Article  :  Political   :  Forum  :  Facebook  :  Youtube

วันเสาร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ฆาตกรรมรัฐ 19 กันยายน 2549: ประวัติศาสตร์ที่ต้องไม่ถูกลบเลือน (11)

"สมุดปกขาว คมช." : 4 เดือนหลังการยึดอำนาจ

วันจันทร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2549 เป็นเวลา 2 เดือนเศษนับจากการก่อรัฐประหารอัปยศ โค่นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ให้สัมภาษณ์ผ่านทางสถานีโทรทัศน์ ITV (ในขณะนั้น) ถึงการประชุม คมช. นัดพิเศษในช่วงเช้า โดยคาดว่าวาระสำคัญที่จะมีการหารือเรื่องความคืบหน้าการทำงานของคณะกรรมการกำกับดูแลการสรรหาสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ (กดส.) ที่จะต้องคัดเลือกให้ครบ 2,000 ชื่อ ภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายน และที่สำคัญคือเรื่องความคืบหน้าการจัดทำสมุดปกขาว ชี้แจงสาเหตุของการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 กันยายน ที่ใช้ชื่อว่า "การปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข"

ทั้งนี้ เหตุผลสำคัญคือการตอบโจทย์แก่นานาประเทศที่เฝ้าจับตาการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศ และรวมถึงประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่ไม่ได้ตอบรับการยึดอำนาจจากรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ตามที่มีการปูทางเตรียมการ มาตลอดเวลาประมาณปีเศษของกลุ่มบุคคลวงการต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มมวลชนจัดตั้งที่เตรียมจัดชุมนุมใหญ่เพื่อขับไล่รัฐบาลในวันที่ 20 กันยายน และมีหลายฝ่ายแสดงความวิตกกังวลว่าสถานการณ์อาจบานปลาย นำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงถึงขั้นอาจมีการปะทะกันระหว่างฝ่ายไล่และฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล

หลังจากใช้เวลาอีกเดือนเศษ คือในเวลา 13.00น. ของวันที่ 29 ธันวาคม 2549 พ.อ.สรรเสริญ จึงจัดแถลงข่าวและนำเอกสารข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปฏิรูปการปกครองประเทศไทย เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 มาแจกจ่ายกับสื่อมวลชนสายทหาร พร้อมแบบสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับเอกสารข้อเท็จจริง เพื่อส่งกลับสำนักงานเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กองบัญชาการทหารบก ถ.ราชดำเนินนอก เขตพระนคร กทม.

เอกสารดังกล่าวมีความหนาเพียงจำนวน 38 หน้าโดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 4 ส่วนประกอบด้วย 1.เหตุการณ์ ก่อนการปฏิรูปฯ และมูลเหตุสำคัญที่นำไปสู่การปฏิรูป 2. เหตุการณ์ระหว่างการปฏิรูป 3. เหตุการณ์หลังการปฏิรูปและ 4. เจตนารมณ์ก้าวต่อไปของ คมช. ทั้งนี้ในหน้าสุดท้ายของเอกสาร มีเนื้อเพลง "พรุ่งนี้ต้องดีกว่า" แต่งคำร้องโดย นายนิติพงษ์ ห่อนาค

เอกสารที่มีชื่อเต็มว่า "ข้อเท็จจริง เกี่ยวกับการปฏิรูปการปกครองในประเทศไทย เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549" จัดพิมพ์เป็นภาษาไทยจำนวน 30,000 เล่มภาษาอังกฤษ 5,000 เล่ม พร้อม ซีดี.ภาษาไทย 1,000 แผ่น ภาษาอังกฤษ 5,000 แผ่น จะเร่งดำเนินการจ่ายแจกให้กับหน่วยงานทั้งภาครัฐและองค์กรอิสระ ประกอบด้วยสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงกลาโหม และเหล่าทัพ รวมถึงกระทรวง ทบวงกรม ต่างๆ และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย, สถานเอกอัครราชทูตไทยในต่างประเทศ, องค์การสหประชาชาติ, องค์การระหว่างประเทศ ฯลฯ

เอกสารดังกล่าวได้ให้เหตุแห่งการก่อรัฐประหารดังนี้

"เหตุการณ์สำคัญที่เป็นชนวนนำไปสู่การปฏิรูป

ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลที่เพิ่งถูกยึดอำนาจไปถูกเพ่งเล็งจากสังคมอย่างหนัก และถูกกล่าวหาด้วยความเคลือบแคลงสงสัยว่าพยามยามผูกขาดอำนาจ ทำลายระบบการตรวจสอบถ่วงดุลโดยการแทรกแซงครอบงำองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ (รธน.) และการแต่งตั้งบุคคลเข้ารับตำแหน่งสำคัญในองค์กรอิสระ ส่วนราชการ และรัฐวิสาหกิจ ตลอดจนคุกคามและแทรกแซงสื่อมวลชน รวมทั้งมีการดำเนินการที่ส่อไปในทางทุจริต-ฉ้อราษฎร์บังหลวง และมีผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างกว้างขวาง เป็นที่ค้างคาใจประชาชนในกรณีที่สำคัญ ดังนี้

1.การทุจริตผลประโยชน์ทับซ้อน อาทิ การแปรค่าสัมปทานโทรศัพท์มือถือเป็นภาษีสรรพสามิต การแปลงธุรกิจดาวเทียมให้เป็นธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน การก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ และกรณีเครื่องตรวจวัตถุระเบิด ซีทีเอ็กซ์. โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าแอร์พอร์ทลิงค์ การพยายามแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ไม่โปร่งใส และกรณีการครอบงำกิจการโทรทัศน์เสรี

2.การใช้อำนาจในทางมิชอบ อาทิ การแต่งตั้งเครือญาติ คนใกล้ชิดดำรงตำแหน่งข้าราชการระดับสูง การใช้วิธีการงบประมาณที่ไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา เพื่อผลประโยชน์ในการสร้างคะแนนนิยมต่อรัฐบาล การใช้ตำแหน่งหน้าที่ในการเจรจากับต่างประเทศเพื่อเอื้อต่อประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง (กรณีการปล่อยเงินกู้ของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย) การใช้อำนาจทางกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและกรมสรรพากร ในการตรวจสอบสถานะทางการเงินของผู้ที่ไม่เห็นด้วยรัฐบาล

3.การละเมิดจริยธรรม คุณธรรมของผู้นำประเทศ อาทิ การขายสัมปทานดาวเทียมและสถานีโทรทัศน์ให้กับต่างชาติ การซื้อขายหุ้นของบุคคลในครอบครัวโดยไม่เสียภาษี

4.การแทรกแซงระบบการตรวจสอบทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญ อาทิ การครอบงำวุฒิสภาที่มีอำนาจในการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญต่างๆ และการตรวจสอบการดำเนินการของฝ่ายบริหาร การแทรกแซงการแต่งตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)

5.ข้อผิดพลาดเชิงนโยบายที่นำสู่การละเมิดสิทธิเสรีภาพ อาทิ กรณีฆ่าตัดตอน หรือการทำวิสามัญฆาตกรรมในคดียาเสพติด โดยมีผู้ถูกสังหารเป็นอันมาก การบริหารจัดการในเชิงนโยบายที่ผิดพลาดและไม่ชอบธรรมในการแก้ไขปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งแม้จะใช้เวลายาวนาน แต่ก็ไม่ทุเลาเบาบางลง

6.การบ่อนทำลายความสามัคคีของคนในชาติ และการเผชิญหน้าที่เสี่ยงต่อการใช้ความรุนแรง อาทิ การปิดกั้นข้อมูลข่าวสารของกลุ่มที่จะตรวจสอบรัฐบาลหรือตัวนายกรัฐมนตรี และเปิดเฉพาะข้อมูลที่คัดสรรแล้ว ทำให้ประชาชนไม่สามารถรับทราบความจริงทั้งหมด การจัดตั้งกลุ่มคนสนับสนุนเพื่อตอบโต้และมุ่งหวังให้เกิดการเผชิญหน้าที่เสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรงกับกลุ่มผู้ต่อต้านรัฐบาลโดยสันติ"


พิมพ์ครั้งแรก โลกวันนี้ ฉบับวันสุข วันที่ 10-16 ธันวาคม 2554
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง  ผู้เขียน อริน
สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ฆาตกรรมรัฐ 19 กันยายน 2549: ประวัติศาสตร์ที่ต้องไม่ถูกลบเลือน (10)

คตส. และ ป.ป.ช. อาวุธสำคัญหรือกระสุนอัปยศ

การดำเนินการของ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค. หลังจากยึดอำนาจได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด สามารถควบคุมกลไกการบริหารปกครองประเทศได้ทั่วด้าน คือการสร้างกฎหมาย ซึ่งก็คือประกาศฉบับต่างๆ ตามมาด้วยการสร้างองค์กรขึ้นมารองรับอำนาจที่ "อ้างเอา" ขึ้นมานั้น ทั้งที่ทั้งสองส่วนล้วนแต่ "ขาดความชอบธรรมตามหลักนิติธรรม (Due Process of Law)" และองค์กรที่เป็น "เครื่องมือ" สำคัญ และในเวลาต่อมากลายเป็นประเด็นอภิปรายว่าด้วย "อำนาจ" ที่ได้มาจากการ "การรัฐประหาร" ก็คือ

ในวันที่ 24 กันยายน 2549 คปค. ได้ออกประกาศฉบับที่ 23 เรื่อง การตรวจสอบทรัพย์สิน ซึ่งมีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน ที่มีอำนาจตรวจสอบการดำเนินงานหรือโครงการต่างๆ ที่ได้รับอนุมัติ หรือเห็นชอบโดยบุคคลในคณะรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่ง โดยผลการปฏิรูปการปกครอง โดยมี นายสวัสดิ์ โชติพานิช เป็นประธาน และมีกรรมการอื่นอีก 7 คน คือ ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา), อัยการสูงสุด (นายพชร ยุติธรรมดำรง), เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ), เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (พลตำรวจตรี พีรพันธุ์ เปรมภูติ), เจ้ากรมพระธรรมนูญ (พลเอก อัฎฐพร เจริญพานิช), ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล) และเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล)

จากนั้น ในวันที่ 30 กันยายน 2549 คปค.ได้ออกประกาศฉบับที่ 30 แต่งตั้ง คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เป็นคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน ในเรื่องที่ได้กระทำการให้รัฐเสียหายที่มุ่งหมายเฉพาะรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เพิ่งถูกยึดอำนาจไปเมื่อวันที่ 19 กันยายน เท่านั้น เพื่อเป็นการแก้ไขอำนาจหน้าที่ และกำหนดหน่วยงานรองรับการปฏิบัติงาน จากประกาศฉบับที่ 23 ให้รัดกุมยิ่งขึ้น โดยขยายอำนาจหน้าที่ให้ครอบคลุมถึงความผิดอันเกิดจากการหลีกเลี่ยงกฎหมาย ภาษีอากร ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ และตัดรายชื่อกรรมการที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ว่ามีความใกล้ชิดกับรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรออกไป

ทั้งนี้ อำนาจหน้าที่ของ คตส. ตาม ประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 นั้นมีการบัญญัติอย่างมีนัยสำคัญในข้อ 9 คือ

"ในกรณีที่คณะกรรมการตรวจสอบมีมติว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือบุคคลใด กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ หรือทุจริต หรือร่ำรวยผิดปกติ ให้ส่งรายงานเอกสารหลักฐานพร้อมทั้งความเห็นไปยังอัยการสูงสุด เพื่อให้อัยการสูงสุดดำเนินการต่อไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่า ด้วยการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง พ.ศ. 2542 โดยให้ถือว่ามติของคณะกรรมการตรวจสอบเป็นมติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

ในกรณีที่อัยการสูงสุดมีความเห็นแตกต่างแต่คณะกรรมการตรวจสอบมีความเห็นยืนยันความเห็นเดิม ให้คณะกรรมการตรวจสอบมีอำนาจดำเนินการให้มีการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแล้วแต่กรณี"

กรรมการ คตส. ที่แต่งตั้งครั้งนี้ประกอบด้วย นายนาม ยิ้มแย้ม ประธาน, นายแก้วสรร อติโพธิ เลขานุการ, นายสัก กอแสงเรือง โฆษก, นายกล้านรงค์ จันทิก, คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา, นายจิรนิติ หะวานนท์, นายบรรเจิด สิงคะเนติ, นายวิโรจน์ เลาหะพันธุ์, นายสวัสดิ์ โชติพานิช (ลาออกในเวลาต่อมา), นางเสาวนีย์ อัศวโรจน์, นายอุดม เฟื่องฟุ้ง และ นายอำนวย ธันธรา

และก่อนหน้าประกาศ คปค.ฉบับที่ 23 ได้ 2 วัน ได้มีการออกประกาศฉบับที่ 19 ลงวันที่ 22 กันยายน 2549 อันเป็นคำสั่งที่เกี่ยวข้องกับการสรรหา (แต่งตั้ง) บุคคลเข้ารับตำแหน่งใน "คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)"  โดยมีเนื้อหาสำคัญคือ ข้อ 1 ให้งดการบังคับใช้บทบัญญัติที่เกี่ยวกับการสรรหา; ข้อ 3 แต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542  ให้ประกอบด้วย นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมการ และกรรมการอีก 9 คน คือ นายก ล้านรงค์ จันทิก, นายใจเด็ด พรไชยา, นายประสาท พงษ์ศิวาภัย, ศาสตราจารย์ภักดี โพธิศิริ, ศาสตราจารย์เมธี ครองแก้ว, นายวิชา มหาคุณ, นายวิชัย วิวิตเสวี และ นางสาวสมลักษณ์ จัดกระบวนพล

นอกจากนั้น คำสั่งโดยอาศัยอำนาจจากการ "ยึด" ยังตามมาด้วย "ข้อ 4 ในกรณีที่ประธานกรรมการหรือกรรมการตามข้อ 3 พ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุใดๆ และมีกรรมการเหลืออยู่ตั้งแต่หกคนขึ้นไป ให้คณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่

ถ้าประธานกรรมการพ้นจากตำแหน่ง ให้กรรมการที่เหลืออยู่คัดเลือกกันเอง ให้กรรมการคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการแทน

ในกรณีที่กรรมการพ้นจากตำแหน่ง และมีกรรมการเหลืออยู่ไม่ถึงหกคน ให้นายกรัฐมนตรีสรรหาบุคคลเพื่อขอความเห็นชอบจากสภาที่ทำหน้าที่นิติบัญญัติ และนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป หรือดำเนินการสรรหาและแต่งตั้งตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น แล้วแต่กรณี"

และ "ข้อ 5 ให้ประธานกรรมการและกรรมการตามข้อ 3 ดำเนินการตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ

ในกรณีที่บุคคลตามข้อ 3 ไม่ดำเนินการภายในกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่งหรือไม่อาจรับตำแหน่งได้ ให้นำความในข้อ 4 มาใช้บังคับโดยอนุโลม"

สำหรับบทบัญญัติในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยการสรรหากรรมการ ป.ป.ช. นั้น  ให้

"การสรรหาและการเลือกกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ให้นำบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 257 และมาตรา 258 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ทั้งนี้ โดยให้มีคณะกรรมการสรรหากรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติจำนวน 15 คน ประกอบด้วยประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด อธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่เป็นนิติบุคคลทุกแห่ง ซึ่งเลือกกันเองให้เหลือ 7 คน ผู้แทนพรรคการเมืองทุกพรรคที่มีสมาชิกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคละ 1 คน ซึ่งเลือกกันเองให้เหลือ 5 คน เป็นกรรมการ"

ผลก็คือ ประกาศ คปค. ทั้ง 2 ฉบับ เท่ากับเป็นการ "แต่งตั้ง" องค์กรที่ดูเหมือนจะเข้าข่าย "องค์กรอิสระ" ที่มีจุดมุ่งหมายเฉพาะตามที่คณะรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ต้องการนั่นเอง.


พิมพ์ครั้งแรก โลกวันนี้ ฉบับวันสุข วันที่ 3-9 ธันวาคม 2554
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง  ผู้เขียน อริน
สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
ร่วมสนับสนุนการเขียนและเผยแพร่ความคิด และกิจกรรมได้โดยโอนเงินไปที่

บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย สาขาเทสโก้โลตัส วังหิน
ชื่อบัญชี วัฒนา สุขวัจน์
บัญชีเลขที่ 986-2-87758-8