากฏเป็นจริงขึ้น เช่นที่ใช้ได้ผลในภูมิภาคอื่นมาแล้ว

ดร. เตช บุนนาค อดีตเอกอัครราชทูตไทย ประจำสหรัฐอเมริกา และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2551 ให้ความเห็นถึงการสิ้นสุดการปกครองในฐานประเทศราชของราชวงศ์ปัตตานี "…ควรบันทึกไว้อีกด้านหนึ่งด้วยว่า สำหรับนักประวัติศาสตร์มลายู ปี พ.ศ. 2445 เป็นปีของการล่มสลายครั้งสุดท้ายของชาติปัตตานี เป็นการสูญเสียอำนาจอธิปไตยของรายาและการทำลายอธิราชของชาวมลายูในประเทศ ปัตตานีและการจำนำสิทธิเสรีภาพ อิสรภาพของปัตตานีในมือของสยาม ปีนี้จึงเป็นปีสุดท้ายที่โชคร้ายที่สุดของประวัติศาสตร์ราชอาณาจักรมลายู ปัตตานี…" (เตช บุนนาค เขียน ภรณี กาญจนัษฐิติ แปล, การปกครองระบบเทศาภิบาลของประเทศสยาม พ.ศ. 2435-2458, กรุงเทพ:สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2548 หน้า 195)

นอกจากนั้น จากบทกล่าวนำในบทความวิชาการ "กระบวนการบูรณาการรัฐชาติไทยกรณีจังหวัดชายแดนใต้ : บทเรียนจากระบบเทศาภิบาลในสมัยรัชกาลที่ 6" โดย พรรณงาม เง่าธรรมสาร ตีพิมพ์ใน วารสารวิชาการคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ปีที่ 5 ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน 2552 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี นำเสนอไว้ดังนี้
**********
การปฏิรูปหัวเมืองทั้ง 7 ในรัชกาลที่ 5 ตั้งแต่แรกเริ่มใน พ.ศ. 2439 จนถึงเมื่อประกาศตั้งมณฑลปัตตานีใน พ.ศ. 2449 ชี้ว่า รัฐบาลกลางประสบความสำเร็จในการเข้าไปจัดการบริหารปกครองดินแดนส่วนนี้เป็นส่วนหนึ่งของรัฐไทย โดยไม่ได้ก่อให้เกิดการต่อต้านหรือความรุนแรงในระดับราษฎรทั่วไป แต่ได้สร้างความแตกร้าวกับผู้ปกครองเดิมในส่วนบน โดยรัฐบาลได้ใช้มาตรการเด็ดขาดกับผู้นำที่คัดค้านไม่ให้ความร่วมมือในการปฏิรูป ขณะเดียวกันรัฐบาลกลางก็ประสบความสำเร็จในการดำเนินการด้านการทูตกับมหาอำนาจตะวันตก คือ อังกฤษที่พยายามเข้ามาแทรกแซงในกิจการในหัวเมืองส่วนนี้ โดยยืนยันอำนาจสยามในหัวเมืองทั้ง 7 และแยกความแตกต่างในสถานะของหัวเมืองทั้ง 7 ออกจากหัวเมืองมลายูชั้นนอก คือกลันตันและตรังกานู ส่วนด้านการจัดการปกครองภายใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ โปรดให้ใช้ "นโยบายผ่อนปรน" ทั้งในระยะสั้นและระยะกลาง ในการจัดระเบียบใหม่ของเมืองเหล่านี้ โดยให้สอดคล้องกับสภาวการณ์และขนบธรรมเนียมความเชื่อทางศาสนาและวัฒนธรรมของท้องถิ่น  เช่น ยกเลิกการเก็บภาษีหางข้าวในปัตตานีประจำปี พ.ศ. 2445  ยกเลิกส่วนต้นไม้เงินทองใน พ.ศ. 2445 ยกเว้นเงินค่าราชการให้บุตรหลานพระยาเมือง เพิ่มเงินตอบแทนรายปีแก่พระยาเมืองและเงินเลี้ยงชีพแก่บุตรหลานญาติพระยาเมืองเดิม ยกเลิกการเกณฑ์แรงงานราษฎรในการโยธา เป็นจ่ายค่าแรงว่าจ้างแทน  เลือกสรรข้าราชการที่มีคุณสมบัติดีพิเศษมารับราชการในดินแดนนี้ จัดระบบการศาลในหัวเมืองเหล่านี้ให้สอดคล้องกับหลักศาสนาอิสลาม โดยให้อยู่ในอำนาจของ "โต๊ะกาลี" (หมายเหตุเพิ่มเติม - ผู้รู้และเป็นที่นับถือในศาสนาอิสลาม เป็นผู้พิพากษาตามกฎหมายอิสลาม) พระราชบัญญัติการเกณฑ์ทหาร ร.ศ. 124  และทำนุบำรุงเมืองให้เจริญทัดเทียมและเกินหน้ากลันตันและตรังกานู เป็นต้น

แนวทาง "ผ่อนปรน" เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพท้องถิ่นสามารถป้องกันไม่ให้ความไม่พอใจต่อการปลดย้ายเจ้าเมืองเดิมที่ต่อต้านการปฏิรูปดารปกครองกลายเป็นความรุนแรงระดับมวลชนชั้นล่างได้อยู่หลายปี จนถึงปลายรัชกาลที่ 5 จึงได้เกิด "กบฏผู้วิเศษ ร.ศ. 128" (พ.ศ. 2452) ซึ่งดำเนินอยู่จนถึงต้นรัชกาลที่ 6 ใน ร.ศ. 130 (พ.ศ.2454)  อย่างไรก็ดีทางการไทยแทบไม่ปรากฏหลักฐานถึงมูลเหตุที่เกี่ยวข้องเว้นแต่ที่ว่าเกี่ยวกับศาสนาอิสลามซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระราชวิจารณ์ไว้ว่าเป็นความคิดที่ฝ่ายไทยเข้าไม่ถึง หลังจากนั้นขบวนการต่อต้านนำโดยกลุ่มผู้นำทางศาสนาดังกล่าวก็ค่อย ๆ จางหายไป ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองในมณฑลปัตตานีในระยะต่อมาปรากฏชัดว่ามาจากการเปลี่ยนแปลงที่ฐานหลัก คือศูนย์อำนาจส่วนกลางของรัฐสยามเป็นสำคัญ นั่นคือ การเปลี่ยนแปลงในระบบบริหารเทศาภิบาลส่วนบนภายหลังการกราบบังคมทูลลาออกจากตำแหน่งของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพผู้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีมหาดไทยเมื่อ พ.ศ. 2458 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว.


พิมพ์ครั้งแรก โลกวันนี้ ฉบับวันสุข 6-12 เมษายน 2556
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง ผู้เขียน อริน
ร่วมสนับสนุนการเขียนและเผยแพร่ความคิด และกิจกรรมได้โดยโอนเงินไปที่

บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย สาขาเทสโก้โลตัส วังหิน
ชื่อบัญชี วัฒนา สุขวัจน์
บัญชีเลขที่ 986-2-87758-8