Article  :  Political   :  Forum  :  Facebook  :  Youtube

วันพุธที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2562

กบฏไพร่ กบฏชาวนา ในสยาม-ไทย (67)

กบฏชาวนาหลังเกิด "รัฐไทย"
กบฏผู้มีบุญ "โสภา พลตรี" (5)

การทรมานนักโทษที่ถูกทางการราชวงศ์ชิงจับกุมตัวในกบฏนักมวย (สมาคมอี้เหอถวน) ระหว่างปี ค.ศ. 1898-1900

ประเด็นที่สองสำหรับเหตุผล (ตามที่ผู้เขียนทั้งสองเก็บข้อมูลดิบจากการสัมภาษณ์ตัวบุคคลร่วมสมัยกับ หมอลำโสภา พลตรี) ในบทความ "กบฏผู้มีบุญหมอลำโสภา แห่งบ้านสาวะถี จังหวัดขอนแก่น" (สุวิทย์ ธีรศาศวัต และ ชอบ ดีสวนโคก ตีพิมพ์ในวารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 12, 1 พ.ค.-ต.ค. 2537 หน้า 39-51) เป็นเรื่องน่าสนใจในการศึกษาประวัติศาสตร์การลุกขึ้นสู้ในลักษณะ "กบฏชาวนา" (เมื่อก่อการไม่สำเร็จ) หรือการ "ปราบดาภิเษก" หรือ "เปลี่ยนราชวงศ์" (ในกรณีที่ก่อการสำเร็จ) กับการ "พึ่งไสยศาสตร์":

2) พ่อใหญ่โสภาแสดงปาฏิหาริย์ในลักษณะผู้วิเศษ 2 ครั้ง คือครั้งแรกถ่วงน้ำแล้วไม่ตาย ครั้งหลังศพถูกฝังไปแล้วพอขุดขึ้นมาศพก็หายไปในลักษณะ "สำเร็จ" ของผู้วิเศษ
**********
ดังที่เคยเขียนไว้ในตอนต้นของบทความชุดยาวนี้ "กบฏชาวนาก่อนยุคประชาธิปไตย : บทเกริ่นว่าด้วยกบฏในราชวงศ์ชิง" (โลกวันนี้ ฉบับวันสุข 18-24 สิงหาคม 2555) ซึ่งเขียนถึงกบฏชาวนาครั้งสำคัญ 3 ครั้งในประวัติศาสตร์จีนคือ
กบฏพรรคดอกบัวขาว (แป๊ะเน้ย) ที่ต้องการฟื้นฟูราชวงศ์ต้าหมิงถูกทำลายล้างสิ้นในปี ค.ศ. 1800
กบฏไท้เผ็ง (ไท้เผ็งเทียนกว๋อ) ค.ศ. 1849 (ถูกปราบมีคนตาย 20 ล้าน)
กบฏนักมวย (สมาคมอี้เหอถวน) ระหว่างปี ค.ศ. 1898-1900
ทั้งหมดใช้ไสยศาสตร์นำ และผลคือการถูกปราบจนราบคาบ ขณะที่อำนาจรัฐในยุคที่เกิดกบฏนั้นเองก็ไม่พ้นเป็นอำนาจรัฐที่มีรากฐานความคิดแบบไสยศาสตร์เช่นเดียวกัน จึงน่าจะตั้งเป็นข้อสังเกต ว่า ไสยศาสตร์ไม่ควรแม้แต่การนำมาใช้ในเชิงปฏิบัติการจิตวิทยาในการลุกขึ้นสู้ จะเพื่อปลดปล่อยจากการอำนาจการปกครองหนึ่ง หรือเพื่อสถาปนาระบอบการปกครองอีกระบอบหนึ่งก็ตาม

สำหรับกรณีพ่อใหญ่โสภา สิ่งที่เรียกว่าปาฏิหาริย์หรืออิทธิฤทธิ์ หรืออะไรก็ตามที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์นั้น มีเพียงพยานบุคคลซึ่ง "พร้อมจะเชื่อ" เนื่องจากมีศรัทธาต่อตัวพ่อใหญ่โสภาตั้งแต่แรกแล้ว

ที่สำคัญ การใช้ "ไสยศาสตร์นำ" หาได้มีพื้นฐานที่ "อุดมการณ์ทางการเมือง" แต่อย่างใดไม่

สำหรับประเด็นสุดท้าย ซึ่งมีส่วนเกี่ยวเนื่องกับประเด็นที่สอง แต่มีลักษณะเป็น "ศาสดาพยากรณ์" นั้น คือ "การมองเห็นอนาคต" ช่วงสุดท้ายของบทความฯ เขียนไว้ดังนี้:

3) พ่อใหญ่โสภาเป็นนักพยากรณ์ ในช่วงที่พ่อใหญ่โสภามีชีวิตได้พยากรณ์บ้านเมืองไว้หลายเรื่อง ตอนนั้นผู้คนที่ฟังไม่ค่อยเข้าใจ แต่ภายหลังจึงเข้าใจจึงพากันชื่นชมในความสามารถ ตัวอย่างของคำพยากรณ์ทำนายอนาคตบ้านเมืองว่าจะเกิดสิ่งต่อไปนี้

"ม้าสิโป่งเขา เสาสิออกดอก" ต่อมาชาวบ้านจึงเข้าใจว่าอันแรกคือมอเตอร์ไซค์ อันหลังคือเสาไฟฟ้า

"กระดาษน้อยๆ สิมีค่า" คชต่อมาชาวบ้านเข้าใจว่ามันคือหวยเถื่อน (คุย แดงน้อย, อรุณ เชื้อสาวะถี)

"เหมิดบ้านจะมีไถ 2-3 ดวง เอาไว้ไถนากัน" ชาวบ้านในเวลาต่อมาตีความว่าไถที่ใช้ควายจะเลิกไป เหลือแต่รถไถเดินตาม หมูบ้านละ 2-3คัน

"ทางย่าง 9 คืน 10 คืน จะย่างมื้อเดียว" ชาวบ้านในเวลาต่อมาตีความว่าคือถนนลาดยางในปัจจุบัน เดิมเคยเดิน 9-10 วัน จะใช้เวลาเดินทางด้วยรถยนต์ภายในวันเดียว

"เขาตีมวยอยู่เมืองนอก จะนอนฟังอยู่บ้านก็ได้" ชาวบ้านในเวลาต่อมาตีความว่าคือวิทยุ โทรทัศน์

"เขาลำอยู่ทิศใด ย่างตามทางก็ฟังได้" ชาวบ้านในเวลาต่อมาตีความว่าคือวิทยุทรานซิสเตอร์

"จะมีของน้อยหิ้วไป ฟังได้เป็นร้อยเป็นพัน" ชาวบ้านในเวลาต่อมาตีความว่าคือวิทยุทรานซิสเติร์เช่นกัน

"โบกกุมภัณฑ์ สิบวันจึงเปิดเทียหนึ่ง แต่บ่มีไผเป็นหนี้กัน" "กระดาษน้อยสองนิ้วใครก็ซื้อ บางคนซื้อเป็นพันก็มี ผู้มีหลายก็ซื้อหลาย ผู้มีน้อยก็ซื้อน้อย ผัวเมียบ่ผิดกัน ผัวก็ซื้อเป็น เมียก็ซื้อเป็น ลูกก็ซื้อเป็น" ชาวบ้านในเวลาต่อมาตีความว่าอันแรกคือสลากกินแบ่งรัฐบาล อันหลังคือหวยเถื่อน

"ต่อไปนี้พระยาแมงงอดก็จะมี พระยาขอดก้นหอยก็จะมี มันซิเดือดฮ้อน มันซิเจ็บปวด ปกครองบ้านเมืองบ่เป็นธรรม" อันนี้ชาวบ้านตีความว่าหลังปี 2483 (ปีที่พ่อใหญ่โสภาทำนาย) รัฐบาลที่ปกครองเป็นคนไม่ดี ลุแก่อำนาจ จะปกครองบ้านเมืองแบบเผด็จการ บ้านเมืองหาความเป็นธรรมมิได้ (อรุณ เชื้อสาวะถี) ปี 2490 ทหารทำรัฐประหาร นับแต่นั้นมา ทหารก็ขึ้นมาปกครองแบบเผด็จการตั้งแต่ จอมพล ป.พิบูลสงคราม จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ จอมพล ถนอม กิตติขจร (2490-2516) นายธานินทร์ กรัยวิเชียร เผด็จการพลเรือน (2519-2520) พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ เผด็จการครึ่งใบ (2520-2523)

ตัวอย่างคำพญากรณ์เหล่านี้ ทำให้ชาวบ้านศรัทธาในความสามารถล่วงรู้อนาคตของพ่อใหญ่โสภา นอกจากคำพญากรณ์ของเขาแล้ว พ่อใหญ่โสภยังจำพุทธทำนายได้ทุกข้อ (รายละเอียดของพุทธทำนายดูใน สุวิทย์ ธีรศาสวัต และชอบ ดีสวนโคก, รายงานการวิจัยเรื่องการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของหมู่บ้านอีสานเหนือและอีสานกลาง ก่อนและหลังแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ. คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. 2536; ภาคผนวก) แต่อย่างไรก็ตามหากไปถามถึงเรื่องพ่อใหญ่โสภาโดยไม่สนิทกับชาวบ้านสาวะถีแล้ว ชาวบ้านร่วมสมัยกับพ่อใหญ่โสภาหลายคนจะไม่ค่อยกล้าคุยด้วย หรือบอกว่าจำไม่ได้ หรือแสดงอาการอึดอัดที่จะคุยเรื่องนี้ เพราะยังมีความหวาดกลังว่าทางการจะจับหรือมาสอบสวน แม้ว่าเหตุการณ์นั้นจะผ่านมาแล้วถึง 54 ปีก็ตาม
**********
จะเห็นว่าความ "แม่นยำ" ในการพยากรณ์หรือทำนายของพ่อใหญ่โสภา จะขึ้นต่อการตีความให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ของสังคมในเวลาต่อมาเป็นหลัก ซึ่งดูจะสอดคล้องกับความใฝ่ฝันของคนชั้นล่างที่ผูกพันกับ "สังคมพระศรีอาริย์" ค่อนข้างมาก ที่ว่าการดำรงชีวิตของคนในสังคมจะมีความเป็นอยู่อย่างสุขสบาย ไม่ต้องทำงานตรากตรำ แต่แล้วความฝันนั้นก็อาจต้องพังทลายลงเมื่อผู้ปกครอง "หาความเป็นธรรมมิได้"

ความพยายามที่จะ "แข็งข้อ" ต่ออำนาจรัฐ หรือที่ในบทความใช้คำ (แบบทางการ) ว่า "กบฏ" ซึ่งดูเหมือนจะยังไม่ทันก่อรูปได้ชัดเจนมากไปกว่าการจัดชุมนุม/ปลุกระดมมวลชนสำหรับกรณี "กบฏผู้มีบุญหมอลำโสภา แห่งบ้านสาวะถี จังหวัดขอนแก่น" นี้ เมื่อพิจารณาจากคำบอกเล่าของพยานบุคคลที่มีชีวิตร่วมสมัยกับพ่อใหญ่โสภา หรือกระทั่งเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ช่วงนั้น ดูเหมือนการนำของพ่อใหญ่โสภามีเป้าหมายเพียง "ขัดขืน" กฎหมายหรือกฎระเบียบทางวัฒนธรรมอย่างใหม่ที่มีลักษณะ "บัญญัติเป็นกฎหมาย" แต่ไม่ถึงกับการจะสถาปนาอำนาจการปกครองแต่อย่างใด

และยี่งสนับสนุนแนวคิดที่ว่า ข้อหา "กระด้างกระเดื่อง" ที่ฝ่ายบ้านเมือง "ยัดเยียด" ให้แก่พ่อใหญ่โสภาและบริวาร อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ส่วนตัว หรือความไม่พอใจส่วนตัวดังได้กล่าวมาแล้ว.


พิมพ์ครั้งแรก โลกวันนี้ ฉบับวันสุข 23-29 พฤศจิกายน 2556
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง ผู้เขียน อริน

วันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2562

กบฏไพร่ กบฏชาวนาในสยาม-ไทย (66)

กบฏชาวนาหลังเกิด "รัฐไทย"
กบฏผู้มีบุญ "โสภา พลตรี" (4)

ตึกที่ทำการกระทรวงยุติธรรมสร้างแล้วเสร็จและทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2484โดยมีพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา เป็นประธานในพิธี  และอีกพียงปีเศษ "พ่อใหญ่โสภา พลตรี" ก็ตายปริศนาภายในคุก

บทความ "กบฏผู้มีบุญหมอลำโสภา แห่งบ้านสาวะถี จังหวัดขอนแก่น" เขียนโดย สุวิทย์ ธีรศาศวัต และ ชอบ ดีสวนโคก ตีพิมพ์ในวารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ (มหาวิทยาลัยขอนแก่น) 12, 1 พ.ค.-ต.ค. 2537 หน้า 39-51 ไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อพ่อใหญ่โสภากับแกนนำที่เป็นลูกศิษย์ใกล้ชิด รวมทั้งมวลชนที่เข้าร่วมการชุมนุมฟังการปราศรัย (ปลุกระดม) เท่านั้น จากการลงภาคสนามของผู้เขียนบทความทั้งสองคน ยังได้เจาะลึกถึงผลที่ตามมาของการลุกขึ้น "แข็งข้อ" ของประชาชนกลุ่มนี้ต่อเนื่องไปอีก รวมทั้ง "การตายปริศนา" ของผู้นำในขณะถูกจองจำ:

เมื่อทางการตัดสินใจปล่อยนักโทษคดีกบฏโสภานั้น พ่อเสริมตายไปแล้ว แต่จะเป็นอะไรตายหลักฐานยังขัดแย้งกันอยู่ พ่อพิมพ์เล่าว่าพ่อเสริมตายในคุกด้วยโรคอหิวาต์ แต่ตอนหลังเล่าว่าพอเสริมลงแดงตาย อาจถูกยาพิษถ่ายเป็นเลือดตาย จึงเหลือ 3 คน คือ พ่อใหญ่โสภา พ่อใหญ่คุยกับพ่อสิงห์ จึงถูกนำตัวขึ้นรถไฟมาส่งที่เรือนจำขอนแก่น ที่เรือนจำขอนแก่นพอ่ใหญ่โสภาเกิดปวดฟันขึ้นมา ทางเรือนจำจึงให้เจ้าหน้าที่เรือนจำเป็นเสมียชื่อคำมาฉีดยา หลังจากฉีดยา 1 วันพ่อใหญ่โสภาก็ตาย การตายของพ่อใหญ่โสภาตจึงเป้นปริศนาว่า ตายเพราะแพ้ยา หรือตายเพราะถูกทางการฆ่า ชาวบ้านหลายคนเชื่อว่าพ่อใหญ่โสภาตายเพราะเขาฉีดยาให้ตาย ถูกยาเบื่อ (บุญเลื่อน เพี้ยอาสา, คุย แดงน้อย, ไสว นามมา)

นอกจากความตายของพ่อใหญ่โสภาจะเป็นปริศนาแล้ว ศพของพ่อใหญ่โสภาก็เป็นปริศนาด้วย ที่ว่าเป็นปริศนาก็เพราะว่าเมื่อพ่อใหญ่โสภาตายลง ทางเรือนจำก็นำไปฝังในเรือนจำ เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไรญาติจะมารับศพ ฝังไว้ 3 วัน วันที่ 4 ญาติมาขอรับศพเพื่อเอาไปเผา ปรากฏว่าเมื่อขุดหลุมศพออกไม่พบศพแต่ประการใด เหลือแต่สาด (เสื่อ) ที่ห่อศพกับผ้าขาวม้าที่พ่อใหญ่โสภานุ่ง เรื่องที่เจ้าหน้าที่เรือนจำจะจำผิดหลุมคงเป็นไปไม่ได้ เพราะตอนนั้นไม่มีใครตายอีก และยังพบผ้าขาวม้ากับเสื่อผืนเดิม ตอนฝังก็มีคนเห็นกันหลายคน (บุญเลื่อน เพี้ยอาสา, คุย แดงน้อย)

กล่าวโดยสรุป ผู้นำและแกนนำกบฏโสภาปัจจุบันเสียชีวิตหมดแล้ว โดยพ่อเสริมตายในคุกระหว่างปี 2484-2485 พ่อใหญ่โสภาตายในคุกขอนแก่นปลายปี 2485 หรือต้นปี 2486 เมื่ออายุ 60-61 ปี พ่อสิงห์ตายหลังออกจากคุกมาแล้ว คนที่ตายหลังสุดคือพ่อใหญ่คุย แดงน้อย ตายในปี 2530 อายุ 103 ปี
**********
แม้ว่าข้อมูลที่ผู้เขียนจะมีลักษณะข้อมูลดิบจากการบอกเล่าของ "พยานบุคคล (ร่วมเหตุการณ์)" ที่ยังมีชีวิตอยู่ในปีที่เก็บข้อมูลและเขียนบทความชิ้นนี้ หากที่ควรบันทึกเป็นข้อสังเกตไว้ โดยเฉพาะนักสิทธิมนุษยชน, นักประวัติศาสตร์การเมืองการปกครอง และนักกฎหมายในปัจจุบัน ที่มีรายงานหรือการร้องเรียนเกี่ยวการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือข้อบ่งชี้ว่าอาจมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน สำหรับผู้ต้องหาคดีเกี่ยวกับการเมือง ความมั่นคงของรัฐ หรือแม้กระทั่งคดีอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่มีผู้ต้องหาหรือผู้ต้องขังบางรายเสียชีวิตในที่คุมขัง ล่าสุดคือ "คดีอากง – นายอำพล ตั้งนพกุล" อันนับเป็นการตายผิดธรรมชาติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพราะเกิดแก่ผู้ตายขณะที่ผู้ตายอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงาน ซึ่งในวันที่ 11 พฤษภาคม 2555 องค์การนิรโทษกรรมสากลได้ประกาศให้อำพลเป็นนักโทษทางความคิด (prisoner of conscience) โดยกล่าวว่า อำพล "เป็นเครื่องสำแดงถึงความอยุติธรรมขนานใหญ่หลวงของกฎหมายว่าด้วยการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนี้" ("Thai ‘Prisoner of Conscience’ Dies in Jail: Lawyer". Jakarta Globe. 11 May 2012: http://www.thejakartaglobe.com/archive/thai-prisoner-of-conscience-dies-in-jail-lawyer/516631/)

สำหรับผลสะเทือนจากเหตุการณ์ที่เรียกว่า "กบฏผู้มีบุญหมอลำโสภา แห่งบ้านสาวะถี จังหวัดขอนแก่น" นั้น หลังจากการเสียชีวิตของพ่อใหญ่โสภา และแกนนำคนสนิทอีกสองคน ในบทความดังกล่าวเขียนไว้ในประเด็น "ความศรัทธาของชาวบ้านต่อพ่อใหญ่โสภา" ว่า:

แม้ว่าพ่อใหญ่โสภาจะตายไปแล้ว คนร่วมสมัยในหมู่บ้านยังพูดถึงเขาอยู่อย่างชื่นชมพ่อใหญ่คุยซึ่งเป็นศิษย์ระดับแนวหน้าเชื่อว่าพอ่ใหญ่โสภาเป็นผู้วิเศษ (คุย แดงน้อย) ก่อนพ่อใหญ่โสภาตายได้บอกพ่อใหญ่คุยว่า เขาเป็นผู้วิเศษ เป็น "ลูกพระเจ้ามั่นยืน" หมายความว่าเขาไม่มีวันตาย เป็นอมตะ ด้วยเหตุน้พ่อใหญ่คุยจึงเชื่อว่าที่พ่อใหญ่โสภาถูกฝังไว้ 3 วัน ขุดเอาศพขึ้นมาไม่พบร่างเพราะ "หายตัวไป เกิดเป็นผู้นำผู้ทุกข์ผู้ยาก" เรื่องจะเกิดเป็นผู้นำ พ่อใหญ่โสภาเคยบอกพ่อใหญ่คุยก่อนตายเช่นกันว่า เขาจะไปเกิดเป็นผู้นำผู้ทุกข์ผู้ยาก ไปอยู่กับ "อีสอง" บ้านกุดจี่ ตำบลพองหนีบ อำเภอโนนสัง จังหวัดอุดรธานี เขาจะมีชื่อวิไชย อายุ 10 ปี อยู่ ป.3 มีความรู้มากกว่าครู เป็นคนสอนครูเสียด้วย พ่อใหญ่คุยไปคุยกับวิไชยตรั้งเดียว มึกล้าไปคุยอีกกลัวทางการจะมาจับ ต่อมาวิไชยหายไปจากหมู่บ้าน หากวิไชยอยู่คือปี 2528 (ปีที่สัมภาษณ์พ่อใหญ่คุย) วิไชยคงจะมีอยุระหว่าง 23-30 ปี ชาวบ้านเล่าลือกันว่าวิไชยไปบวชเป็นถึงจารย์ครูจารย์ชา แล้วในปี 2528 มีพระองค์หนึ่งอ้างว่าชื่อโสภา บอกชาวบ้านว่าเมื่อชาติก่อนเขาเป็นพ่อใหญ่โสภา มาเรี่ยไรเงินสร้างสิม (โบสถ์) วัดบักกว้าง มีชาวบ้านเชื่อกันมาก แต่พ่อใหญ่คุยไม่เชื่อ เพราะลองไปคุยกับพระองค์นั้นแล้วถามว่าพ่อใหญ่โสภาติดคุกกี่ครั้งตอนถูกถ่วงน้ำทำอย่างไร พระรูปนั้นเล่าไม่ได้ (คุย แดงน้อย)

สาเหตุที่คนร่วมสมัยยังพูดถึงพ่อใหญ่โสภาด้วยความชื่นชม มีสาเหตุ 3 ประการคือ

1) พ่อใหญ่โสภาเป็นนักพูดและผู้นำทางความคิด โดยเฉพาะพูดต่อต้านภาษีที่ดิน กฎหมายป่าไม้ และการครอบงำทางวัฒนธรรม ซึ่งตรงกับใจของชาวบ้านอยู่แล้ว
**********
ก่อนจะไปถึงสาเหตุอีก 2 ประการ จำเป็นต้องพูดถึงประการแรกนี้ก่อน

เหตุผลประการแรก ดูเหมือนเป็นคุณสมบัติหลักที่สำคัญของ "นักปลุกระดมมวลชน" มาทุกยุคทุกสมัย ในทุกประเทศ สำหรับการจัดชุมนุมทางการเมือง ที่มีเป้าหมายต่อต้านอำนาจรัฐ ความยากลำบากสำหรับคุณสมบัติข้อนี้คือ การถึงพร้อมซึ่งเงื่อนไขทั้งสองประการในตัวคนคนเดียว คือ

ความสามารถส่วนตัวในการยึดกุมองค์ความรู้ ซึ่งหมายรวมถึงการเข้าใจและเข้าถึงความเรียกร้องต้องการของมวลชนในบริบทปัญหาเฉพาะหน้าที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อมวลชน อีกทั้งสามารถเทียบเคียงการดำรงชีวิตของราษฎรหัวไร่ปลายนาในชนบทในระบอบและระบบที่ต่างกันสองระบบ อีกทั้งสามารถถ่ายทอดลงสู่มวลชนอย่างได้ผล โดยผ่านเงื่อนไขที่สองคือ

ความสามารถในการพูดปลุกระดม นอกเหนือจากการเป็น "พรสวรรค์" ซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะตัวไม่สามารถลอกเลียนแลลหรือถ่ายทอดให้แก่กันได้แล้ว ยังมีลักษณธเป็น "พรแสวง" ที่เกิดขึ้นจากการฝึกฝน สั่งสมประสบการณ์ ซึ่งในบริบทนี้มีปมเงื่อนอยู่ที่การเป็น "หมอลำ" ตามประวัติว่าผ่านการร่ำเรียนในวิชาชีที่เป็นทั้ง "ศาสตร์" และ "ศิลป์" นี้ แม้ว่าในบทความนี้จะไม่ได้พูดถึงว่าพ่อใหญ่โสภาได้ใช้ความรู้ความสามารถทางด้านหมอลำนี้กอบเป็นอาชีพเลี้ยงตัวแต่อย่างใด
(ยังมีต่อ)


พิมพ์ครั้งแรก โลกวันนี้ ฉบับวันสุข 16-22 พฤศจิกายน 2556
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง ผู้เขียน อริน
ร่วมสนับสนุนการเขียนและเผยแพร่ความคิด และกิจกรรมได้โดยโอนเงินไปที่

บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย สาขาเทสโก้โลตัส วังหิน
ชื่อบัญชี วัฒนา สุขวัจน์
บัญชีเลขที่ 986-2-87758-8