Article  :  Political   :  Forum  :  Facebook  :  Youtube

วันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2561

กบฏไพร่ กบฏชาวนาในสยาม-ไทย (15)

จากกบฏพญาผาบภาคเหนือ
สู่มูลเหตุกบฏผู้มีบุญภาคอีสาน

ราษฎรชาวไร่ชาวนาเมื่อพ้นจากความเป็นไพร่ต้องเสียเงิน "ค่าราชการ" เพื่อไม่ต้องเข้าเวรใช้แรงงานให้ทางการ

พญาผาบไม่ยอมมอบตัวต่อข้าหลวงพิเศษ ซึ่งเท่ากับเป็นตัวแทนตัวแทนราชสำนักที่กรุงเทพฯหรือระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่กำลังก่อรูปวางรากฐานและเสริมสร้างฐานอำนาจทางการเมืองการปกครองอยู่ในเวลานั้น คือ พระเจ้าน้องยาเธอพระองค์เจ้าโสณบัณฑิตย์ มิหนำซ้ำยังวางแผนรวบรวมกำลังเข้าตีเมืองเชียงใหม่ในเช้าตรู่วันที่ 19 กันยายนพ.ศ. 2432 วางเป้าสังหารข้าราชการจากส่วนกลางและชาวจีนจากภาคกลางผู้เข้ามากอบโกยจากหัวเมืองล้านนา ซึ่งเดิมมีฐานะเป็นประเทศราชที่มีอำนาจการปกครองภายในอาณาเขตแว่นแคว้นของตน เป็นเจ้าภาษีนายอากรและเป็นนายทุน นายหน้า ทั้งนี้เป้าหมายสำคัญคือน้อยวงษ์นั้นจะเอามาใส่ครกตำให้แหลก แต่แผนการล้มเหลว เนื่องจากในคืนก่อนถึงเวลาเข้าตีเมือง มีฝนตกหนักต่อเนื่อง น้ำท่วมสันทราย ราษฎรที่เข้าร่วมในกองกำลังของพญาผาบชวนกันหนีทัพกลับบ้านไปช่วยครอบครัวขนข้าวขนของหนีน้ำ

ในวันที่ 21 กันยายน เจ้าอุปราช เจ้าบุรีรัตน์ ยกกำลังออกปราบปรามจับกุมราษฎรและหัวหน้ากบฏได้โดยง่าย ส่วนตัวพญาผาบหนีไปได้พร้อมลูกเมีย หัวหน้า 12 คนถูกประหารชีวิต ราษฎรอื่นที่เข้าร่วมอีกหลายร้อยคน โดนเฆี่ยนคนละ 90 หวายบ้าง 60 หวายบ้าง และเบาสุด 30 หวาย แล้วปล่อยตัวไป พญาผาบหนีไปพึ่งเจ้าเมืองเชียงตุง และเข้ายึดเอาเมืองฝางใน วันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2432 (สมัยนั้นเปลี่ยนศักราชในวันที่ 1 เมษายน) หนานอินต๊ะ เจ้าเมืองฝาง ยอมแต่โดยดี ยกเมืองฝางให้พญาผาบขึ้นปกครองแทน พญาผาบจึงรวบรวมชาวเขา ชาวไทใหญ่ ชาวฮ่อ และบริวารดั้งเดิมตั้งตนแข็งเมือง ประกาศแยกเมืองฝางเป็นอิสระไม่ขึ้นต่อราชสำนักกรุงเทพฯ

กองทัพลำปางที่เจ้าหลวงลำปางส่งมาช่วยเจ้าหลวงเชียงใหม่ปราบกบฏในครั้งนี้ยกทัพไล่ตามไปถึงเมืองฝาง ปะทะกับกองทัพเมืองฝางใน วันที่ 16 มีนาคม ไปเผชิญหน้าทำศึกกันที่ผานกกิ่ว เขตเมืองพร้าว กองทัพฝางแตกพ่ายไป ลูกชาย 2 คนของพญาผาบตายในสนามรบ ส่วนตัวพญาผาบรอดตายหนีไปตั้งหลักที่เชียงตุงอีกครั้ง เจ้าเมืองเชียงตุงจึงตั้งให้เป็นเจ้าเมืองโก ผลที่สุด กบฏพญาผาบก็สลายตัวไปในปี พ.ศ. 2432 นั้นเอง

กบฏพญาปราบสงครามในครั้งนี้ ทำให้กรุงเทพฯหวาดระแวงและเริ่มไม่ไว้ใจพระเจ้าประเทศราชฝ่ายเหนือมากขึ้น เพราะมีความรู้สึกว่า พระเจ้าเมืองเชียงใหม่ ไม่ค่อยจะกระตือรือร้นในการเข้าจัดการปราบปรามกบฏเท่าใดนัก เนื่องจากตอนแรกพระเจ้าน้องยาเธอฯ ได้ออกคำสั่งให้ เจ้าอุปราช (ซึ่งต่อมาคือ เจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 7 แห่งราชวงศ์ทิพย์จักราธิวงศ์ พระราชบิดาของ เจ้าดารารัศมี พระราชชายาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) นำทัพออกไปปราบพญาปราบ ซึ่งเป็นแม่ทัพในปกครองของเจ้าอุปราช เจ้าอุปราชถึงกับมีหนังสือตอบคำสั่งไปว่า "หากมีการศึกใด จักไปให้ แต่ศึกพญาปราบ ไม่ไป"

การลุกขึ้นก่อกบฏครั้งนี้ นับได้ว่าเป็นผลมาจากการปฏิรูปการปกครองของกรมหมื่นพิชิตปรีชากร ซึ่งกระทบกระเทือนถึงโครงสร้างทางการปกครองในระดับล่างทั้งหมด ซึ่งรวมถึงแคว่นและแก่บ้านด้วย ทั้งนี้เนื่องจากก่อนหน้าจะปฏิรูปการปกครอง ข้าราชการท้องถิ่นเหล่านี้เป็นกลุ่มที่เคยมีผลประโยชน์ต่อการเก็บรวบรวมภาษีอากรให้เจ้าเมืองเชียงใหม่ จึงเป็นผู้สูญเสียผลประโยชน์โดยตรง และรู้สึกว่ารัฐบาลกลางมีอำนาจเหนือเกือบจะครอบคลุมระบบและล้มล้างอำนาจรัฐแบบประเทศราชที่เป็นมาแต่เดิม หลักฐานที่สนับสนุนนั้นเห็นได้ชัดว่าผู้ร่วมก่อการกบฏครั้งนี้ล้วนเป็นข้าราชการระดับท้องถิ่นทั้งสิ้น นับจาก พระยาปราบสงคราม (พญาผาบ) แคว่นและแก่บ้าน ประกอบด้วย พระยาขัติยะ (แคว่นแม่คือ) ท้าวยาวิไชย (แก่บ้านป่าบง) พระยารัตนคูหา (แก่บ้านถ้ำ) พระยาจินใจ (แคว่นจ๊อม) พระยาชมภู (แก่หัวฝาย) ท้าวเขื่อนคำ (แคว่นกอก) และท้าวขัด ท้าวใจ ท้าวเขื่อนแก้ว ท้าวราช ท้าวขันคำ แสนเทพสุรินทร์ ฯลฯ

ต่อมาในปี ร.ศ.115 (พ.ศ.2439) รัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ออกกฎหมายให้ราษฎรทุกคนเสียค่าราชการคนละ 6 บาท เป็นมาตรฐานเท่ากันทั่วราชอาณาจักร ทั้งนี้กล่าวอย่างถึงที่สุด อัตราดังกล่าวถูกกำหนดขึ้นมาจากมาตรฐานเศรษฐกิจของภาคกลาง ซึ่งเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเงินตราแล้วอย่างชัดเจน จึงเป็นการยากลำบากที่จะใช้มาตรฐานดังกล่าวทั่วประเทศได้ เนื่องจากความลักลั่นของพัฒนาการทางการผลิตของแต่ละภูมิภาค ส่งผลให้รัฐบาลมีคำสั่งให้ข้าหลวงต่างพระองค์เข้าจัดระบบภาษีทั้งหมด ตัวอย่างเช่นในปี ร.ศ. 118 (พ.ศ. 2442) พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ข้าหลวงต่างพระองค์สำเร็จราชการมณฑลอีสาน (ข้าหลวงใหญ่เมืองอุบลราชธานีระหว่าง ร.ศ. 112-130 หรือ พ.ศ. 2435-พ.ศ. 2453) ประกาศให้เก็บค่ารัชชูปการ (ค่าราชการ) ชายฉกรรจ์ผู้มีอายุระหว่าง 18-60 ปี คนละ 3 บาท 50 สตางค์ ยกเว้นคนพิการ ข้าราชการ เจ้านายระดับท้องถิ่นและครอบครัว ชาวต่างชาติ นักบวชและพระ ช่างผีมือและคหบดี

ถึงปี พ.ศ. 2442 กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ทรงบัญญัติให้เก็บเงินค่าราชการจากชายฉกรรจ์เป็นคนละ 4 บาทต่อปี ในจำนวน 4 บาทนี้ให้กรมการพื้นเมืองหักเก็บไว้ 62.5 สตางค์ที่เหลือส่งให้พระคลังมหาสมบัติ เงิน 62.5 สตางค์ ต่อคนที่หักไว้นี้นายหมวด นายกองจะได้ไปเพียง 3.125 สตางค์เท่านั้น เป็นการก่อหวอดความไม่พอใจในหมู่นายหมวด นายกอง ตั้งแต่ตอนนั้น นอกจากนี้ภาษีผลผลิตก็ยังเพิ่มขึ้นด้วย เป็นอีกครั้งที่การปรับปรุงภาษีและระบบภาษีนี้เพิ่มภาระให้กับราษฎรหัวเมืองที่เป็นชาวนาชาวไร่อย่างมาก และนอกจากนี้ข้าหลวงเทศาฯ จากส่วนกลางยังมีคำสั่งให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นอีก อันมีผลโดยตรงต่อชาวนา ตัวอย่างเช่น ในปีเดียวกันนั้นเอง กรมหลวงสรรพสิทธิฯ กำหนดว่าการค้าขายสัตว์ใหญ่ต้องกระทำต่อหน้าข้าราชการ ซึ่งเท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้ข้าราชท้องถิ่นมีส่วนในการกำหนดราคาซื้อขายควาย ปศุสัตว์ ม้าและช้าง ฯลฯ อีกทั้งยังดำเนินการเปลี่ยนแปลงธรรมเนียมพื้นเมืองต่างๆ เช่น การสักยันต์ตามร่างกาย ซึ่งวัฒนธรรมกรุงเทพฯ มองว่าเป็นสิ่งป่าเถื่อน แต่คนพื้นเมืองทางภาคเหนือและภาคอีสานถือว่าเพื่อป้องโรคภัยไข้เจ็บและผีสาง

แม้กระนั้นก็ตาม ในช่วงที่รัฐสยามกำลังเปลี่ยนแปลงโดยรวม แต่สังคมอีสานนั้นก็มิได้มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางทั้งเศรษฐกิจและทางการเมืองที่เกิดขึ้นของรัฐสยามมากนัก ทั้งนี้ในทางสังคมยังคงรักษาลักษณะจารีตประเพณี ขณะที่ทางเศรษฐกิจเป็นสังคมแบบเลี้ยงตนเอง พึ่งตนเอง และสิ่งที่หมู่บ้านในสังคมอีสานได้รับผลกระทบในระยะแรก คือการเกิดขึ้นของโรงสี พ่อค้าชาวจีน การขยายตัวของระบบเงินตรา โดยมีการเปลี่ยนแปลงทางเครื่องมือการผลิตบ้างเพียงเล็กน้อย

ขณะที่ผลจากการปฏิรูปการปกครอง สามารถรวมอำนาจทั้งทางการเมืองการปกครอง การเศรษฐกิจ และด้านการทหาร ซึ่งส่งผลให้เกิดเอกภาพความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในลักษณะรัฐชาติก็จริง คือ ก่อให้เกิดรัฐชาติ มีเอกภาพในการบังคับบัญชา แต่ขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดความไม่พอใจแก่ผู้เสียผลประโยชน์ทั้งทางอำนาจในการปกครองและการเงินจึงทำให้เกิดกบฏจากขุนนางท้องถิ่นเดิม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเก็บเงินค่าราชการจากราษฎรในเวลาที่เกิดภัยแล้งติดต่อกัน 2-3 ปี ยังผลให้เกิดกบฏชาวนาหรือกบฏไพร่ โดยมีผู้นำที่อ้างตนเป็น "ผู้มีบุญ" หรือ "ผีบุญ" ตามมาอีกหลายระลอก.


พิมพ์ครั้งแรก โลกวันนี้ ฉบับวันสุข 24-30 พฤศจิกายน 2555
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง ผู้เขียน อริน

วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2561

กบฏไพร่ กบฏชาวนาในสยาม-ไทย (14)

ปฏิกิริยาจากเจ้าเมืองศักดินา :
กบฎพญาผาบเมืองเชียงใหม่

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ องค์ปฐมเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย

ก่อนการเปลี่ยนผ่านระบอบการปกครอง พ.ศ. 2435 รัฐบาลมีอำนาจในการบังคับบัญชาแตกต่างออกไปตามระยะทางใกล้และไกลของพื้นที่ต่อส่วนกลาง เช่นหัวเมืองประเทศราชยิ่งไกลออกไปก็ยิ่งมีอำนาจของตนเองมากขึ้นเท่านั้น ราชสำนักที่กรุงเทพฯ หรือระบอบการปกครองใหม่ยังไม่อาจใช้อำนาจบังคับบัญชาอย่างแท้จริงแต่อย่างใด เมืองประเทศราชมีเพียงหน้าที่ในการส่งดอกไม้เงินดอกไม้ทองเป็นเครื่องราชบรรณาการ ภาษีอากรต่างๆ ที่เก็บไม่ได้ต้องส่งมากรุงเทพฯ แต่อย่างใด ซึ่งเท่ากับว่าเมืองประเทศราชเหล่านี้จะสมัครใจขึ้นต่อราชสำนักสยามหรือไม่ก็ได้

ผลจากการเกิดราชอาณาจักรที่มีลักษณะเป็นรัฐประชาชาติคือ รูปแบบนครรัฐแบบโบราณก่อนการเปลี่ยนผ่านระบอบการปกครอง พ.ศ. 2435 ที่เคยรวมกันอย่างหลวมๆ ประกอบด้วยคนต่างเผ่าพันธุ์ ต่างวัฒนธรรมและภาษา ก็รวมกันเข้าเป็นรัฐชาติได้ โดยหัวเมืองต่างๆและบรรดาประเทศราชเดิมได้กลายเป็นจังหวัดหนึ่งของราชอาณาจักรสยาม การบริหารก็มีลักษณะรวมศูนย์ โดยมีกระทรวงมหาดไทยที่รับผิดชอบการบริหารส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น โดยสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีมหาดไทย เป็นองค์ประธานที่สำคัญ พร้อมกับเสริมด้วยกระทรวงอื่นๆ เช่น กระทรวงการคลังมีหน้าที่เก็บภาษีหารายได้เข้ารัฐ และกระทรวงกลาโหมในด้านการจัดการกองกำลังทหารให้ทันสมัยและเป็นปึกแผ่นและเป็นเอกภาพขึ้นต่อพระมหากษัตริย์เพียงหนึ่งเดียว

ในการเปลี่ยนแปลงการปกครองส่วนท้องถิ่นจากระบบหัวเมือง ตลอดจนเมืองประเทศราชที่มีลักษณะการรวมเมืองขึ้นเข้ามาอยู่ภายในขอบเขตขัณฑสีมา เป็นมณฑลเทศาภิบาลทั่วประเทศ เท่ากับเป็นการล้มเลิกเลิก "ระบบกินเมือง" การสืบทอดอำนาจปกครองส่วนท้องถิ่นที่ตกทอดตามสายเลือดเช่นที่เป็นมาในระบอบจตุสดมภ์/ศักดินาเป็นอันสิ้นสุดลง เกิดรัฐประชาชาติเป็นครั้งแรกที่อำนาจการปกครองรวมศูนย์ที่ราชธานีของราชอาณาจักร หรือพูดอย่างถึงที่สุดคือภายใต้พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด (ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในภูมิภาคนี้) หรือ "ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร" ซึ่ง สอ เสถบุตร (ชื่อเดิม สอ เศรษฐบุตร รับราชการในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์จนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "รองเสวกเอก หลวงมหาสิทธิโวหาร" ด้วยวัยเพียง 26 ปี และดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมบัญชีกลาง ต่อมาได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ จากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้เป็นปลัดกรมองคมนตรี สังกัดกรมราชเลขาธิการในราชสำนัก) แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า royal protection โดยใช้ใน พจนานุกรมอังกฤษ-ไทย ฉบับ สอ เสถบุตร ซึ่งลักลอบจัดทำในคราวถูกคุมขังในคดีกบฏบวรเดช พ.ศ. 2476 ถูกถอดบรรดาศักดิ์ ศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ที่ บางขวาง, เกาะตะรุเตา และเกาะเต่า

นับจากปี พ.ศ. 2435 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงปรับปรุงการปกครองหัวเมืองโดย ยกหัวเมืองต่างๆที่เคยขึ้นกับสมุหกลาโหมและกรมท่ามาขึ้นตรงต่อกระทรวงมหาดไทยทั้งหมด ทำให้การบริหารราชการส่วนภูมิภาคสามารถรวมศูนย์และเป็นเอกภาพมากขึ้น การตั้งมณฑลเทศาภิบาลเป็นการเชื่อมต่ออำนาจการปกครองและอำนาจบังคับบัญชาจากส่วนกลางไปยังส่วนภูมิภาค ใช้ข้าหลวงเทศาภิบาลเป็นผู้ประสานงานระหว่างกระทรวงมหาดไทยกับเจ้าเมืองต่างๆ ทั้งนี้กระทรวงมหาดไทยสามารถควบคุมข้าหลวงเทศาภิบาลให้ปฏิบัติตามนโยบายจากส่วนกลางไปในแนวทางเดียวกัน โดยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ องค์ปฐมเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่ครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็น พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นดำรงราชานุภาพ ทรงเรียกประชุมข้าหลวงเทศาภิบาลทุกปี ทั้งมีประกาศต่างๆเกี่ยวกับการจัดการปกครองแบบเทศาภิบาล อาทิ ประกาศจัดแบ่งปันหน้าที่ระหว่างกระทรวงกลาโหมและกระทรวงมหาดไทย ร.ศ. 113 ซึ่งรวมหัวเมืองทั้งหมดไว้ใต้บังคับบัญชาของกระทรวงมหาดไทย และในพระราชบัญญัติการปกครองท้องที่ ร.ศ. 116 และข้อบังคับลักษณะปกครองหัวเมือง ร.ศ. 117 ฯลฯ

ประกาศเหล่านั้น รัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้ใช้ปกครองหัวเมืองทั้งปวง โดยให้ราษฎรมีสิทธิในการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน ผู้ใหญ่บ้าน 10 หมู่บ้านมีสิทธิเลือกตั้งกำนันของตำบล ตำบลหลายตำบลมีราษฎร 10,000 คน รวมกันเป็นอำเภอ หลายอำเภอรวมกันเป็นเมือง หลายเมืองรวมกันเป็นมณฑล ทั้งหมดนั้นหมายถึงการยกเลิกระบบกินเมืองแบบศักดินา โดยให้ข้าราชการทุกคนรับเงินเดือนจากส่วนกลางคือกระทรวงมหาดไทย ส่วนประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่ที่กำนันผู้ใหญ่บ้านจะได้รับ คือได้ส่วนลดจากการเก็บอากรค่าน้ำ อากรค่านา และเงินข้าราชการ

ผลกระทบจากการปฏิรูประเบียบบริหารราชการแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเฉพาะการเรียกเก็บเงินผลประโยชน์เข้ามายังส่วนกลาง โดยผ่านการจัดเก็บภาษีอากรแบบใหม่ ทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ผู้สูญเสียผลประโยชน์ ที่สำคัญคือกลุ่มเจ้าเมืองเก่า ซึ่งสนับสนุนให้เกิดการจลาจลขึ้นในแผ่นดิน เช่นกบฎพญาผาบ (ปราบสงคราม) ที่เชียงใหม่ใน พ.ศ. 2432 ซึ่งเริ่มจากขุนนางและเจ้านายฝ่ายเหนือเสียผลประโยชน์ ซึ่งเดิมก่อนที่พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นพิชิตปรีชากรจะทรงปฏิรูปการปกครองล้านนาระหว่าง พ.ศ. 2427-2432 นั้น เจ้านายฝ่ายเหนือเคยได้รับผลประโยชน์จากภาษีเต็มที่ แต่ระบบภาษีใหม่ ผลประโยชน์ต้องแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ ส่วนแรกเป็นเงินเดือนข้าหลวงฝ่ายไทยและใช้ในราชการ ส่วนที่ 2 สำหรับพระเจ้าเชียงใหม่และบุตรหลาน ส่วนที่ 3 คือส่วนที่เหลือทั้งหมดส่งไปยังรัฐบาลกลางที่กรุงเทพฯ การขาดผลประโยชน์ดังกล่าวจึงเป็นสาเหตุสำคัญที่เจ้านายฝ่ายเหนือไม่พอใจวิธีแบ่งผลประโยชน์

เหตุการณ์การกบฏเริ่มจากในปี พ.ศ. 2432 ในสมัยพระเจ้าอินทรวิชยานนท์ เจ้าหลวงผู้ครองเมืองเชียงใหม่ องค์ที่ 7 (ระหว่าง พ.ศ. 2413-2440) น้อยวงษ์ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าภาษีนายอากรผูกขาดภาษีหมาก ภาษีพลู มะพร้าว ข้าวเปลือก และวัวควาย ในแขวงเมืองเชียงใหม่ในอัตราปีละ 41000 รูปี ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าเจ้าเดิมถึง 16000 รูปี ทำให้น้อยวงษ์ต้องเก็บภาษีอย่างเข้มงวด เพื่อให้ได้เงินจนคุ้มทุนการผูกขาดสัมปทานภาษี ราษฎรเดือดร้อนกันไปทั่ว ในที่สุดความอดทนของราษฎรก็ถึงจุดสิ้นสุด ในเช้าวันที่ 3 กันยายน มีราษฎร 4 คนในหมู่บ้านหนองจ๊อม (ปัจจุบันอยู่ในเขตตำบลหนองจ๊อม อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่) ไม่มีเงินเสียภาษีจึงถูกจับกุมใส่ขื่อมือเท้าทิ้งตากแดดตากฝนประจานที่กลางข่วงบ้านป้อแค่วน (บ้านกำนัน) อยู่ 4-5 วัน ราษฎรในพื้นที่โกรธแค้นมาก นำเรื่องไปปรึกษาพญาผาบ (พญาปราบสงคราม) แม่ทัพเมืองเชียงใหม่ ซึ่งปกครองแคว่นหนองจ๊อม แค่วนแม่คือ แคว่นกอก ที่ชาวบ้านนับถือในหมู่บ้านสันป่าสักซึ่งอยู่ใกล้ๆกัน

พญาผาบไม่พอใจเป็นอย่างมากที่น้อยวงษ์ข่มเหงรังแกคนในปกครอง ประกอบกับราษฎรก็ทนไม่ไหว บุกเข้าปลดขื่อคาให้ชาวบ้านที่ถูกจับทั้งสี่คนออกทันที จากนั้นพญาผาบจึงรับเป็นหัวหน้า ไล่พวกเก็บภาษีออกไปจากพื้นที่ พร้อมกับประกาศว่า ต่อไปนี้ห้ามเข้ามาเก็บภาษีในเขตปกครองเด็ดขาด ราษฎรรวมกำลังกันได้ประมาณ 2,000 คน อาวุธครบมือ ทำพิธีสาบานดื่มน้ำสัจจะกันที่วัดฟ้ามุ่ย บ้านหนองจ๊อม พร้อมใจกันยกพญาปราบขึ้นเป็นเจ้าเมืองสันทราย มีข้าราชการพื้นเมืองระดับหัวหน้าที่เรียกว่า หมู่ป้อแคว่น แก่บ้าน ป้อหลวงบ้าน หลายบ้านมาร่วมสมทบเป็นกองทัพใหญ่ จากเริ่มต่อต้านการเก็บภาษี ก็ลามไปเป็นการแข็งเมือง ต่อต้านเจ้าหลวงและต่อต้านกรุงเทพ น้อยวงษ์ไปฟ้องเจ้าหลวง ในที่สุด พระเจ้าน้องยาเธอพระองค์เจ้าโสณบัณฑิตย์ข้าหลวงพิเศษ ทรงออกคำสั่งลงวันที่ 15 กันยายน ให้พญาปราบเข้ามอบตัวภายใน 5 วัน.


พิมพ์ครั้งแรก โลกวันนี้ ฉบับวันสุข 17-23 พฤศจิกายน 2555
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง ผู้เขียน อริน
ร่วมสนับสนุนการเขียนและเผยแพร่ความคิด และกิจกรรมได้โดยโอนเงินไปที่

บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย สาขาเทสโก้โลตัส วังหิน
ชื่อบัญชี วัฒนา สุขวัจน์
บัญชีเลขที่ 986-2-87758-8