Article  :  Political   :  Forum  :  Facebook  :  Youtube

วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2564

สังเขปประวัติศาสตร์การเมืองยุคใกล้ของไทย (41)

ประวัติศาสตร์การเมืองยุคใกล้ของไทย:
"ระบอบสฤษดิ์/ระบบพ่อขุนอุปถัมภ์"(10)

จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เปิดสาขาพรรคเสรีมนังคศิลา สมุทรสาคร 6 กุมภาพันธ์ 2500

ต้นแบบและที่มาของระบอบประชาธิปไตยแบบไทย (ต่อ)

ย้อนกล่าวถึง เหตุผล (?) ประการหนึ่งในการทำรัฐประหารครั้งที่สองของจอมพลสฤษดิ์ และเป็นเหตุผลที่ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกในความพยายาม กำจัด นายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งรวมทั้งแนวทางทางเศรษฐกิจการเมือง และผู้เลื่อมใสในตัวนายปรีดีทั้งที่เป็นสามชิกในคณะราษฎรสายต่างๆ และที่พลพรรคเสรีไทยสายต่างๆ โดยเฉพาะสายในประเทศ นั่นคือ ภัยคุกคามจากลัทธิคอมมิวนิสต์ ดังที่ปรากฏใน ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 4 ซึ่งมีเนื้อหาที่สำคัญอยู่ที่ "ภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์ที่ได้แทรกแซงทั้งภายในและคุกคามอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านว่า เป็นสาเหตุสำคัญที่จะต้องยึดอำนาจ เพื่อสร้างเสถียรภาพใหม่ให้อยู่บนรากฐานของระบอบประชาธิปไตย จัดระบบเศรษฐกิจและสังคมให้เหมาะสมกับความเป็นอยู่ของชาติและประชาชน เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว คณะปฏิวัติจึงต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้อยู่ และสร้างรัฐธรรมนูญใหม่ที่รัดกุมเข้มแข็งเพื่อต่อสู้กับภัยของชาติ รักษาอิสรภาพของศาล ตลอดจนปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะปฏิวัติจะรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์และยกย่องเชิดชูไว้" (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 75 ตอน 81 20 ตุลาคม 2501)

นอกจากนั้น คณะปฏิวัติยังแสดงท่าทีอย่างชัดแจ้งในการ ทำลายระบอบรัฐสภา และ การเลือกตั้ง (อย่างน้อยก็ในระยะการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ) ด้วยการประกาศยกเลิก พ.ร.บ. พรรคการเมือง พ.ศ. 2498 นั่นคือคำสั่งยุบพรรคการเมืองและห้ามการจัดตั้งพรรคการเมืองในทันทีที่ประกาศมีผลบังคับใช้ (ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 8 ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 75 ตอน 83 20 ตุลาคม 2501)

ใน blog ของ บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ หัวข้อ "ธรรมนูญการปกครอง พ.ศ. 2502 กับมาตรา 17" (https://blogazine.pub/blogs/pandit-chanrochanakit/post/4878) วิเคราะห์ว่าการอ้างถึงภัยคุกคามจากลัทธิคอมมิวสต์ที่มีต่อประเทศไทยนั้น ไม่มีเหตุผลรองรับที่มีน้ำหนักพอ (เช่นเดียวกับอีกหลายครั้ง) ที่จำเป็นจะต้องก่อรัฐประหาร และแม้แต่อีกหลายครั้งที่มีการสร้างสถานการณ์ที่นำไปสู่การรัฐประหาร เช่น กรณี 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519, กรณี 19 กันยายน พ.ศ. 2549 และ ฯลฯ:
"แม้ว่าคณะปฏิวัติจะได้กล่าวถึงสาเหตุในการปฏิวัติว่าเป็นเพราะภัยคอมมิวนิสต์คุกคามประเทศไทยอย่งหนัก โดยที่กลไกทางการเมืองการปกครองขณะนั้นไม่สามารถแก้ไขได้ แต่เมื่อได้พิจารณาสถานะของรัฐบาลและรัฐสภาซึ่งคณะรัฐประหาร 2500 ได้มีส่วนอยู่นั้น จะพบว่า รัฐบาลพลเอกถนอม กิตติขจรกุมเสียงข้างมาก ทั้งในส่วนของสมาชิกสภาผู้แทนประเภทที่สองซึ่งมีจำนวนกึ่งหนึ่งของสภาและสมาชิกสภาผู้แทนประเภทที่หนึ่ง ในสังกัดพรรคชาติสังคม จึงน่าที่จะตรากฎหมายหรือกำหนดวิธีการแก้ไขปัญหาและภัยจากคอมมิวนิสต์ได้ไม่ยาก อีกทั้งยังมี พ.ร.บ. ป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ซึ่งมีผลบังคับใช้อยู่แล้ว หากรัฐบาลจะแก้ไขโดยใช้วิถีทางประชาธิปไตยก็น่าจะแก้ไขได้เช่นกัน การปฏิวัติเพื่อสร้างประชาธิปไตยจึงเป็นการกระทำที่ขัดแย้งกันอยู่ไม่น้อย"
**********
เมื่อพิจารณาบทความ "ระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ" โดย สุมาลี พันธุ์ยุรา ในเว็บไซต์สถาบันพระปกเกล้า (http://www.kpi.ac.th/wiki/index.php/ระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ) วิเคราะห์ทัศนะของจอมพลสฤษดิ์ต่อระบอบการปกครองที่เรียกว่า ประชาธิปไตยแบบไทย โดยอ้างอิง ระบบพ่อขุน หรือ พ่อปกครองลูก ซึ่งมีอยู่ในประวัติศาสตร์ยุคสุโขไทย (ที่ปัจจุบันมีข้อโต้แย้งมากขึ้น):

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เห็นว่าระบอบประชาธิปไตยแบบไทยควรที่จะเป็นไปในรูปแบบที่รัฐบาลหรือฝ่ายบริหารมีอำนาจเหนือฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้งนี้เพราะประเทศชาติจะเป็นระเบียบไม่ได้ถ้ายังมีระบบพรรคการเมืองที่แบ่งแยกตามแนวตั้ง แต่ควรที่จะต้องอาศัยการแบ่งตามแนวนอนระหว่างผู้ปกครองและผู้ถูกปกครองด้วย ซึ่งจอมพลสฤษดิ์เห็นว่า ประเทศควรแบ่งออกเป็นสามชั้น คือ รัฐ/รัฐบาล ข้าราชการ และประชาชน โดยเชื่อว่ารัฐบาลจำเป็นต้องมีอำนาจสูงสุดและมีหน้าที่ในการวางนโยบายที่สำคัญๆ ซึ่งงานที่เป็นหลักของรัฐบาลคือ จะต้องทำให้มีเสถียรภาพทางการเมืองและธำรงไว้ซึ่งความเป็นปึกแผ่นของชาติ ในขณะที่ระบบราชการจะต้องถูกทำให้กลายมาเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบไทย เพราะระบบราชการถือว่ามีหน้าที่เป็นตัวแทนและปฏิบัติตามคำบัญชาของผู้ปกครองโดยตรง จึงต้องยอมรับการชี้แนวทางการปฏิบัติจากรัฐบาล โดยเฉพาะจากตัวผู้นำเป็นสำคัญ

นั่นคือระบบและบุคลากรในระบบราชการ ซึ่งก็คือข้าราชการประจำทั้งหลายจึงไม่ได้มีความหมายในแง่ของการเป็นผู้รับใช้หรือผู้ให้บริการแก่ประชาชน หากแต่จะมีความหมายไปในลักษณะของการเป็นผู้รับใช้รัฐบาลเป็นสำคัญ เช่น ข้าราชการจะต้องรวบรวมข่าวสารเพื่อนโยบายของรัฐบาล บริหารงานตามนโยบายของรัฐบาล และที่สำคัญการให้การบริการหรือรับใช้ประชาชนนั้นต้องตามขอบข่ายงานที่เบื้องบนได้วางไว้ [ทักษ์ เฉลิมเตียรณ, การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2548), หน้า 195-199.] ดังปรากฏในคำปราศรัยของจอมพลสฤษดิ์ที่ได้ไว้ให้แก่บรรดาข้าราชการท้องถิ่นดังนี้
"...ระบบการปกครองของไทยเราตั้งแต่โบราณมาก็ถือว่าเจ้าบ้านผ่านเมืองเป็นหูเป็นตาของรัฐบาล ซึ่งคำโบราณพูดว่า 'ต่างหูต่างตา' อันที่จริงไม่แต่เพียงต่างหูต่างตาเท่านั้น การปกครองสมัยโบราณของไทยเรายังมีตำแหน่ง 'ข้าหลวงต่างใจ' หมายความว่า พวกข้าหลวงผู้ว่าราชการยังต้องเป็นดวงใจที่จะตริตรึกนึกคิดแทนรัฐบาลที่อยู่ห่างไกลอีกด้วย

ในสมัยนี้ก็เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยรัฐบาลปฏิวัติ ซึ่งข้าพเจ้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่นี้ ข้าพเจ้าถือว่าท่านทั้งหลายเป็นหูเป็นตาและเป็นดวงใจของข้าพเจ้าที่มอบไว้แก่ราษฎรทั้งหลาย ความผาสุกอยู่ดีกินดีของราษฎรเป็นเรื่องที่ฝังอยู่ในดวงใจของข้าพเจ้าอย่างแนบแน่น ข้าพเจ้าขอให้ท่านทั้งหลายเป็นตัวแทนดวงใจของข้าพเจ้า ซึ่งจะให้ความรักเอาใจใส่แก่ราษฎร ช่วยข้าพเจ้าดู ช่วยข้าพเจ้าฟัง และที่สำคัญที่สุด คือ ช่วยข้าพเจ้าคิด ว่าทำอย่างไรจึงจะสร้างความผาสุกของราษฎรได้ทั่วไป..." [จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์, "คำกล่าวในการเปิดประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจภูธรเขต16 มีนาคม 2503,"
ใน ประมวลสุนทรพจน์ของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ พ.ศ.2502 – 2504 (พระนคร: โรงพิมพ์สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี, 2507), หน้า 147]
**********
มีประเด็นที่น่าจะนำมาพิจารณาถึงระบอบที่มักใช้กันว่า เผด็จการของไทย หรือเฉพาะเจาะจงไปที่ ระบอบพ่อขุนของจอมพลสฤษดิ์ ซึ่งหากจะว่าไปแล้ว ต้องนับว่าเป็นระบอบพ่อขุนที่มีลักษณะแตกต่างไปจากระบอบพ่อขุนในยุคสุโขทัย คือ ระบอบของจอมพลสฤษดิ์หาได้มีการสืบทอดอำนาจตามสายเลือดแบบระบอบพ่อขุนแต่อย่างใดไม่ หรือแม้แต่ในปัจจุบัน เมื่อกล่าวถึงระบอบเผด็จอำนาจที่มีการสืบทอดตำแหน่งผู้นำตามสายเลือด และสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน คือ ระบอบการปกครองของสกุล "กิม" ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (หรือเกาหลีเหนือ) ที่ปกครองโดยผู้นำสูงสุดในนามพรรคคอมมิวนิสต์ แต่สืบทอดตำแหน่งแบบ ระบบสืบสันตติวงศ์ ของรัฐราชาธิปไตยโดยทั่วไปทั้งหลาย.

(ยังมีต่อ)


พิมพ์ครั้งแรก โลกวันนี้ ฉบับวันสุข 21-27 มีนาคม 2558
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง ผู้เขียน อริน

วันศุกร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2564

สังเขปประวัติศาสตร์การเมืองยุคใกล้ของไทย (40)

ประวัติศาสตร์การเมืองยุคใกล้ของไทย:
"ระบอบสฤษดิ์/ระบบพ่อขุนอุปถัมภ์"(9)

 เครื่องราชอิสริยยศสำหรับผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุด ซึ่งพระราชทานให้แก่ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อดีตนายกรัฐมนตรี

ต้นแบบและที่มาของระบอบประชาธิปไตยแบบไทย

เป็นที่น่าสังเกตว่า ในการัฐประหารเมื่อวันที่ วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 ประเทศไทยมีการปกครองโดยปราศจากรัฐธรรมนูญ เป็นเวลา 101 วัน นับตั้งแต่ จนถึงวันที่ 28 มกราคม 2502 จึงได้ประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญไทยที่สั้นที่สุด คือ มีเพียง 20 มาตรา

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถึงแม้จะได้ชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ประกาศใช้พร้อมกับอ้างว่า (เป็นการแก้ขัด) เพื่อรอการร่าง "รัฐธรรมนูญฉบับถาวร" (?) แต่ก็ถูกใช้เป็นเวลายาวนานรวมถึง 9 ปี 4 เดือน 20 วัน จนกระทั่งถูกยกเลิกโดยละม่อม เมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สภาที่มาจากการแต่งตั้ง) ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรฉบับใหม่ล่าสุดในเวลานั้นแล้วเสร็จและประกาศบังคับใช้ เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2511

เกือบจะกล่าวได้ว่า ธรรมนูญการปกครองฯ พุทธศักราช 2502 เป็นแม่แบบของกฏหมายสูงสุดของประเทศไทยที่มีลักษณะเผด็จอำนาจมากที่สุดและเห็นได้ชัดเจนที่สุด นับจากการอภิวัฒน์สยาม 2475 ทั้งโดยที่มา ซึ่งแม้ว่าประเทศไทยจะเคยมีการยกร่างรัฐธรรมนูญไว้ล่วงหน้า เพื่อรองรับการรัฐประหารในปี พ.ศ. 2490 ที่เรียกกันว่า "รัฐธรรมนูญตุ่มแดง" หรือ "รัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่ม"

สำหรับในการยึดอำนาจ (รัฐบาลหุ่นของตนเอง) ครั้งนี้คณะรัฐประหารที่นำโดยจอมพลสฤษดิ์ เรียกตัวเองว่า คณะปฏิวัติเพื่อให้เกิดความแตกต่างกับการรัฐประหารครั้งที่ผ่านๆมา โดยเฉพาะการอ้างเหตุผลในการปฏิวัติว่า เพื่อเป็นการสร้างความสามัคคีแก่คนในชาติและต่อสู้กับภัยคอมมิวนิสต์ (ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 4 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 75 ตอน 81 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501; ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 11 ใน ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 75 ตอน 84 22 ตุลาคม พ.ศ. 2501)

ใน blog ของ บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ หัวข้อ "ธรรมนูญการปกครอง พ.ศ. 2502 กับมาตรา 17" (https://blogazine.pub/blogs/pandit-chanrochanakit/post/4878) เขียนถึงการรัฐประหาร 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 และการยกร่างธรรมนูญการปกครองฯ ไว้อย่างน่าสนใจ:
ในที่สุดจอมพลสฤษดิ์ก็เดินทางกลับจากอังกฤษเงียบๆ และเข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศหลังจากที่พลเอกถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีได้กราบบังคมทูลลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 75 ตอน 81 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501) การยึดอำนาจครั้งนี้คณะรัฐประหารเรียกตัวเองว่า คณะปฏิวัติเพื่อสร้างความแตกต่างระหว่างการยึดอำนาจครั้งใหม่กับการรัฐประหารครั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะการอ้างเหตุผลในการปฏิวัติว่า เพื่อเป็นการสร้างความสามัคคีแก่คนในชาติและต่อสู้กับภัยคอมมิวนิสต์ (ดู ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 4 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 75 ตอน 81 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 11 ใน ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 75 ตอน 84 22 ตุลาคม พ.ศ. 2501 และ สฤษดิ์ ธนะรัชต์ 2507 : 14-24)
ก่อนหน้านี้จอมพลสฤษดิ์เคยให้สัมภาษณ์ว่า ต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2495 ได้ยึดตามแบบฝรั่งเศส ทำให้รัฐบาลต้องประสบปัญหาเสถียรภาพไม่มั่นคง ไม่มีเวลาบริหารราชการแผ่นดินได้เต็มที่ สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้งทั่วไปครั้งละ 20 ล้านบาท และฝ่ายค้านก็คอยหาเหตุมาเปิดอภิปราย รัฐบาลจึงไม่สามารถบริหารราชการได้โดยสะดวก จอมพลสฤษดิ์ไม่ต้องการให้รัฐบาลต้องอยู่ในสภาวะเช่นนั้น ทั้งยังต้องการให้รัฐบาลมีวาระที่แน่นอนโดยสภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจเพียงการตั้งรัฐบาลในวาระแรกเพียงครั้งเดียว ดังนั้นสภาฯจึงไม่มีอำนาจควบคุมรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นการเปิดอภิปรายหรือไต่ถามปัญหาการบริหารของรัฐบาล เท่ากับว่ารัฐบาลมีอำนาจเต็มที่และเฉียบขาด

การปฏิวัติ 20 ตุลาคม 2501 มีการเตรียมการล่วงหน้าอย่างพร้อมเพรียงดังจะเห็นได้จากการที่จอมพลสฤษดิ์เชิญนายถนัด คอมันตร์ เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา และหลวงวิจิตรวาทการ เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์มาประชุม เพื่อปรึกษาหาแนวทางแก้ไขปัญหาของประเทศ ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2501 โดยมีข้อสรุปว่าจะต้องทำ ‘การปฏิวัติ’ เพื่อดำเนินการต่างๆ ให้มีกลไกการปกครองที่เหมาะสม ซึ่งการทำรัฐประหารไม่สามารถกระทำได้

ในการหารือครั้งนั้นกล่าวกันว่า หลวงวิจิตรวาทการเป็นผู้แนะนำให้จอมพลสฤษดิ์และรัฐบาล โดยตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญและปกครองโดยบุคคลคนเดียวในลักษณะเผด็จการในระบอบประชาธิปไตย การร่างรัฐธรรมนูญต้องกระทำโดยรัดกุมเพื่อมิให้แก้ไขได้ และต้องประกาศใช้กฎอัยการศึกให้นานที่สุด จอมพลสฤษดิ์จึงมอบหมายให้หลวงวิจิตรวาทการแปลรัฐธรรมนูญของประเทศต่างๆมาพิจารณา และให้ร่างรัฐธรรมนูญการปกครองตลอดจนประกาศและแถลงการณ์ต่างๆเตรียมไว้
**********
ส่วนในบทความเรื่อง "ระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ" เขียนโดย สุมาลี พันธุ์ยุรา ในเว็บไซต์สถาบันพระปกเกล้า (http://www.kpi.ac.th/wiki/index.php/ระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ) เขียนไว้ในท่อนนำ "อุดมการณ์ทางการเมืองพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ" ว่า:
จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์เป็นบุคคลที่เป็นผลผลิตภายในประเทศ คือ เป็นผู้ที่ไม่ได้รับการศึกษาจากประเทศตะวันตก ดังนั้นแนวคิดประชาธิปไตยแบบตะวันตกและลัทธิเสรีนิยมจึงเป็นสิ่งที่ไม่ได้ปลูกฝังอยู่ในจิตใจของจอมพลสฤษดิ์เหมือนดังเช่นผู้นำรุ่นการปฏิวัติสยาม พ.ศ.2475 ประกอบกับอาชีพทหารและวิถีชีวิตทหารที่เน้นหนักไปในทางใช้อำนาจมาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง และกล่าวได้ว่าความล้มเหลวของคณะราษฎรในพ.ศ.2475 ได้นำไปสู่ข้อสรุปขั้นต้นในจิตใจของจอมพลสฤษดิ์ว่า การเมืองไทยต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักการเมืองไทยและความเหมาะสมของสภาพแวดล้อมแบบไทยที่มิใช่แบบตะวันตก นั่นก็คือ การปกครองที่เป็นไปในรูปแบบของประชาธิปไตยแบบไทยนั่นเอง

รูปแบบของ "ระบอบประชาธิปไตยแบบไทย" นี้ เป็นผลสะท้อนมาจากแนวความคิดและความเข้าใจของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ต่อสิ่งที่คิดว่าเป็นระบบการเมืองที่ถูกต้อง และเนื่องจากจอมพลสฤษดิ์เป็นผู้หนึ่งที่เลื่อมใสในประวัติศาสตร์มาก ตลอดจนความเข้าใจของจอมพลสฤษดิ์เกี่ยวกับระเบียบสังคมการเมืองที่ได้รับอิทธิพลมาจากหลวงวิจิตรวาทการหลังสงครามโลกครั้งที่สองซึ่งเป็นเรื่องของการแสวงหารูปแบบของการปกครองในสมัยโบราณที่อาจนำมาใช้ได้กับการพัฒนาประเทศ ความคิดดังกล่าวผนวกเข้ากับภูมิหลังทางการศึกษาภายในประเทศและประสบการณ์ทางการเมืองในฐานะนายทหารผู้ค่ำหวอดกับการใช้กำลังของจอมพลสฤษดิ์ ทำให้พอสรุปถึงความเข้าใจทางการเมืองของจอมพลสฤษดิ์ต่อรูปแบบของสังคมการเมืองไทยว่าประกอบขึ้นด้วยรัฐ/รัฐบาล ข้าราชการ และประชาชน [ลิขิต ธีรเวคิน, วิวัฒนาการเมืองการปกครองไทย (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2540), หน้า 163.]
**********
นั่นหมายความว่า มีนักวิชาการทางรัฐศาสตร์ส่วนหนึ่งเห็นว่า การยึดและขึ้นครองอำนาจของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เกิดจากอัตวิสัยของจอมพลสฤษดิ์ล้วนๆ และสร้างระบอบการปกครองที่อำนวยประโยชน์แก่ระบอบเผด็จการทหารชนิด "สัมบูรณ์" ซึ่งอาจต้องมีการอภิปรายในบริบทนี้กันอย่างลึกซึ้งต่อไป.


พิมพ์ครั้งแรก โลกวันนี้ ฉบับวันสุข 14-20 มีนาคม 2558
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง ผู้เขียน อริน
ร่วมสนับสนุนการเขียนและเผยแพร่ความคิด และกิจกรรมได้โดยโอนเงินไปที่

บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย สาขาเทสโก้โลตัส วังหิน
ชื่อบัญชี วัฒนา สุขวัจน์
บัญชีเลขที่ 986-2-87758-8