Article  :  Political   :  Forum  :  Facebook  :  Youtube

วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2554

2475-2549 โปรดฟังอีกครั้ง (41)

การลุกขึ้นสู้ 14 ตุลาคม 2516: วิญญาณเสรีชนตื่นขึ้นแล้ว

ดูเหมือนสถานการณ์น่าจะคลี่คลายไปสู่ความสงบเรียบร้อย เมื่อในเวลาประมาณ 04.30 น. พ.ต.อ.วสิษฐ์ เดชกุญชร ได้อันเชิญพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาอ่าน ความว่า

"คนที่เป็นผู้ใหญ่ (คนเก่า) นั้นเขามีประสบการณ์ ส่วนคนหนุ่มสาวมีพลังแรงทั้งร่างกายและทั้งความคิด ถ้าหากมาปรองดองสมัครสมานกัน ทำงานอย่างพร้อมเพียงไม่ผิดใจแคลงใจกัน การบ้านการเมืองก็จะดำเนินไปได้ด้วยดี นิสิตนักศึกษาก็เป็นผู้ที่ผ่านการทดสอบเลือกเฟ้นมาเป็นที่แน่นอนแล้วว่ามีทั้งสติและปัญญาพร้อมมูล จึงควรจะได้รู้ถึงความคิดผิดชอบชั่วดีทุกอย่าง เมื่อนิสิตนักศึกษาได้ดำเนินการมาตรงเป้าหมาย และได้รับผลตามสมควรแล้ว ก็ขอให้กลับคืนสู่สภาพปรกติเพื่อยังความสงบเรียบร้อยให้เกิดแก่ประชาชนทั่วไป"

จากนั้น พ.ต.อ.วิสิษฐ์ เดชกุญชร และนายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล รวมทั้งกรรรมการศูนย์นิสิตฯ อีกหลายคนได้พูดต่อขอให้ฝูงชนแยกย้ายกลับบ้าน และประกาศให้ทุกคนหันหน้าไปทางพระตำหนักจิตรลดาฯ ร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี แล้วฝูงชนก็เริ่มสลายตัวในเวลา 06.00 น.

เหตุการณ์ที่นำไปสู่สถานการณ์ที่ฝ่ายรัฐบาลประกาศว่าเป็น "การจลาจล" เริ่มต้นในช่วงนี้เอง ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณหน้าพระตำหนักสวนจิตรฯ ด้านถนนพระราม 5 ซึ่งใช้เป็นที่ชุมนุมโดยสงบมาตลอดคืนวันที่ 13 ตุลาคม กำลังสลายตัวและแยกย้ายกันกลับ โดยส่วนด้านหน้ารถบัญชาการมุ่งหน้าไปสี่แยกดุสิตด้านถนนราชวิถี กลับถูกสกัดกั้นโดยหน่วยคอมมานโดของตำรวจนครบาลและกองบังคับการปราบปราม แม้นักเรียนอาชีวะหลายกลุ่มที่ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยรถบัญชาการจะร้องขอให้เปิดทาง แต่ตำรวจยังคงยืนกรานที่จะให้ถอยกลับไปออกทางเดิม ในขณะที่กลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษาที่อยู่ด้านหลังก็ไม่รู้ว่าถูกตำรวจปิดกั้น ต่างพากันหนุนเนื่องเข้ามา ทำให้ด้านหน้าต้องประจันกับตำรวจอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง ทั้งนี้ พล.ต.ท. มนต์ชัย พันธุ์คงชื่น ไม่สั่งให้ตำรวจปราบปรามจลาจลเปิดแนวปิดกั้น เพราะ พล.ต.ท. ประจวบ สุนทรางกูร รองอธิบดีกรมตำรวจฝ่ายกิจกรรมพิเศษ ได้ออกคำสั่งไม่อนุญาตให้เปิดแนวปิดกั้นให้ประชาชนผ่าน

ประมาณ 20 นาทีต่อมา รถบัญชาการของศูนย์นิสิตฯ ได้เคลื่อนเข้ามาทางด้านหลังของฝูงชน ห่างจากแนวตำรวจประมาณ 50 เมตร โฆษกบนรถพูดชักชวนให้ประชาชนส่วนใหญ่เดินกลับบ้านทางด้านวัดเบญจมบพิตร มุ่งสู่สี่แยกพาณิชยการ แต่กลุ่มนักเรียนนักศึกษาไม่ยอมเสียแล้ว ตอนนี้เองได้เกิดการวุ่นวายกันขึ้น มีความพยามยามผลักดันคนซึ่งประจันหน้ากับแนวตำรวจด้านหน้า และเริ่มมีการว้างปาสิ่งของเท่าที่จะหาได้เข้าใส่แนวปิดกั้นของตำรวจ  พล.ต.ท. มนต์ชัย พันธุ์คงชื่น สั่งให้หน่วยคอมมานโดใช้กำลังเข้าต่อต้านพวกเดินขบวนได้ ถ้าหากเห็นว่าไม่สามารถจะยับยั้ง การผลักดันและการขว้างปาของประชาชนได้ ในที่สุดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยปราบปรามทั้งหมดได้ใช้ไม้กระบองและโล่ เข้าตีและดันกลุ่มผู้เดินขบวนให้ถอยร่นไป โดยจัดแถวเป็นรูปหัวหอกพร้อมกับตีและดันไปข้างหน้าโดยไม่เลือกว่าจะเป็นชาย หญิง หรือเด็ก ในขณะเดียวกัน กำลังเจ้าหน้าที่ในแนวหลังก็ได้รับคำสั่งให้ยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่ฝูงชนที่ประจันหน้ากันอยู่นั้น ทำให้ฝูงชนส่วนใหญ่ต้องถูกดันถูกตี สำลักแก๊สน้ำตาแตกกระจายโดดลงคูน้ำทั้งสองข้างทาง

เจ้าหน้าที่ทหารตำรวจที่ทำหน้าที่รักษาการณ์เขตพระราชฐานได้ออกมาให้ความช่วยเหลือ เปิดทางให้ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและถูกแก๊สน้ำตา เข้าไปในพื้นที่รอบนอกนอกของพระตำหนักฯ ระหว่างนั้นมีกระสุนไล่หลังจากเครื่องยิงระเบิดแก๊สน้ำตาข้ามรั้วไปตกในเขตพระตำหนักจิตรลดาฯหลายลูก

ถึงตอนนี้ ด้วยความโกรธแค้นของนักเรียนนักศึกษาและประชาชนที่ถูกเจ้าหน้าที่ใช้กำลังอาวุธปราบจลาจลเข้าทำร้าย หันหน้ามารวมกำลังกันอย่างเหนียวแน่น พยายามต่อสู้กับตำรวจด้วยอาวุธเท่าที่พอจะหาได้ เช่น ก้อนหิน ไม้ เป็นต้น การปะทะใช้เวลาประมาณ 15 นาที จนถึงเวลาประมาณ 06.45 น. กำลังของนักเรียนนิสิตนักศึกษาประชาชนส่วนใหญ่จึงถอยร่นไปรวมกันที่ลานพระบรมรูปทรงม้า และมีส่วนหนึ่งเดินทางไปที่ธรรมศาสตร์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ศูนย์นิสิตฯ บางส่วนกับเจ้าหน้าที่ขององค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยังคงตั้งอยู่เพื่อรักษาพื้นที่การชุมนุมไว้

หลังจากมีการตรวจสอบกันได้ความแน่ชัดแล้วว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ความรุนแรงเข้าสลายกลุ่มผู้ชุมนุมที่กำลังจะแยกย้ายกันกลับบ้านตามข้อตกลงในคืนที่ผ่านมา ได้สร้างความเดือดแค้นให้แก่นักเรียนนักศึกษาในมหาวิทยาลัยและประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งออกมาติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวเพิ่มจำนวนยิ่งขึ้นทุกที มีการประกาศให้ฝูงชนที่แตกกระจายจากบริเวณสวนจิตรฯ รวมทั้งที่ทยอยกลับบ้านไปบ้างแล้ว ไปรวมกันที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในการนี้ทางศูนย์นิสิตได้ใช้รถบรรทุกเล็กหรือรถปิกอัพ ที่เตรียมไว้สำหรับการเดินขบวน ออกกระจายเสียงไปตามที่ชุมชนในเขตกรุงเทพฯ หลายแห่ง และมีขบวนรถมอเตอร์ไซค์ของนักเรียนนักศึกษา ตลอดจนประชาชนทั่วไปที่รักความเป็นธรรมและรักประชาธิปไตย มาเป็นอาสาสมัครกระจายข่าวและระดมคนเข้าร่วมการต่อต้านรัฐบาล

เวลาประมาณ 08.30 น. นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนประมาณ 5 พันคน ซึ่งมารวมตัวกันอยู่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้าตั้งแต่เช้า ตัดสินใจออกเดินมุ่งไปมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่แล้วกลับไปติดอยู่ที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ ซึ่งเป็นที่ตั้งกองบัญชาการตำรวจนครบาลในเวลนั้น มีการขว้างปาไม้และก้อนหินเข้าไปยังกองบัญชาการตำรวจนครบาล

ส่วนบริเวณหน้ากรมประชาสัมพันธ์ก็มีนักศึกษาประชาชนชุมนุมกันหลายพันคน โดยผู้ชุมนุมจำนวนหนึ่งพากันบุกเข้าไปภายในกรมประชาสัมพันธ์ และสำนักงานคณะกรรมการตรวจและติดตามผลการปฏิบัติราชการ (กตป.) สี่แยกคอกวัว ซึ่งปัจจุบันคือที่ตั้ง "อนุสรณ์สถาน 14 ตุลาคม 2516" รวมทั้ง อาคารสำนักงานสลากกินบางรัฐบาล เชิงสะพานปิ่นเกล้า โดยที่ฝูงชนเห็นว่าเป็นแหล่งมอมเมาให้ติดอยู่กับการเสี่ยงโชค

ประมาณ 09.00 น. พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ตรวจการณ์ในบริเวณท้องสนามหลวง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถนนราชดำเนินกลาง และหน้ากรมประชาสัมพันธ์ แล้วรายงานข่าวโดยตรงมาถึงจอมพลถนอมและจอมพลประภาส บ่งชี้ว่า มีการซ่องสุมอาวุธและผู้คนไว้ใต้ตึกโดมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตามแผนของคอมมิวนิสต์ จากนั้นในเวลา 09.30 น. รัฐบาลออกอากาศแถลงการณ์ว่า "พวกก่อการจลาจล (พกจ.)" บุกรุกเขตพระราชฐาน และทำร้ายตำรวจ

การออกข่าวและประกาศของฝ่ายรัฐบาลที่มีลักษณะบิดเบือนข้อเท็จจริง เป็นการเพิ่มทวีความโกรธแค้นของกลุ่มผู้ชุมนุมที่อยู่ในเหตุการณ์ช่วงเช้าตรู่มากยิ่งขึ้น ในเวลาเดียวกันมีประชาชนที่ไม่เชื่อถือจากการฟังข่าวด้านเดียวจากทางรัฐบาล เริ่มทยอยกันออกจากบ้านเพื่อจะได้เห็นเหตุการณ์ด้วยตาตนเอง โดยมีจำนวนมากขึ้นทุกที

เกือบทั้งหมดเข้าร่วมกับกลุ่มต่อต้านรัฐบาลถนอม-ประภาส-ณรงค์ ไปโดยปริยาย

ในจำนวนนั้น คือผู้ซึ่งซึ่งพลีชีพในเหตุการณ์เรียกร้องรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตย และปัจจุบันได้รับการเชิดชูเป็นหนึ่งในวีรชน 14 ตุลาฯ ลำดับต้น ที่ปลุกเร้าวิญญาณเสรีชนแก่นักเรียนนิสิตนักศึกษาและประชาชนในเวลานั้น คือ นายจีระ บุญมาก นักศึกษาปริญญาโทสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ที่เดินทางมาแจกส้มให้นักเรียนช่างกล บอกว่าทหารเขามาทำตามหน้าที่ ให้ใจเย็น อย่าทำอะไรรุนแรง จากนั้นก็ถือธงชาติเดินเข้าหาทหาร ขอร้องว่าทหารอย่าทำร้ายเด็กนักเรียนที่ไม่มีอาวุธ แล้วหยิบส้มที่เตรียมมาโยนให้ทหารกิน ทหารที่ระวังอยู่เข้าใจว่านายจีระจะทำร้าย จึงยิงปืนใส่ เสียชีวิตทันที.


แก้ไขปรับปรุง จากการพิมพ์ครั้งแรก โลกวันนี้ ฉบับวันสุข
วันที่ 26 ธันวาคม 2552 - 1 มกราคม 2553

วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2554

การต่อสู้แบบสันติ อหิงสา: วาทกรรมว่างเปล่าในสังคมไทย? (12)

คดีสลายม็อบพันธมิตร 7 ตุลาคม 2551

ปลายปี 2552 ต่อต้นปี 2553 มีเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองไทย 2 เหตุการณ์ที่นำไปสู่ข้อถกเถียงที่ยกจะมีข้อยุติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับ "กระบวนการยุติธรรม 2 มาตรฐาน"

เหตุการณ์แรกคือ สิ่งที่สังคมการเมืองไทยจับตามองมาเป็นเวลาเกือบ 1 ปีขาดไปเพียง 1 เดือนเต็มก็มาถึง ในวันที่ 7 กันยายน 2552 เมื่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งมี นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานฯ ทำหน้าที่ประธานการประชุมเพื่อพิจารณาคดีสั่งการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่หน้ารัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ซึ่งในที่สุดที่ประชุมมีมติชี้มูลความผิดนักการเมืองและนายตำรวจที่เกี่ยวข้อง ตามข้อกล่าวหา ดังนี้ คือ

1.นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี มีความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ซึ่งเรียกประชุม ครม.นัดพิเศษในคืนวันที่ 6 ตุลาคม 2551 โดยมอบหมายให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นผู้สั่งการ และเปิดทางให้ ส.ส.และ ส.ว.เข้าสู่รัฐสภา ซึ่งที่ประชุม ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด 8 ต่อ 1

2.พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี มีความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานเป็นผู้รับผิดชอบเหตุการณ์ และสั่งการให้ตำรวจผลักดันผู้ชุมนุมโดยใช้แก๊สน้ำตา ซึ่งที่ประชุม ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด 6 ต่อ 3

3.พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ในฐานะผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งรับผิดชอบตามอำนาจหน้าที่ เมื่อเกิดเหตุรุนแรงจนถึงขั้นผู้ชุมนุมบาดเจ็บสาหัส ถึงขนาดขาขาดแขนขาด ก็ต้องยับยั้งมิให้เหตุการณ์ลุกลามต่อไป และมีการให้การจากพยานว่า เป็นผู้สั่งการสลายการชุมนุม จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและมีความผิดวินัยร้ายแรง ซึ่งที่ประชุม ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด 8 ต่อ 1

4.พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น.ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ และเป็นเจ้าของพื้นที่ มีความผิดวินัยร้ายแรงและอาญา เช่นกัน โดยที่ประชุม ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด 8 ต่อ 1

สำหรับ พลตำรวจตรี ลิขิต กลิ่นอวล รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พลตำรวจตรี เอกรัตน์ มีปรีชา รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พลตำรวจตรี วิบูลย์ บางท่าไม้ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พลตำรวจตรี จักรทิพย์ ชัยจินดา รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ออกปฏิบัติหน้าที่ในการสลายการชุมนุมครั้งนี้ ทั้งหมด เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ในความควบคุมรับผิดชอบและสั่งการของผู้บัญชาการตำรวจ นครบาล ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พฤติการณ์และพยานหลักฐานยังไม่พอฟังว่ามีมูลเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ราชการ จึงให้ข้อกล่าวหาตกไป

ส่วน พลตำรวจเอก วิโรจน์ พหลเวชช์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่ามีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงต่อเหตุการณ์ที่เกิด ขึ้นดังกล่าว ข้อกล่าวหาไม่มีมูลให้ข้อกล่าวหาตกไป

ที่ประชุม ปปช. ให้ส่งรายงาน เอกสาร และความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อพิจารณาโทษทางวินัยพลตำรวจเอก พัชรวาท วงษ์สุวรรณ และพลตำรวจโท สุชาติ เหมือนแก้ว และไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการฟ้องคดี นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ พลตำรวจเอก พัชรวาท วงษ์สุวรรณ และพลตำรวจโท สุชาติ เหมือนแก้ว ต่อไป

การมีมติดังกล่าวย่อมหมายความเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจาก ปปช. เห็นว่า ผู้สั่งการคืออดีตนากยกรัฐมนตรี นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และ พลเอกเชาวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้รับผิดชอบเหตุการณ์ และนายตำรวจผู้รับคำสั่งไปปฏิบัติ นั้น มีความผิดตามกฎหมายและมีความผิดวินัยร้ายแรงในการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา

กรณีที่ดินเขายายเที่ยงกับพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์

เหตุการณ์สำคัญถัดมาคือรับปีใหม่พุทธศักราช 2553 คือ ปรากฏการณ์ "เขายายเที่ยง" ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ ถึงความไม่ชอบธรรมในการครอบครองพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรีและอดีตนายกรัฐมนตรี ที่มาจากการรัฐประหารอัปยศ 19 กันยายน 2549 ขณะที่ประชาชนผู้ยากไร้บริเวณเดียวกันกลับถูกจับกุมคุมขังในการเข้าใช้พื้นที่

ซึ่งในวันที่ 7 มกราคม 2553 ที่ รัฐสภา นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว. สรรหา แถลงกรณีที่แนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ (นปช.) ประกาศจะไปชุมนุมที่เขายายเที่ยง จ.นครราชสีมาในวันที่ 11 มกราคม เพื่อโจมตีการถือครองที่ดินเขายายเที่ยงของพล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้เปิดเผยว่า อัยการจังหวัดได้ทำหนังสือถึงกรมทรัพยากรธรรมชาติ ไปยังสำนักงานป่าไม้เพื่อให้ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี 29 เมษายน 2518 กรณี ที่ราษฎรได้รับจัดสรรที่ดินทำกินจะต้องเป็นที่ดินทำกินของราษฎรผู้นั้น กรณีที่ตกทอดจะต้องตกทอดไปยังทายาทโดยธรรมเท่านั้น ไม่มีสิทธิขายหรือโอนให้บุคคลอื่น กรณีเช่นนี้จึงมีผลให้เจ้าของที่ดินทั้ง 150 แปลง และพล.อ.สุรยุทธ์จะไม่มีสิทธิถือครองที่ดินนี้ต่อไป พร้อมทั้งปกป้องว่า พล.อ. สุรยุทธ์ไม่มีความผิด

ในขณะที่ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวคงไม่ใช่แค่นั้น พล.อ.สุรยุทธ์ ทำผิดกฎหมายมาหลายปีจะคืนที่ดินแล้วจบกันคงไม่ได้ เพราะในทางกฎหมายถือว่าได้ทำความผิดสำเร็จไปแล้ว ดังนั้นพล.อ.สุรยุทธ์ ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามกฎหมายด้วยสถานะความเป็นองคมนตรีและสถานะของผู้มีคุณธรมและจริยธรรม นอกจากนี้พล.อ.สุรยุทธ์ต้องแสดงความรับผิดชอบมากกว่าการคืนที่คือ 1 . ต้องทบทวนว่าเหมาะสมว่าจะดำรงตำแหน่งองคนตรีต่อไปหรือไม่ 2.มีความชอบธรรมที่จะดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิอนุรักษ์ผืนป่าเขาใหญ่หรือไม่ เพราะพล.อ.สุรยุทธ์ ทำตัวเป็นสมภารกินไก่วัดครอบครองป่าสงวนเสียเอง และ3.มีความสง่างามเพียงพอที่จะเป็นผู้มีคุณธรรมจริยธรรมอย่างที่เคยเป็นมาหรือไม่

และในวันที่ 11 มกราคม คนเสื้อแดงก็เดินทางไปชุมนุมกันในเขตป่าอนุรักษ์เขายายเที่ยงซึ่งเป็นภูเขาที่มีทัศนียภาพสวยงาม มีรีสอร์ตและวิลล่าที่สร้างอย่างผิดกฎหมายกระจายตัวอยู่ทั่วไปและถือครองโดยคนที่รวยมากอย่างเห็นได้ชัด เวลาเย็นก่อนเริ่มต้นการชุมนุม คนเสื้อแดงส่วนหนึ่งเข้ายึดพื้นที่ตรงข้ามกับอาณาเขตบ้านหลังใหญ่ของพล.อ.สุรยุทธ์ ซึ่งมีเพียงถนนกั้นกลาง มีเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่จำนวนมากในถนนทุกสายบนภูเขานั้น และหลังจากคนเสื้อแดงจำนวนมากมาถึงที่หมาย ก็มีเหตุการณ์ตึงเครียดเล็กน้อยเกิดขึ้น เมื่อคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งพยายามเข้าไปประชิดแต่ถูกขอร้องโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รักษาการณ์ตรงปากทางเข้า และการ์ดเสื้อแดงก็ตั้งแถวขึ้นมากั้นระหว่างผู้ชุมนุมกับตำรวจและจัดการให้พวกผู้ชุมนุมสงบลง แถวสองแนวนี้ตรึงอยู่ตลอดทั้งวัน.


พิมพ์ครั้งแรก โลกวันนี้ ฉบับวันสุข วันที่ 2-8 เมษายน 2554
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง ผู้เขียน อริน

ร่วมสนับสนุนการเขียนและเผยแพร่ความคิด และกิจกรรมได้โดยโอนเงินไปที่

บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย สาขาเทสโก้โลตัส วังหิน
ชื่อบัญชี วัฒนา สุขวัจน์
บัญชีเลขที่ 986-2-87758-8