Article  :  Political   :  Forum  :  Facebook  :  Youtube

วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2554

การต่อสู้แบบสันติ อหิงสา: วาทกรรมว่างเปล่าในสังคมไทย? (5)

"ความจริงวันนี้" และ "ครอบครัวความจริงวันนี้สัญจร"

ช่วงรัฐบาลพรรคพลังประชาชนซึ่งได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นพรรคเสียงข้างมากจากการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 ซึ่งมีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของพรรค และของการเลือกตั้งครั้งนั้น แต่การบริหารราชการแผ่นดินตั้งแต่เริ่มต้นถูกโจมตีด้วยข้อกล่าวหาต่อเนื่อง ตลอดเวลาจากฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง หรือแม้แต่องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งแสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์กับพรรคการเมืองในขั้วหรือที่มีความสัมพันธ์แนบ แน่นกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้ก่อตั้งพรรคไทยรัก และถูกทำรัฐประหารไปเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

ต่อมา นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "สนทนาประสาสมัคร" เมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม 2551 ว่า จะมอบหมายให้กลุ่มโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผลิตรายการโทรทัศน์ ในทุกวันจันทร์-วันศุกร์ เวลา 22.15-23.00 น. เพื่อตอบโต้ข้อกล่าวหา ที่ผู้บริหารองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เช่น คณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ, จรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ, คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ปฏิบัติราชการแทนคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นต้น ตลอดจนกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำมาโจมตีรัฐบาล ผ่านสื่อในเครือผู้จัดการ โดยเฉพาะสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม เอเอสทีวี ช่องนิวส์วัน

ทว่า นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่ากลุ่มโฆษกรัฐบาลไม่สามารถผลิตรายการดังกล่าวได้ เนื่องจากเป็นช่วงเวลาของรายการ "ข่าวหน้าสี่" ซึ่งมี บริษัท นิวไทม์ เทเลวิชั่น จำกัด เป็นผู้ผลิตอยู่แต่เดิมแล้ว ทางรัฐบาลจึงทาบทามให้ บริษัท เพื่อนพ้องน้องพี่ จำกัด ผู้ดำเนินกิจการสถานีโทรทัศน์พีทีวี ในปี 2550 และผู้ผลิตรายการ "เพื่อนพ้องน้องพี่" และ "มหาประชาชน" ทางสถานีโทรทัศน์เอ็มวีทีวี ช่อง 5 มาผลิตรายการร่วมกับ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (เอ็นบีที) โดยมี นายวีระ มุสิกพงศ์ ประธานกรรมการ บจก.เพื่อนพ้องน้องพี่ เป็นผู้ดำเนินรายการหลัก พร้อมทั้งเชิญ นายจตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบสัดส่วน กลุ่มที่ 6 พรรคพลังประชาชน และนายณัฐวุฒิ มาเป็นผู้ร่วมดำเนินรายการ

โดยในชั้นต้นมีการประกาศจะใช้ชื่อรายการว่า "ชาวสนามหลวง" แต่แล้วในการออกอากาศครั้งแรก เมื่อวันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม มีการเปลี่ยนมาใช้ชื่อ "ความจริงวันนี้" และในสัปดาห์แรกนั้นเอง ก็ได้รับเวลาออกอากาศเพิ่มในวันอาทิตย์ เวลา 22.00-23.00 น. จากนั้นประมาณกลางเดือนกันยายน รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้มอบหมายให้นายณัฐวุฒิ เข้าดำรงตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายก่อแก้ว พิกุลทอง ซึ่งทำหน้าที่พิธีกรแทนนายจักรภพ เพ็ญแข ในรายการ "เพื่อนพ้องน้องพี่" และ "มหาประชาชน" มาก่อนหน้านี้แล้ว จึงเข้ามาแทนที่

ทว่านับจากเดือนตุลาคมเป็นต้นมา รายการมักถูกงดอยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากทางเอ็นบีทีจะนำเวลาไปถ่ายทอดรายการพิเศษ ถึงกระนั้นก็จะมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้าทุกครั้ง จนกระทั่งหลังจากวันที่ 2 ธันวาคม ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ยุบ 3 พรรคการเมือง ซึ่งพรรคพลังประชาชนเป็นหนึ่งในนั้นด้วย ซึ่งทำให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นอันต้องยุติลง และศาลยังตัดสินให้สมชาย วงศ์สวัสดิ์พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

เนื่องจากอุปสรรคที่เริ่มปรากฏให้เห็นในการทำรายการ "ความจริงวันนี้" ออกอากาศทางโทรทัศน์เสรีหรือฟรีทีวี จึงนำไปสู่การจัด "งานครอบครัวความจริงวันนี้สัญจร ครั้งที่ 1" ที่อาคารธันเดอร์โดม ภายในเมืองทองธานี เมื่อวันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม 2551 ระหว่างเวลา 12.00-18.00 น. โดยประกาศจุดประสงค์สำคัญเพื่อรำลึกถึงวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราช อาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 โดยมีกลุ่มพิธีกร และแกนนำ นปช.ขึ้นปราศรัยหลายคน ไล่ลำดับมาตั้งแต่ นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ อดีตอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา และอดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา, นายก่อแก้ว พิกุลทอง, นายจตุพร พรหมพันธุ์, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นายวีระ มุสิกพงศ์, นายจักรภพ เพ็ญแข, นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย, นายอดิศร เพียงเกษ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา ประธานมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย โดยมีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 40,000 คน ทั้งนี้ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนำศูนย์เฝ้าระวังการรัฐประหารแห่งชาติ ยังได้นำสติ๊กเกอร์ "เบื่อม็อบพันธมิตร" มาแจกจ่ายภายในงานด้วย

การตอบรับของมวลชนเสื้อแดงเกินความคาดหมายจาก "งานครอบครัวความจริงวันนี้สัญจร ครั้งที่ 1" จึงเป็นที่มาของการจัดรายการในลักษณะดังกล่าว ส่วนหนึ่งเพื่อให้คนเสื้อแดง ซึ่งพัฒนามาจากกลุ่มประชาชนผู้รักประชาธิปไตย กับส่วนที่ศรัทธาในผลงานของรัฐบาลและตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยงาน "ครอบครัวความจริงวันนี้สัญจร ครั้งที่ 2" ภายใต้หัวข้อ "ความจริงวันนี้ ต้านรัฐประหาร" จัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2551 ระหว่างเวลา 17.00-23.00 น. ที่ราชมังคลากีฬาสถาน ภายในสนามกีฬาหัวหมาก การกีฬาแห่งประเทศไทย ถนนรามคำแหง ซึ่งในครั้งนี้ ประเมินกันว่ามีผู้ร่วมงานถึง 100,000 คน ทั้งนี้ช่วงไฮไลท์ของงาน อยู่ที่การปราศรัยทางโทรศัพท์ ของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร โดยมีนายวีระ มุสิกพงษ์ ทำหน้าที่พิธีกรและผู้สัมภาษณ์เนื้อหาที่สำคัญ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ กล่าวถึงการสร้างความสามัคคี ว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนควรปฏิบัติ

นอกจากนั้นนอกเหนือจากแผนการดำเนินการของคณะทำงาน ยังมีการจัด "งานครอบครัวความจริงวันนี้สัญจร ภาคพิเศษ" คณะผู้จัดรายการฯ ได้รับความอนุเคราะห์จาก พระราชธรรมนิเทศ (พระพยอม กัลยาโณ) ให้จัดขึ้นที่วัดสวนแก้ว จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน ตั้งแต่เวลา 13.00-17.00 น. โดยพระราชธรรมนิเทศได้วางข้อกำหนดว่า ต้องไม่มีการปราศรัยเพื่อปลุกระดมทางการเมือง ไม่มีการโทรศัพท์ข้ามประเทศของอดีตนายกรัฐมนตรี และไม่อนุญาตให้นำ "ตีนตบ" เข้ามาในวัด หากฝ่าฝืน พระพะยอมสามารถใช้สิทธิเจ้าอาวาส ในฐานะเจ้าของสถานที่ ยุติรายการครั้งนี้ได้ทันที มีการประเมินจากจำนวนผู้คนที่เข้าไปร่วมงานจนแน่นพื้นที่ของวัดสวนแก้วว่าผู้ร่วมงานอาจจะสูงถึง 30,000 คน

งานเริ่มต้นด้วยการทอดผ้าป่าสามัคคีเมื่อเวลา 12.30 น. จากนั้น พระพยอมได้ขึ้นเวที เพื่อเทศน์เตือนสติกลุ่มการเมืองทั้งสองฝ่าย จากนั้นเป็นการเสวนาของผู้ดำเนินรายการและพระพยอม ต่อด้วยการปราศรัยของวิทยากรหลายท่าน ได้แก่ นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ, นายอดิศร เพียงเกษ, นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา, นายก่อแก้ว พิกุลทอง และนายจักรภพ เพ็ญแข

ทั้งนี้ก่อนที่งานจะสิ้นสุด เมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. พระพยอม กัลยาโณ ได้ขึ้นเวที เพื่อเทศน์ให้เหล่าประชาชนได้รับฟังอีกครั้ง โดยในงานนี้ ไม่มีการปราศรัยทางโทรศัพท์ ของทั้ง พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร และนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี แต่อย่างใด.


พิมพ์ครั้งแรก โลกวันนี้ ฉบับวันสุข วันที่ 12-18 กุมภาพันธ์ 2554
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง ผู้เขียน อริน

2475-2549 โปรดฟังอีกครั้ง (32)

สฤษดิ์กับมาตรา 17:
เป้าหมายคือปราบปรามประชาชน


แม้จะดูเหมือนว่าในทางนิติ-รัฐศาสตร์ อำนาจทางการเมืองของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จะมาจาก ธรรมนูญปกครองราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2502 แต่โดยข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ รากฐานอำนาจอย่างแท้จริงของ "จอมพลผ้าขาวม้าแดง" นั้นมาจาก "ปากกระบอกปืน" นั้นคือคืออำนาจทางการทหาร หรือชี้ชัดลงไปได้โดยไม่อ้อมค้อมว่า มาจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกนั่นเอง จะเห็นได้ว่าตลอดเวลา 5 ปีเศษในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะปฏิวัติ 2 ตำแหน่งสูงสุดสำหรับข้าราชการทหารที่ไม่วางใจให้บริษัทบริวารคนใดรับช่วงไปถือบังเหียนแทน คือตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก และตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด

ดร.เสนีย์ คำสุข ได้วิเคราะห์และสังเคราะห์ลักษณะของผู้นำทางการเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำทางการเมือง กับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยระบุว่า "เป็นช่วงของการเมืองไทยยุค 'พ่อขุนอุปถัมภ์' เผด็จการ และเผด็จการทหารอำนาจนิยม หลังจากจอมพลสฤษดิ์ยึดอำนาจแล้ว เน้นการปกครองบริหารราชการแผ่นดินแบบระบบพ่อขุน กล่าวคือ ระบบการเมืองประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ 1.รัฐบาล 2.ข้าราชการ คั่นกลางระหว่างประชาชนกับรัฐบาล และ 3.ประชาชน" (เอกสารการสอนชุด วิชาปัญหาการเมืองไทยปัจจุบัน สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. พิมพ์ครั้งที่ 1 (ฉบับปรับปรุง), นนทบุรี : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2545. เล่ม 2 หน่วยที่ 9. ปัญหาการเมืองไทยด้านกระบวนการทางเมือง / วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ, เสนีย์ คำสุข, ธโสธร ตู้ทองคำ)

สำหรับการใช้อำนาจตามมาตรา 17 แห่งธรรมนูญปกครองฯ ฐานะหัวหน้าคณะปฏิวัติ จะด้วยจุดประสงค์จะเป็นการ "เชือดไก่ให้ลิงดู" หรือจะโดยเจตนาอื่นใดเพื่อสร้างความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย การตัดสินลงโทษผู้กระทำผิดในคดีอาญาโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรมปกติตามหลักสากลเยี่ยงอารยะประเทศ ส่งผลให้มีการประหารชีวิตด้วยการยิงเป้าผู้ต้องหาคดีเพลิงไหม้ ถึง 4 คดีในเวลาเพียง 2 เดือนหลังการทำรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาล พล.อ.ถนอม กิตติขจร ที่แต่งตั้งมากับมือ คดีแรกวันที่ 6 พฤศจิกายนที่ตำบลบางยี่เรือ คดีที่ 2 วันที่ 8 พฤศจิกายน เพลิงไหม้ที่ตลาดพลูมูลค่าความเสียหายหลายล้านบาทในสมัยนั้น คดีต่อมาในวันที่ 25 พฤศจิกายน เพลิงไหม้โรงเลื่อยจักรบ้วนเฮงหลง ตำบลวัดพระยาไกร และในวันที่ 19 ธันวาคมปีเดียวกัน เกิดเพลิงไหม้บ้านเรือนเกือบ 300 หลังคาเรือนที่ตลาดท่าช้าง อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี ครั้งนี้จอมพลสฤษดิ์เดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์เพื่อบัญชาการดับไฟและสอบสวนผู้ต้องหาด้วยตนเอง และมีคำสั่งยิงเป้าผู้ต้องหาทันที ณ ที่เกิดเหตุนั้นเอง

อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจาก "คทาจอมพล" กลายเป็นอาญาสิทธิ์การปกครองที่ไม่อนุญาตให้ผู้หนึ่งผู้ใดละเมิดหรือโต้แย้งได้

ในส่วนการควบคุมประชาชนนั้น การกำจัดเสรีภาพในการคิด การพูด และการแสดงความเห็นผ่านสื่อต่างๆ ซึ่งในเวลานั้นสื่อที่สำคัญที่สุดคือ "หนังสือพิมพ์" คณะปฏิวัติภายใต้การนำของจอมพลสฤษดิ์ ถือเป็นการดำเนินการเร่งด่วน เริ่มจากการกวาดล้างจับกุม นักการเมือง นักหนังสือพิมพ์ ปัญญาชนนักคิดนักเขียน นักศึกษา อาจารย์และปัญญาชน ผู้นำกรรมกรและผู้นำท้องถิ่น รวมทั้งพระภิกษุสงฆ์ที่ถูกจับสึกในเวลาต่อมา รวมทั้งสิ้นเป็นจำนวนหลายร้อยคนโดยไม่มีการไต่สวนตามกฎหมายแต่อย่างใด อาทิเช่น นายอุทธรณ์ พลกุล, นายอิศรา อมันตกุล, นายกรุณา กุศลาศัย, นายจิตร ภูมิศักดิ์, นายแคล้ว นรปติ, นายทองใบ ทองเปาด์, นายอุดม ศรีสุวรรณ, นายทวีป วรดิลก, นายสุพจน์ ด่านตระกูล และ พระมหามนัส จิตตธัมโม วัดมหาธาตุ เป็นต้น

ทั้งหมดนั้น ได้รับการขนานนามในภายหลังตามชื่อหนังสือที่เขียนโดยนายทองใบ ทองเปาด์ ว่า "คอมมิวนิสต์ลาดยาว" และส่วนใหญ่ตกอยู่ในสภาพ "ถูกขังลืม" ไม่มีการสอบสวนดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมแต่อย่างใดทั้งสิ้น

พร้อมกันนั้น มีการยกกำลังบุกค้นปิดหนังสือพิมพ์และสำนักพิมพ์หลายสิบแห่ง ปิดโรงเรียนสอนภาษาจีน ออกประกาศคณะปฏิวัติล้มเลิกกฎหมายแรงงานทั้งหมดกับห้ามการชุมนุมของผู้ใช้แรงงานอย่างเด็ดขาด มีการควบคุมกิจกรรมของนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างๆ อย่างเข้มงวด มีคำสั่ง "ห้าม" นิสิตนักศึกษายุ่งเกี่ยวกับการเมือง ด้วยการ "สอดส่อง" ทั้งทางเปิดเผยโดยคณาจารย์ที่เป็นเครื่องมือของรัฐ และผ่านการแทรกซึมหาข่าวผ่าน "สายลับ" ในหมู่นักศึกษา

กระบวนการโฆษณาชวนเชื่อถูกนำมาใช้อย่างจริงจัง ตอกย้ำและต่อเนื่อง ผ่านวาทกรรม "สมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า"

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เครื่องมือที่รัฐบาลใช้ควบคุมความคิดและการเคลื่อนไหวของประชาชน คือ "พระราชบัญญัติ ป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ. 2495" ซึ่งประกาศใช้มาตั้งสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ครั้นมาในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ถูกนำมาใช้ควบคู่กับมาตรา 17 แห่งธรรมนูญปกครองฯ โดยหน่วยงานของรัฐทั้งทางด้านความมั่นคง และทางด้านวัฒนธรรมและการศึกษา เพื่อดำเนินการอย่างจริงจัง ในการปลุกและสร้างกระแสต่อต้านปราบปรามผู้มีความเห็นทางการเมืองตรงข้ามกับรัฐบาล ประหารชีวิตผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ทั้งๆ ที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่มีความผิดชัดเจน และไม่ได้ผ่านกระบวนการยุติธรรม

กรณีที่ถือว่ามีความสำคัญต่อช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการต่อสู้ทางการเมืองระหว่าง "ระบอบเผด็จการทหาร" กับ "ระบอบประชาธิปไตย" ก็คือ การประหารชีวิตในข้อหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ล้มล้างรัฐบาลและบ่อนทำลายความมั่นคงในราชอาณาจักร เริ่มต้นจากยิงเป้า นายศุภชัย ศรีสติ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2502 ที่ท้องสนามหลวง ตามมาด้วยการยิงเป้า นายทองพันธ์ สุทธมาศ และนายครอง จันดาวงศ์ อดีต ส.ส. จังหวัดสกลนคร จากพรรคแนวร่วมเศรษฐกร ที่อำเภอสว่างดินแดน จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2504 และในวันที่ 24 เมษายน 2505 ยิงเป้า นายรวม วงศ์พันธ์ ณ แดนประหาร เรือนจำบางขวาง จังหวัดนนทบุรี

ผลที่ตามมาคือ ปัญญาชนจำนวนไม่น้อยที่ถูกบีบคั้นกดดันจากอำนาจเผด็จการ ตัดสินใจมุ่งสู่เขตป่าเขาในชนบทเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ทั้งๆที่ในขณะนั้น พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยยังไม่อยู่ในสภาพเข้มแข็งพอจะลุกขึ้นสู้กับรัฐบาลได้แต่อย่างใด

ปลายปี 2504 นายจิตร ภูมิศักดิ์ ซึ่งขณะนั้นอยู่ในคุก แต่งเพลง "วีรชนปฏิวัติ" ขึ้น จากความความรู้สึกประทับใจในการต่อสู้ของนายครอง จันดาวงศ์ และในเวลาต่อมาเพลงนี้ก็ยังได้รับการเผยแพร่และขับร้องกันสืบเนื่องต่อมาในขบวนการฝ่ายประชาชน.


พิมพ์ครั้งแรก โลกวันนี้ ฉบับวันสุข วันที่ 24-30 ตุลาคม 2552
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง ผู้เขียน อริน
ร่วมสนับสนุนการเขียนและเผยแพร่ความคิด และกิจกรรมได้โดยโอนเงินไปที่

บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย สาขาเทสโก้โลตัส วังหิน
ชื่อบัญชี วัฒนา สุขวัจน์
บัญชีเลขที่ 986-2-87758-8