Article  :  Political   :  Forum  :  Facebook  :  Youtube

วันจันทร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2555

รัฐธรรมนูญของใคร: "แก้" หรือ "สร้างใหม่"

รัฐธรรมนูญของใคร: "แก้" หรือ "สร้างใหม่"



เวลานี้ และ/หรือ เวลาไหนๆ ในท่ามกลางกระแสเคลื่อนไหว แถลงข่าวทำประชามติก็ดี เข้าชื่อประชาชน 50,000 รายชื่อก็ดี ในประเด็นแก้หรือไม่แก้ "รัด-ทำ-มะ-นูน-2550" ในหลากหลายขั้วการเมือง มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย หรือเห็นด้วยบางส่วน ละเว้นเสียไม่พูดถึงบางส่วน รวมทั้งในปีกสุดโต่งปฏิกิริยา/ปฏิปักษ์ประชาธิปไตยที่ประกาศคัดค้านหัวชนฝา และเตรียมระดมมวลชนวัดกำลัง โดยเฉพาะการ "จับแพะชนแกะ" โดยไม่สามารถจำแนกได้ระหว่างประเด็นการเสนอให้มีการแก้ไข "รัฐธรรมนูญ" กับประเด็นที่ประชาชนไทยบางส่วน ที่ประกอบด้วยกลุ่ม องค์กร และนักคิดนักเขียนอิสระ กำลังนำเสนอประเด็นให้สังคมมีการทบทวน "กฎหมายอาญา มาตรา 112" หรือที่เรียกกันทั่วไปว่ากฎหมาย "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ"

ข้อเท็จที่ถูกละเลยมาตลอดในขบวนที่ประกาศ "ประชาธิปไตย" ทั้ง 2 ปีก หนึ่งคือ "พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" ซึ่งดูจะหมดบทบาททางสังคมไปเรียบร้อยแล้ว กับอีกปีกหนึ่งคือ "แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)" หลังจากการเลือกตั้ง 3 สิงหาคม 2554 ยังคงการเคลื่อนไหวในระดับกลุ่มย่อยและในบางภูมิภาค คือ คำถามคือ ใน 5 ปีหลัง "รัฐประหารอัปยศ 2549" ทุกแกนนำการเคลื่อนไหว ได้ลงแรงทำความเข้าใจหรือไม่กับมวลมหาประชาชน (ตามวาทกรรมเจนหูทั้งผู้พูดและคนฟัง) ว่า ประการแรก การปกครองในระบอบประชาธิปไตยเป็นอย่างไร ประการถัดมา ประชาธิปไตยที่พึงประสงค์ของสังคมไทยนั้นคืออย่างไร ประการที่สาม รัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นตามเจตนารมณ์ประชาธิปไตยนั้น ควรมีองค์ประกอบอย่างไร และประการสุดท้าย ประเทศไทยในปัจจุบันปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยหรือไม่

สิ่งที่พึงระวังคือ ในท่ามกลางการคัดค้านเปิดโปง "กฎโจร" ของหลายฝ่าย ประชาชนมีภารกิจต้องทำความเข้าใจให้มากที่สุดถึงแนวทางที่แหลมคมที่สุด เป็นรูปธรรมที่สุดในเป้าหมาย "โค่นระบอบเผด็จการ สร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์" มีแต่การทำความเข้าใจใน "เนื้อแท้" ของประชาธิปไตยอย่างปราศจากอคติทางผลประโยชน์แอบแฝงของขั้วอำนาจทางการเมือง เท่านั้น จึงจะสามารถมองทะลุและก้าวข้ามความพยายามของขั้วอำนาจการเมืองที่ชิงความได้ เปรียบในการเลือกตั้งภายใต้กติกาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ดังเช่นที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่มาตลอดนับจากการ "รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490" อันเป็นก้าวแรกในความสำเร็จของ "กลุ่มโต้อภิวัฒน์" ในการบ่อนทำลายเจตนารมณ์ประชาธิปไตยที่นำโดยคณะราษฎร นับจากการ "อภิวัฒน์สยาม 24 มิถุนายน 2475" ซึ่งกำลังจะครบวาระ 80 ปี ในพุทธศักราช 2555 นี้

5 ปีเศษนับจากการ "รัฐประหาร 19 กันยายน 2549" น้อยครั้งที่จะมีการประกาศย้ำยืนยัน หลักการสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่ "อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน" ข้อเสนอในการชุมนุมมวลชนที่นำโดย นปช. จนนำไปสู่กรณี "สงกรานต์เลือด 2552" ที่ประกอบด้วย 1. พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ และนายชาญชัย ลิขิตจิตถะ ต้องพิจารณาตัวเองด้วยการลาออกจากตำแหน่งองคมนตรี 2. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และ 3. บริหารราชการแผ่นดินดำเนินไปตามครรลองของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การปรับปรุงใดๆ ให้ดีขึ้นตามหลักสากล ต้องมีการปรึกษาหารือกันระหว่างนักประชาธิปไตยผู้มีประวัติและพฤติกรรมเชิดชูระบอบประชาธิปไตยเป็นที่ประจักษ์ นั้น จนถึงเวลานี้ ข้อเรียกร้องเหล่านั้นกลายเป็นอีกหนึ่งใน "วาทกรรมว่างเปล่า" ของสังคมไทยไปเรียบร้อยแล้ว

และอีกครั้งหนึ่งในปีถัดมา การชุมนุมใหญ่ที่นำโดย นปช. ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2553 มีเป้าหมายเรียกร้องให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภา และจัดการเลือกตั้งใหม่ นำไปสู่กรณีนองเลือด 2 ครั้งในเวลาห่างกันเดือนเศษ คือ กรณี "เมษาโหด" เมื่อวันที่ 10 เมษายน และกรณี "พฤษภาอำมหิต" ระหว่างวันที่ 14-18 พฤษภาคม โดยมียอดรวมผู้เสียชีวิต 92 ราย บาดเจ็บ (จำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บในรายงานนี้จะน้อยกว่าข้อมูลที่ถูกอ้างอิงกันโดยทั่วไปที่ระบุว่ามีประมาณ 2000 ราย เข้าใจว่า ตัวเลขดังกล่าวมาจากความเข้าใจที่ผิดพลาดต่อข้อมูลของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ หรือ สพฉ. ที่ระบุผลรวมทั้งผู้ป่วย/บาดเจ็บ/เสียชีวิต โดยตัวเลขนั้นครอบคลุมจำนวนผู้ป่วย 264 ราย ผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 157 ราย รวม 421 ราย ที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 12 มีนาคม - 8 เมษายน 2553 ด้วย ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการประท้วงหรือเหตุการณ์ความรุนแรงที่สืบเนื่องจาก การประท้วงโดยตรง) แลกมากับการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ (3 กรกฎาคม 2554) เร็วขึ้นไม่กี่เดือน เนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรจะหมดวาระจากการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550

ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2554 แกนนำการเคลื่อนไหว ทั้งที่เป็นพรรคการเมืองในแนวทางรัฐสภา และการเคลื่อนไหวมวลชนนอกสภาที่นำโดย นปช. ก็ดูเหมือนจะยุติการขับเคลื่อนคัดค้านการรับประหาร 19 กันยาฯ ลงโดยสิ้นเชิง และสามารถ "ปรองดอง" ได้ด้วยดีกับ พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ อดีตหัวหน้าคณะทหารที่ทำการรัฐประหารนั้น ภายใต้ชื่อ "คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทางเป็นประมุข (คปค.)" ซึ่งในเวลาต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น "คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)"

การรณรงค์ขับเคลื่อนเพื่อสถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ก็หยุดชะงักลงโดยสิ้นเชิง สังคมไทยถูกครอบงำทิศทางของความสนใจไปที่ 1. การจัดตั้งรัฐบาลผสม 2. กรณีนองเลือดในปี 2553 3.อุทกภัยใหญ่ 2554 ที่จนถึงตอนนี้ การสอบสวนหา "ความรับผิด" ที่นำไปสู่ความเสียหายจากภัยธรรมชาติที่ไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลันเช่นการ เกิดพายุ คลื่นยักษ์ หรือแผ่นดินไหว และ 4. การอภิปรายเพื่อผ่านมติกฎหมายงบประมาณฯ ประจำปี 2556

การขับเคลื่อนของภาคการเมืองที่ผ่านมา โดยเนื้อแท้แล้ว ยังถือได้ว่าห่างไกลจาก บทบัญญัติตาม มาตรา 1 ของ พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินชั่วคราว ลงวันที่ 27 มิถุนายน 2475 ที่บัญญัติไว้ว่า "อำนาจสูงสุดของประเทศนั้น เป็นของราษฎรทั้งหลาย" โดยที่การเคลื่อนไหวกระแสหลัก ยังคงวนเวียนอยู่กับ "แนวทางรัฐธรรมนูญนิยม" และ "การเลือกตั้งภายใต้กติกาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย" เช่นที่ผ่านมาทั้ง 15 ฉบับ นับจากรัฐธรรมนูญ 9 พฤศจิกายน 2490 หรือ "รัฐธรรมนูญใต้ตุ่ม"

กล่าวอย่างถึงที่สุด การแก้ไขหรือไม่ อย่างไร หาใช่ประเด็นสำคัญสำหรับขบวนประชาธิปไตยประชาชนที่มีวุฒิภาวะ หากก่อนอื่น อยู่ที่รัฐธรรมนูญนั้นเป็นหรือไม่เป็นประชาธิปไตยต่างหาก

นั่นคือรัฐธรรมนูญนั้นประกาศอย่างถึงที่สุด และนำไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริงได้ซึ่ง "หลักประกันแห่งสิทธิทั้งปวงและการแบ่งแยกอำนาจโดยชัดเจน" อันประกอบด้วย 1. เสรีภาพโดยบริบูรณ์ของประชาชน ภายใต้หลักพื้นฐาน "ไม่ละเมิด" และ "ความรับผิด" และ 2. ความเท่าเทียมกันภายใต้หลักพื้นฐาน "หนึ่งคน หนึ่งเสียง".


พิมพ์ครั้งแรก โลกวันนี้ ฉบับวันสุข 14-20 มกราคม 2554
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง ผู้เขียน อริน
สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

วันเสาร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2555

ข้อเสนอ: แนวทางการสร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์

ข้อเสนอ: แนวทางการสร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์



บทความชิ้นนี้เป็นการแก้ไขปรับปรุงครั้งที่ 5 จากการตีพิมพ์ครั้งแรก THAIFREEDOM ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 ปักษ์หลัง มกราคม 2553 คอลัมน์ เปิดหน้าปล่อยการ์ด เขียนโดย "อริน" ในชื่อ สู้เพื่อเป้าหมาย ประชาธิปไตยสมบูรณ์ "ไม่ชนะไม่เลิก" แค่ไหน-อย่างไร? จากการนำเสนอความคิดที่ยังไม่เป็นรูปธรรมก่อนหน้านั้นต่อเนื่องหลายครั้งบนอินเทอร์เน็ตหลายครั้ง

ในวาระการเปลี่ยนศักราชเข้าสู่ปี 2555 ขออนุญาตนำข้อเขียนที่เพิ่งปรับปรุงล่าสุดนี้ เสนอต่อสาธารณะด้วยความบริสุทธิ์ใจ ต่อการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ขึ้นในประเทศบ้านเกิดเมืองนอนอันเป็นที่รักไม่ต่างไปจากผู้รักประชาธิปไตยรักเสรีภาพทั้งหลาย และโดยเหตุปัจจัยที่พิจารณาแล้วหลังการประกาศพระราชกฤษฎีกายุบสภาเมื่อวัน ที่ 10 พฤษภาคม 2554 เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 นั้น ลงชื่อโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

ผลรูปธรรมที่เกิดขึ้นในการเมืองการปกครองภายใต้กติกาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ที่เรีกยกันว่า "รัด-ทำ-มะ-นูน-2550" นั้น ยังไม่อาจขับเคลื่อนประเทศไทยเข้าใกล้ระบอบประชาธิปไตย ที่มีองค์ประกอบพื้นฐาน 3 ประการคือ 1.อำนาจ อธิปไตยเป็นของประชาชน, 2.ประชาชนมีเสรีภาพบริบูรณ์บนหลักการไม่ละเมิดและความรับผิด และ 3.ประชาชนมีความเสมอภาคกันตามหลักหนึ่งคนหนึ่งเสียง

ด้วยเหตุนี้ผู้เขียนจึงทำข้อเสนอนี้โดยชี้แจงไว้ในอารัมภบทย่อหน้าสุดท้ายใน "ข้อเสนอ 6 ข้อเพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์" จากการตีพิมพ์ครั้งแรก "ผมจึงตัดสินใจเสนอเป้าหมายรูปธรรมเบื้องต้น 6 ประการในการเสร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์ ซึ่งมีแนวคิดสังเขป (จำเป็นต้องมีการศึกษาค้นคว้า ลึกลงไปในรายละเอียด ถึงความเป็นไปได้ และลำดับขั้น ในการผลักดันสู่การปฏิบัติที่เป็นจริงต่อไป) ดังต่อไปนี้"

1. รัฐประชาธิปไตยที่แยกอำนาจอธิปไตย ออกเป็น 3 ส่วนอย่างเด็ดขาด ประการสำคัญที่สุด "ผู้แทนปวงชน" ต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งสิ้น โดย "สภาล่าง" หรือ "สภาผู้แทนราษฎร" เลือกตั้งมาจากเขตการเลือกตั้งตามจำนวนประชากร มีอำนาจหน้าที่เต็มสมบูรณ์ในการพิจารณาเสนอและผ่านกฎหมาย และ "สภาสูง" หรือ "สภาผู้แทนจังหวัด" เลือกตั้งโดยตรงเช่นในสหรัฐอเมริกา หรือโดยอ้อมผ่านสภาส่วนท้องถิ่นเช่นในฝรั่งเศส ประกอบด้วยผู้แทนจังหวัดละ 2 คน ทำหน้าที่ "สภาตรวจสอบ" แทนที่ "สภาพี่เลี้ยง" ที่มาจากการแต่งตั้ง ประเด็นสำคัญ 2 ประเด็นที่ผู้เขียนเคยเสนอต่อการประชุมสัมมนาทั้งที่เป็นและไม่เป็นทางการในช่วงเวลาที่ผ่านมา คือ ความเป็นไปได้ที่การตรวจสอบนี้ จะครอบคลุมไปถึงการแต่งตั้งตำแหน่ง "ผู้นำเหล่าทัพ" และ "ปลัดกระทรวง" ในฐานะข้าราชการประจำผู้มีอำนาจหน้าที่สูงสุดทั้งข้าราชการทหารและข้าราชการพลเรือนของหน่วยงาน

2. สิทธิของประชาชนในการเลือกตั้งโดยตรง ซึ่งประกอบด้วย หนึ่ง "ประมุขฝ่ายบริหาร" หรือ "นายกรัฐมนตรี" และเป็นตำแหน่งที่อยู่บนหลักการที่ว่า ไม่สามารถดำเนินการอย่างอื่นในการถอดถอนได้ เว้นไว้เสียแต่ด้วยกระบวนการอันบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เช่น กระบวนการยื่นถอดถอน (impeachment) ผ่านอำนาจอธิปไตย และ สอง "ผู้ว่าราชการจังหวัด" และรับรองใน "สิทธิอัตวินิจฉัยทางประชาชาติ" โดยยึดหลักท้องถิ่นมีความแตกต่างจากส่วนกลาง ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม

3. การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เรียกร้องในประเด็นหลักถึงการเปลี่ยนแปลงกระบวนการยุติธรรมที่เริ่มต้นจาก "ผู้ต้องหาผิด จนกว่าจะพิสูจน์ตนเองได้ว่าบริสุทธิ์" มาสู่ "ผู้ต้องหาบริสุทธิ์ จนกว่าผู้กล่าวหาจะนำพิสูจน์ได้อย่างถ่องแท้ว่ามีความผิด"; ประเด็นถัดมา คือความเป็นไปได้ของการนำ "ระบบลูกขุน" มาใช้ในประเทศไทย เพื่อนำมาใช้พิจารณาคดีที่มีความสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลักการความเสมอภาคและหลักการเสรีภาพ ด้วยการ "ลงคะแนนเสียง" อย่างเป็น "ประชาธิปไตย"; ประเด็นถัดมา การเสนอและการรับรอง "ประมุขฝ่ายตุลาการ" ที่ผ่าน "ประมุขฝ่ายบริหาร" และ "รัฐสภา" เพื่อให้อำนาจตุลาการยึดโยงกับประชาธิปไตยโดยผ่านอำนาจอธิปไตยอีก 2 อำนาจที่มาโดยการเลือกตั้ง; และ การนำ "ระบบศาลเดี่ยว" มาใช้ ซึ่งประกอบไปด้วย ศาลชั้นต้น ศาลชั้นกลาง คือ "ศาลอุทธรณ์" และศาลสูง คือ "ศาลฎีกา" ทั้งนี้หมายความว่า "ศาลอื่น" ไม่มีอำนาจในการพิพากษาอรรถคดี; และประเด็นสุดท้ายบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ามีความผิด ต้องได้รับ "สิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีในศาลยุติธรรมโดยเปิดเผย" และได้รับหลักประกันบรรดาที่จำเป็นสำหรับการต่อสู้คดีรวมทั้งสิทธิในการได้รับ "การปล่อยตัวชั่วคราว"

4. "องค์กรอิสระทั้งหมด" ต้องออกจากรัฐธรรมนูญ เนื่องจากไม่ได้เป็นอำนาจอธิปไตย ไม่สามารถใช้อำนาจที่เป็นของปวงชนได้ตามเจตนารมณ์ประชาธิปไตย นั่นคือองค์การทางการเมืองการปกครองใด "ต้อง" เกิดขึ้นและดำเนินงานภายใต้การตรวจสอบได้โดยผู้แทนปวงชน ซึ่งสำหรับประเด็นการตรวจสอบนั้น เสนอให้อยู่ในอำนาจของ "กรรมาธิการของสภาสูง" หรือ "สภาผู้แทนจังหวัด" ตามข่อ 1

5. ไม่มีบทบัญญัติว่าด้วยอำนาจหน้าที่ของหนึ่งในองค์กรนอกอำนาจอธิปไตย ซึ่งได้แก่ "องคมนตรี" อยู่ในรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้โดยอาศัย "พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน" ลงวันที่ 27 มิถุนายน 2475; "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม" ลงวันที่ 10 ธันวาคม 2475 และ "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย" ลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2489 นั้น เป็นรัฐธรรมนูญที่ "ปราศจากองคมนตรี" หาก "องคมนตรี" หรือที่ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว 9 พฤศจิกายน 2490 ใช้ว่า "อภิรัฐมนตรี" เริ่มต้นจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว 2490 ที่เกิดจากการรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน ที่นำโดย พลโท ผิน ชุณหะวัน ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า "รัฐธรรมนูญใต้ตุ่ม" อนึ่ง ข้อเสนอนี้มิได้เสนอ "ยกเลิก" องคมนตรีแต่ประการใด

6. การประกาศไว้ใน "บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ" (ไม่ใช่เพียงใน "กฎหมายรัฐธรรมนูญ" ที่อาจถูก "ฉีก" โดยการทำรัฐประหาร) เป็นลายลักษณ์อักษรในลักษณะเป็นการบัญญัติเป็นกฎหมายสูงสุด ที่ไม่อาจทำลายได้ และมีลักษณะเป็น "สัญญาประชาคม" ยืนยันอำนาจอธิปไตยที่ "เป็นของปวงชนชาวไทย" ทั้งโดย "รูปแบบ" และโดย "กระบวนการ" ทางการเมืองการปกครองทั้งมวล บนหลักการ "เป็นของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน" จึงสมควรให้มีบทบัญญัติที่อยู่เหนือ "กฎหมายรัฐธรรมนูญ" ให้ประชาชน "มีสิทธิเสรีภาพเต็มสมบูรณ์ ในอันที่จะลุกขึ้นต่อต้าน คัดค้านและตอบโต้ ทุกความพยายามในอันที่จะทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตย"; นอกจากนี้ โดยหลักการประชาธิปไตยสมบูรณ์ ให้มีการรณรงค์ทั้งในและนอกสภา ในอันที่จะกำจัดเสียอย่างสิ้นเชิง ซึ่ง "คำสั่งทั้งหลายโดยการรัฐประหารซึ่งไม่ชอบด้วยหลักการประชาธิปไตย" อาทิ "ประกาศคณะปฏิวัติ" "ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองแผนดินฯ" "ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อย" "ประกาศคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ" และ/หรือ คำสั่งหรือประกาศอื่นใดในทำนองเดียวกัน.


พิมพ์ครั้งแรก โลกวันนี้ ฉบับวันสุข 7-13 มกราคม 2555
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง ผู้เขียน อริน
ปรับปรุงครั้งที่ 5 จากการตีพิมพ์ใน THAIFREEDOM
ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 ปักษ์หลัง มกราคม 2553:
สู้เพื่อเป้าหมาย ประชาธิปไตยสมบูรณ์ "ไม่ชนะไม่เลิก" แค่ไหน-อย่างไร?
คอลัมน์ เปิดหน้าปล่อยการ์ด เขียนโดย อริน
สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
ร่วมสนับสนุนการเขียนและเผยแพร่ความคิด และกิจกรรมได้โดยโอนเงินไปที่

บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย สาขาเทสโก้โลตัส วังหิน
ชื่อบัญชี วัฒนา สุขวัจน์
บัญชีเลขที่ 986-2-87758-8