Article  :  Political   :  Forum  :  Facebook  :  Youtube

วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2563

สังเขปประวัติศาสตร์การเมืองยุคใกล้ของไทย (36)

ประวัติศาสตร์การเมืองยุคใกล้ของไทย:
"ระบอบสฤษดิ์/ระบบพ่อขุนอุปถัมภ์"(5)

บรรยายภาพ: จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หัวหน้าคณะรัฐประหาร 2 ครั้ง หากดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งเดียว (พ.ศ. 2502-2506)

20 ตุลาคม พ.ศ. 2501: "ปฏิวัติ" หรือ "รัฐประหาร" (ต่อ)

สำหรับการรัฐประหาร 3 ครั้งล่าสุด เกิดขึ้นในท่ามกลางกระแสที่ฝ่ายทหารประกาศยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะมีมีการยึดอำนาจอีกแล้ว จนถึงกับเกิดวาทกรรม "เสียสัตย์เพื่อชาติ" การรัฐประหาร 3 ครั้งดังกล่าวนี้ นับว่ามีนัยอย่างสำคัญต่อระบอบการเมืองการปกครองไทยสืบเนื่องมาจนปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากการเคลือ่นไหวเรียกร้องรัฐธรรมนูญโดยนิสินักศึกษาและประชาชนในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นต้นมา
10. รัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 นำโดย พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ยึดอำนาจรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ แต่เป็นที่รู้กันว่าผู้มีอำนาจอย่างสำคัญคือ พล.อ. สุจินดา คราประยูร โดยได้รับพระบรมราชโองการให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 19 ของประเทศไทยเมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2535 เมื่อเข้าดำรงตำแหน่งกล่าวว่า "เสียสัตย์เพื่อชาติ" ทั้งที่เคยพูดว่าจะไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

หลังจากเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอันมีที่มาจากการรัฐประหารแล้ว พล.อ. สุจินดา ได้แต่งตั้ง พล.อ. อิสรพงศ์ หนุนภักดี เลขาธิการ รสช. ซึ่งเป็นพี่ชายของภรรยาตน ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จนเกิดการเคลื่อนไหวคัดค้านจากหลายหลุ่มการเมือง อาทิ ร.ต. (เรืออากาศตรี) ฉลาด วรฉัตร อดอาหารประท้วง และพล.ต. จำลอง ศรีเมือง เป็นผู้นำการชุมนุมของประชาชนเพื่อเรียกร้องให้พลเอกสุจินดาลาออก เนื่องจากเป็นการสืบทอดอำนาจเผด็จการ รสช. จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ไม่สงบภายในประเทศ หรือพฤษภาทมิฬ ขึ้นระหว่างวันที่ 17 พฤษภาคม ถึง 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 พลเอก สุจินดา จึงลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2535

นับเป็นผลลัพธ์ที่สำคัญยิ่งในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองของไทยจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 อันนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันแทบจะทั่วไปว่าเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดนับจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489

11. รัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549 เป็นการยึดอำนาจรัฐบาลรักษาการ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ซึ่งมีพลเอก สนธิ บุญยรัตกลินเป็นหัวหน้าคณะ นับเป็นรัฐประหารในรอบ 15 ปี (ที่หลายฝ่ายทั้งในประเทศและนานาชาติเห็นว่าการเมืองไทยน่าจะเข้าสุดภาวะนิ่งแล้ว) เกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งเป็นการทั่วไปในเดือนตุลาคม หลังจากการเลือกตั้งทั่วไปที่มีกำหนดจัดในเดือนเมษายนถูกสั่งให้เป็นโมฆะ นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่ดำเนินมานับแต่เดือนกันยายน พ.ศ. 2548 คณะรัฐประหารยกเลิกการเลือกตั้งซึ่งกำหนดจัดในเดือนตุลาคม ยกเลิกรัฐธรรมนูญ สั่งยุบรัฐสภา สั่งห้ามการประท้วงและกิจกรรมทางการเมือง ยับยั้งและตรวจพิจารณาสื่อ ประกาศใช้กฎอัยการศึก และจับกุมสมาชิกคณะรัฐมนตรีหลายคน

มีข้อน่าสังเกตประการหนึ่งคือ คณะรัฐประหารครั้งนี้ เชิญ พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี กราบบังคมทูลลาออกมาดำรงนายกรัฐมนตรี โดยไม่ได้ใช้สมาชิกคณะรัฐประหาร ซึ่งเคยใช้รูปแบบนี้มาแล้วในคราวการรัฐประหาร 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ที่ได้ นายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี และการรัฐประหาร 20 ตุลาคมพ.ศ. 2520 ที่ได้ พล.อ. เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ เป็นนายกรัฐมนตรี

12. รัฐประหาร 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เวลา 16:30 น. โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อันมี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าคณะ โค่นรัฐบาลรักษาการ นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล (เป็นรัฐบาลเสียงข้างมากที่มีแกนหลักที่พรรคเพื่อไทย) นับเป็นรัฐประหารครั้งที่ 13 ในประวัติศาสตร์ไทย รัฐประหารดังกล่าวเกิดขึ้นหลังวิกฤตการณ์การเมืองซึ่งเริ่มเมื่อเดือนตุลาคม 2556 เพื่อคัดค้านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฯ หรือที่เรียกกันว่า "พ.ร.บ. เหมาเข่ง" บ้างหรือ "พ.ร.บ. สุดซอย" บ้าง ทั้งมีการวิเคราะห์กันทั้งสื่อไทยและเทศว่ามีเป้าหมายที่จะกำจัดอิทธิพลของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร จากการเมืองของไทยให้ได้โดยสิ้นเชิง

เส้นทางการยึดอำนาจครั้งล่าสุดนี้ มีพัฒนาการจากการเคลื่อนไหวโดยคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ที่มีผู้นำคนสำคัญจากพรรคประชาธิปัตย์ (ประกาศลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร) และเกิดการปะทะกันกับ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งสนับสนุนรัฐบาลพรรคเพื่อไทย จนกระทั่งวันที่ 20 พฤษภาคม 2557 พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักรตั้งแต่เวลา 3.00 น. กองทัพบกตั้งกองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (กอ.รส.) และให้ยกเลิกศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ที่รัฐบาลชุดก่อนตั้งขึ้น กอ.รส. ใช้วิธีการปิดควบคุมสื่อ ตรวจพิจารณาเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ต และจัดประชุมเพื่อหาทางออกวิกฤตการณ์การเมืองของประเทศ แต่การประชุมไม่เป็นผล จึงเป็นข้ออ้างรัฐประหารครั้งนี้

หลังรัฐประหาร มีประกาศให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 สิ้นสุดลงยกเว้นหมวด 2 คณะรัฐมนตรีรักษาการหมดอำนาจ ตลอดจนให้ยุบวุฒิสภา จนเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2557 มีการประกาศใช้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ซึ่งให้มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่แทนสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา วันที่ 21 สิงหาคม 2557 สภาฯ มีมติเลือก พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี
จอมพลสฤษดิ์กับการใช้อำนาจหัวหน้าคณะปฏิวัติ (?)

หลังจาก จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในฐานะหัวหน้าคณะปฏิวัติ (?) ที่ทำรัฐประหารทั้งสองครั้งคือ เมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2500 และคราวนี้เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 ตัดสินใจร่วมกับพลเอกถนอม กิตติขจร (ได้รับพระราชทานยศเมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2501) ยึดอำนาจรัฐบาลพลเอกถนอมเอง และเพื่อให้การใช้อำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จึงขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยตนเอง (เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 11 นับจากการอภิวัฒน์สยาม พุทธศักราช 2475) เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502

อนึ่ง นับตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 จนถึงวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2502 คณะปฏิวัติได้มีประกาศคณะปฏิวัติออกมาทั้งหมด 57 ฉบับ มีสภานิติบัญญัติมาจากการแต่งตั้งไม่ใช่เลือกตั้ง มีการประกาศใช้ ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502 ซึ่งมีเพียงสั้น ๆ 20 มาตราเท่านั้น (นับเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อสร้างความชอบธรรมในการใช้อำนาจรัฐบาลทหารในการปกครองประเทศยาวนานถึง 10 ปี ซึ่งในระหว่างนั้นทำให้ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีการร่างรัฐธรรมนูญที่ใช้เวลานานที่สุดในโลกฉบับหนึ่ง) ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502 ก็มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเพียง 14 คนเท่านั้น โดยไม่มีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง และในวันเดียวกันนั้น ถือเป็นวันยุติบทบาทและสิ้นสุดสถานภาพของ "คณะปฏิวัติ (?)"

และมาตรา 17 แห่งธรรมนูญการปกครองนี้เอง คือ "ดาบอาญาสิทธิ์" ที่ให้อำนาจแก่นายกรัฐมนตรีชนิดครอบจักรวาล.

(ยังมีต่อ)


พิมพ์ครั้งแรก โลกวันนี้ ฉบับวันสุข 14-20 กุมภาพันธ์ 2558
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง ผู้เขียน อริน

วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2563

สังเขปประวัติศาสตร์การเมืองยุคใกล้ของไทย (35)

ประวัติศาสตร์การเมืองยุคใกล้ของไทย:
"ระบอบสฤษดิ์/ระบบพ่อขุนอุปถัมภ์"(4)

จอมพลสฤษดิ์ เจ้าของวาทกรรมอันลือลั่นในประวัติศาสตร์การเมืองไทย "ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่ผู้เดียว"

20 ตุลาคม พ.ศ. 2501: "ปฏิวัติ" หรือ "รัฐประหาร"

การรัฐประหาร 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 ซึ่งเป็นการรัฐประหารครั้งที่ 2 ของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ชั่วเวลาเพียงแค่ปีเศษ นับจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2500 ดังได้กล่าวมาแล้วนั้น แต่เป็นการรัฐประหารครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย แม้ว่าจะเป็นเสมือนการยึดอำนาจของรัฐบาลที่ตั้งมาเองกับมือก็ตาม ทั้งนี้เพราะการรัฐประหารครั้งนี้ส่งผลให้ระบอบการปกครองของไทยก้าวสู่เข้าสู่รูปแบบ เผด็จการอำนาจนิยม (authoritarianism) อย่างเต็มตัว หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นยุคสมัยของ "ระบอบเผด็จการเต็มใบ" เป็นเวลานานถึง 15 ปี ที่สำคัญทำให้สถาบันกองทัพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทัพบก มีบทบาทครอบงำอย่างสำคัญต่อการเมืองการปกครองไทยในระยะเวลาต่อมากว่าครึ่งศตวรรษ ซึ่งนับว่ายาวนานกว่าห้วงเวลาในความพยายามสถาปนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตย หรือ "ระบอบรัฐธรรมนูญ" อย่างจริงจัง ซึ่งมีระยะเวลาเพียง 15 ปี คือ นับจากปี พ.ศ. 2475 ถึงปี พ.ศ. 2490

มีเรื่องแปลกแต่จริงอันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดความไข้วเขวในทางการเมืองโดยมีที่มาจากการ "ใช้คำ" ของคณะผู้ทำรัฐประหารครั้งนี้คือ จอมพลสฤษดิ์เลือกที่จะใช้คำว่า "คณะปฏิวัติ" แทนที่จะใช้คำว่า "คณะรัฐประหาร" หรือ "คณะทหาร" หรือจากการรัฐประหาร 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ใช้ว่า "คณะปฏิรูปฯ"

โดยรากศัพท์และในทางรัฐศาสตร์นั้น คำว่า ปฏิวัติ ในภาษาอังกฤษ revolution มีรากศัพท์จากภาษาละตินคือ revolutio และ revolvere แปลว่า หมุนกลับ (to turn around) คำนี้มีใช้ทั่วไปในทางสังคมศาสตร์ แต่ก็มีใช้ในทางวิทยาศาสตร์เช่นกัน เช่น การปฏิวัติวิทยาศาสตร์ เป็นต้น

สารานุกรมเมอร์เรียม-เวบสเตอร์ (Merriam-Webster Encyclopedia) อธิบายว่า ปฏิวัติทางการเมืองคือการเปลี่ยนแปลงการตัดรูปแบบของการเมืองการปกครองในระดับฐานราก (fundamentally) สารานุกรมบริทานิกา คอนไซส์ (Briyanica Concise Encyclopedia) อธิบายว่า ปฏิวัติในทางสังคมศาสตร์ และการเมือง คือการกระทำความรุนแรงต่อโครงสร้าง ระบบ สถาบัน ฯลฯ ทางสังคมการเมือง ปฏิวัติทางสังคมการเมืองจะเป็นการเปลี่ยนแปลงไปจากมาตรฐานต่าง ๆ ที่สังคมการเมืองเป็นอยู่เดิม เพิ่มจัดตั้ง หรือสถานามาตรฐานของสังคมการเมืองแบบใหม่ให้เกิดขึ้น

สำหรับในสังคมการเมืองไทยเกิดการปฏิวัติทางการเมืองขึ้นเพียงครั้งเดียวคือ การปฏิวัติสยาม ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เป็นการปฏิวัติการปกครองโดยเปลี่ยนระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Absolute Monachy) กลายเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (Constitutional Monarchy) ส่วนการล้มล้างรัฐบาลในครั้งต่อมานั้นเป็นเพียงการรัฐประหาร เพราะไม่ได้ต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ทว่าเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ผู้นำของรัฐบาล หรือเป็นการยืดอายุของรัฐบาลอุปถัมป์อำนาจนิยม (Suzerain-Authoritarianism) ของสังคมไทยเพียงเท่านั้น

(ขอบคุณ http://th.wikipedia.org/wiki/ปฏิวัติ)

สำหรับคำว่า รัฐประหาร มาจากภาษาฝรั่งเศสฝรั่งเศส coup d'?tat (กูเดตา) ซึ่งหากแยกพิจารณาจากการสนธิคำ จะแปลตรงตัวได้ว่า การล้มล้างอย่างเฉียบพลัน (coup = blow of) ต่อรัฐ (d'?tat = on state) โดยในสารานุกรมบริทานิกา คอนไซส์ (Britannica Concise Encyclopedia) นิยามว่าเป็นการยุบเลิกรัฐโดยฉับพลัน (stroke of state) การเข้ามาเถลิงอำนาจโดยเฉียบพลัน มักจะเกิดด้วยความรุนแรง การกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นโดยกลุ่มก่อการ (a group of conspirators) มักจะเกิดกับประเทศที่ไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง หรือมีในระดับต่ำ ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง รัฐประหารมักไม่ประสบความสำเร็จ

ส่วนพจนานุกรมศัพท์ทางการทหารของออกซ์ฟอร์ด (Oxford Companion to Military History) อธิบายว่า เป็นความพยายามในการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล หรือคณะปกครองด้วยกำลัง โดยมักเกิดจากกองทัพ พจนานุกรมศัพท์ทางทหารอเมริกันของออกซ์ฟอร์ด (Oxford Dictionary of the US Military) นิยามว่า เป็นการเข้ามาเถลิงอำนาจในรัฐบาลอย่างรวดเร็วรุนแรงและผิดกฎหมาย พจนานุกรมศัพท์ทางการเมืองของออกซ์ฟอร์ด (Oxford Dictionary of Politics) กล่าวว่า เป็นการยุบเลิกรัฐบาลอย่างกะทันหันด้วยกำลังที่ผิดกฎหมายมักกระทำการโดยกองทัพหรือส่วนหนึ่งของกองทัพ โดยมักจะเกิดขึ้นท่ามกลางความไม่เห็นชอบของประชาชน หรือไม่ก็มักเป็นปัญหากับประชาชนบางส่วน ซึ่งส่วนมากเป็นชนชั้นกลาง หรือไม่ก็ด้วยความร่วมมือของพรรคการเมือง หรือกลุ่มทางการเมือง

โดยสรุป รัฐประหารหมายถึงการเปลี่ยนแปลงประมุขแห่งรัฐหรือหัวหน้ารัฐบาลโดยเฉียบพลันด้วยกำลัง ความรุนแรง และผิดกฎหมาย โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนระบอบการปกครอง (regime)

คณะรัฐประหารของไทยที่ก่อการสำเร็จ จึงมักจะเรียกตนเองหลังก่อการว่า "คณะปฏิวัติ" หรือ "คณะปฏิรูป" เพื่อให้มีความหมายไปในเชิงบวก

(ขอบคุณ http://th.wikipedia.org/wiki/รัฐประหาร)

เมื่อพิจารณาจากนิยมของคำว่ารัฐประหารข้างต้น ประเทศไทยมีการรัฐประหารเกิดขึ้น 13 ครั้ง คือ
1. รัฐประหาร 1 เมษายน พ.ศ. 2476 พระยามโนปกรณ์นิติธาดา ได้ประกาศพระราชกฤษฎีกาปิดสภาผู้แทนราษฎร พร้อมงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา
2. รัฐประหาร 20 มิถุนายน พ.ศ. 2476 นำโดยพลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ยึดอำนาจรัฐบาล พระยามโนปกรณ์นิติธาดา
3. รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 นำโดย พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ ยึดอำนาจรัฐบาล พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
4. รัฐประหาร 6 เมษายน พ.ศ. 2491 คณะนายทหารกลุ่มที่ทำการรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 จี้บังคับให้ นายควง อภัยวงศ์ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และมอบตำแหน่งต่อให้ จอมพล ป. พิบูลสงคราม
5. รัฐประหาร 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494 นำโดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ยึดอำนาจรัฐบาลตนเอง
6. รัฐประหาร 16 กันยายน พ.ศ. 2500 นำโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจรัฐบาล จอมพล ป.พิบูลสงคราม
7. รัฐประหาร 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 นำโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจรัฐบาล จอมพลถนอม กิตติขจร (ตามที่ตกลงกันไว้)
8. รัฐประหาร 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 นำโดย จอมพลถนอม กิตติขจร ยึดอำนาจรัฐบาลตนเอง
9. รัฐประหาร 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 นำโดย พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ ยึดอำนาจรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช
(ยังมีต่อ)


พิมพ์ครั้งแรก โลกวันนี้ ฉบับวันสุข 7-13 กุมภาพันธ์ 2558
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง ผู้เขียน อริน
ร่วมสนับสนุนการเขียนและเผยแพร่ความคิด และกิจกรรมได้โดยโอนเงินไปที่

บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย สาขาเทสโก้โลตัส วังหิน
ชื่อบัญชี วัฒนา สุขวัจน์
บัญชีเลขที่ 986-2-87758-8