Article  :  Political   :  Forum  :  Facebook  :  Youtube

วันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2554

2475-2549 โปรดฟังอีกครั้ง (24)

กบฏแมนฮัตตัน 2494:
ความพยายามครั้งสุดท้าย?

จากความพ่ายแพ้ของฝ่ายทหารเรือถูกปราบปรามครั้งแล้วครั้งเล่า และความความพยายามที่ไม่บรรลุผลในทางปฏิบัติหลายครั้ง กลุ่มทหารเรือมีความเห็นว่าหากทอดเวลาปฏิบัติการออกไปเรื่อยๆ ข่าวของคณะกู้ชาติคงจะต้องเข้าหูรัฐบาลเข้าจนได้ จึงรวบรวมกำลังกันเข้าอีกครั้ง รวมทั้ง พล.ร.ต.ทหาร ขำหิรัญ นายทหารนอกราชการ อดีตผู้บังคับการกรมนาวิกโยธิน แกนนำคนสำคัญในคราวกบฏวังหลวง และกำหนดวันปฏิบัติการเป็นวันที่ 29 มิถุนายน จอมพล ป. พิบูลสงคราม จะประกอบพิธีรับมอบเรือขุดแมนฮัตตัน ที่ท่าราชวรดิษฐ์ ตรงข้ามกับกองบัญชาการกองทัพเรือ ซึ่ง น.ต.มนัส จารุภา ให้เหตุผลไว้ในหนังสือ "เมื่อข้าพเจ้าจี้จอมพล" ไว้ว่า

ประการแรก กำลังฝ่ายรัฐบาลจะใช้ออกมาสู้รบนั้นมีจำนวนลดลง เพราะได้ปล่อยทหารกลับภูมิลำเนา ไม่มีกำลังพอจะออกมาทันท่วงที ต้องใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมงในการเคลื่อนกำลัง ผิดกับฝ่ายก่อการที่มีกำลังทหารนาวิกโยธินใช้เป็นกำลังหลักครบตามอัตราเพราะยังไม่ได้ปลดปล่อยทหารไป ประการที่สอง การควบคุมตัวบุคคลที่เราต้องการทำได้ง่าย เพราะอยู่ในพื้นที่ที่ น.อ.อานนท์ ปุณฑริกาภา สามารถสั่งการได้สะดวก

ปฏิบัติการเริ่มขึ้นเมื่อ เวลา 15.00 น. หลังจากเสร็จสิ้นพิธีรับมอบ จอมพล ป. รับเชิญไปชมเรือ นายทหารเรือกลุ่มหนึ่งนำโดย น.ต.มนัสจู่โจมเข้าประชิดตัวใช้ปืนกลจี้บังคับให้ จอมพล ป. ไปลงเรือเปิดหัวนำไปควบคุมตัวไว้ที่เรือหลวงศรีอยุธยา

หัวหน้าคณะก่อการ คือ น.อ.อานนท์ บุณฑริกธาดา สั่งการให้ทหารเรือกลุ่มที่สนับสนุนการก่อการมุ่งหน้าและตรึงกำลังไว้ที่พระนคร จากนั้นได้ออกประกาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงของกองสัญญาณทหารเรือ (ร.น.๒) ในนาม "คณะกู้ชาติ" ยืนยันถึงความจำเป็นที่ต้องทำการครั้งนี้ เพราะการบริหางานที่เหลวแหลกของรัฐบาลซึ่งใช้อำนาจแสวงหาผลประโยชน์และกดขี่ข่มเหงราษฎร แต่ก็ยืนยันว่าจะไม่ปฏิบัติการใดๆทั้งสิ้น นอกจากถูกโจมตีก่อน ท้ายที่สุดยื่นคำขาดให้รัฐบาลลาออก นอกจากนี้ยังได้บันทึกเสียงจอมพล ป. ออกอากาศแต่งตั้ง พระยาสารสาสน์ประพันธ์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ทางฝ่ายรัฐบาลกระจายเสียงตอบโต้ไปโดยใช้วิทยุของกรมการรักษาดินแดน (ร.ด.) โดยแต่งตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎรนายวรการบัญชา รักษาการณ์นายกรัฐมนตรี และตั้งกองบัญชาการขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาล (ในขณะนั้นคือ พระที่นั่งอนันตสมาคม)

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษปฏิเสธข้อเรียกร้องของฝ่ายกบฏอย่างสิ้นเชิง พร้อมกับเสนอเงื่อนไขสามประการให้ฝ่ายกบฏยอมจำนนดังนี้ 1.ให้ ส่งจอมพล ป. พิบูลสงคราม กลับคืนมาอย่างไม่มีเงื่อนไข 2.ให้ฝ่ายกบฏที่ออกปฏิบัติการวางอาวุธแล้วกลับเข้าที่ตั้งตามเดิม 3.ให้ผู้ก่อการระดับหัวหน้าเข้ามอบตัวกับรัฐบาล

จนถึงเวลา 04.00 น. ของวันที่ 30 มิถุนายน การเจรจาไม่เป็นผลสำเร็จ รัฐบาลสั่งปราบกบฏ โดยการสู้รบเปิดฉากขึ้นขึ้นเมื่อเวลา 04.30 น. ด้วยกำลังติดอาวุธ 3 เหล่า โดยกองทัพบกภายใต้การนำของ พล.ท.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ กองทัพอากาศภายใต้การบัญชาของ พล.อ.อ.ฟื้น รณนภากาศ ฤทธาคนี และกำลังตำรวจโดย พล.ต.ท.เผ่า ศรียานนท์

การสู้รบแพร่ขยายไปอย่างกว้างขวาง ทหารบกเริ่มโจมตีจากฝั่งพระนคร กองทัพอากาศเริ่มทิ้งระเบิดใส่เป้าหมายกรมอู่ทหารเรือและคลังเชื้อเพลิง ระหว่างการสู้รบกันนั้นการเจรจาก็ยังคงดำเนินอยู่ จนกระทั่งเวลา 15.00น. เครื่องบินแบบ Spirtfire ( บ.ข.14 ) และ A.T6 TEXAN ( บ.ฝ.8 ) ของกองทัพอากาศได้ทิ้งระเบิดเรือหลวงศรีอยุธยาจนเกิดไฟลุกไหม้และอับปางลง แต่จอมพล ป. พิบูลสงครามได้รับการช่วยเหลือให้ว่ายน้ำขึ้นฝั่ง ณ ที่ตั้งกองบัญชาการกองทัพเรือทางฝั่งธนบุรีได้อย่างปลอดภัย ฝ่ายทหารอากาศยังคงโจมตีต่อไปจนกระทั่งเวลา 17.00 น. เรือหลวงคำรณสินธุ์ ซึ่งทำหน้าที่คุ้มกันคลังน้ำมันอยู่ที่บริเวณกรมอู่ทหารเรืออับปางลงอีกลำหนึ่ง

จากนั้นกองกำลังกบฏที่ประกอบด้วยทหารเรือหน่วยต่างๆ ก็ยอมจำนน และหยุดการยิงต่อสู้ตลอดแนว โดยมีทหารบกและทหารอากาศเข้าเคลียร์พื้นที่ ผู้ก่อการแยกย้ายกันหลบหนีไปทางทางวัดท้ายตลาด (วัดโมลีโลกยารามราชวรวิหาร) และเล็ดรอดออกจากประเทศไปพม่าและสิงคโปร์ สำหรับ น.ต.มนัส จารุภา รน. ผู้จี้จอมพล ป. ได้หลบหนีไปพม่าได้สำเร็จ แต่ถูกจับกุมได้หลังจากลักลอบกลับเข้าประเทศเมื่อปี พ.ศ. 2495

กบฏแมนฮัตตันหรือที่บางคนเรียกว่าเป็น "สงครามกลางเมือง" นั้น เนื่องจากมีการใช้กำลังพลทั้ง 4 เหล่า มีการใช้อาวุธสงครามและยุทโธปกรณ์ขนาดหนัก เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บและล้มตายเป็นจำนวนมาก มีประชาชนเสียชีวิต 118 คน บาดเจ็บสาหัสและไม่สาหัส 191 คน พิการ 9 คน ทหารเรือเสียชีวิต 43 นาย บาดเจ็บ 87 นาย ทหารบกเสียชีวิต 17 นาย บาดเจ็บ 115 นาย และตำรวจเสียชีวิต 9 นาย บาดเจ็บ 38 นาย เหตุการณ์สิ้นสุดลงด้วยการจับกุมผู้ต้องหาร่วม 1,000 คน ปล่อยตัวเพราะหาหลักฐานไม่เพียงพอจนเหลือฟ้องศาลประมาณ 100 คน นักโทษส่วนใหญ่ได้รับการนิรโทษกรรมเมื่อปี พ.ศ. 2500 เนื่องในโอกาสครบ 25 พุทธศตวรรษ

ภายหลังเหตุการณ์ยุติลง รัฐบาลได้การปรับปรุงกองทัพเรือเสียใหม่ โดยแต่งตั้งคณะกรรมการปรับปรุงกองทัพเรือจำนวน 12 คน ที่สำคัญ คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม, พล.อ. ผิน ชุณหะวัณ, พล.อ.อ. ฟื้น รณนภากาศ ฤทธาคนี, พล.ท. สฤษดิ์ ธนะรัชต์ และ พล.ต.ท.เผ่า ศรียานนท์ ปรากฏว่าผลการปรับปรุงที่สำคัญก็คือ ให้ยุบกรมนาวิกโยธินที่กรุงเทพ ฯ และสัตหีบทั้งหมด คงเหลือไว้เพียง 1 กองพัน พร้อมทั้งให้ปลดนายทหารที่เกินอัตราออกให้หมด และปลดทหารนาวิกโยธินออก นอกจากนั้น ให้ย้ายกองบัญชาการกองทัพเรือจากพระราชวังเดิม ไปอยู่ป้อมพระจุลจอมเกล้า จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อไม่ให้ทหารเรืออยู่ในเขตพระนครและธนบุรี ตลอดจนให้เปลี่ยนชื่อ "กองเรือรบ" เป็น "กองเรือยุทธการ" โดยย้ายเรือรบในสังกัดทุกลำไปอยู่สัตหีบ และให้โอนกองบินทหารเรือที่จุดเสม็ด สัตหีบ ทั้งยังให้ยุบเลิกกองสารวัตรทหารเรือ กรุงเทพฯ อีกด้วย

ยิ่งกว่านั้น ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2494 คณะรัฐมนตรีและกระทรวงกลาโหมได้มีประกาศและคำสั่งให้นายทหารเรือผู้มีหน้าที่รับผิดชอบต่อการกบฏครั้งนี้พักราชการ และปลดออกจากราชการหลายคน

เหตุการณ์กบฏแมนฮัตตันส่งผลให้กองทัพเรือถูกบีบย่อส่วนลง ถูกจำกัดกำลังคน ถูกลดสถานที่ตั้งและสถานที่ฝึกปฏิบัติการ ตลอดจนลดจำนวนอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆลงอย่างมาก บทบาทของกองทัพเรือถูกลดลงอย่างสิ้นเชิง ส่วนกองทัพบก กองทัพอากาศและกรมตำรวจ สามารถขยายแสนยานุภาพได้อย่างเต็มที่และมีบทบาททางการเมืองอย่างเห็นได้ชัดนับแต่นั้นมา.


พิมพ์ครั้งแรก โลกวันนี้ ฉบับวันสุข วันที่ 29 สิงหาคม – 04 กันยายน 2552
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง ผู้เขียน อริน

วันศุกร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2554

2475-2549 โปรดฟังอีกครั้ง (23)

ทหารเรือกู้ชาติ:
ผิดแผนแต่ไม่ยอมแพ้

หลังจากควันหลงการกวาดล้างปราบปรามกบฏวังหลวงค่อยจางลง ส่งผลให้สถานการณ์ทางการเมืองของไทยคืนสู่ความสงบเรียบร้อยอยู่ระยะหนึ่ง พร้อมกับประชาชนชาวไทยพากันใจจดใจจ่ออยู่กับพระราชพิธีสำคัญ เริ่มจากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหมั้น ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร ธิดาเอกอัครราชทูตประจำราชสำนักเซนต์เจมส์ ประเทศอังกฤษ พลเอก พระวรวงศ์เธอกรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ (หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร) และหม่อมหลวงบัว กิติยากรเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2492 และเสด็จขึ้นสู่พระราชพิธีอภิเษกสมรส เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2493 ต่อมาวันที่ 5 พฤษภาคม 2493 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นสู่พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ทว่าในท่ามกลางบรรยากาศที่ดูเหมือนจะเงียบสงบนั้นเอง กลับแฝงไปด้วยความปั่นป่วนที่ก่อตัวในลักษณะคลื่นใต้น้ำในฝ่ายทหารเรือ อันมีสาเหตุสืบเนื่อง 3 ประการ คือ

  1. ความตึงเครียดระหว่างทหารบกและตำรวจกับทหารเรือต่อเนื่องมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 โดยที่ทหารบกสนับสนุนจอมพล ป. พิบูลสงคราม ทหารเรือสนับสนุนนายปรีดี พนมยงค์ ส่วนตำรวจนั้นมีปัญหาการกระทบกระทั่งกับทหารเรือและกล่าวหาให้ร้ายอยู่เสมอ
  2. ทหารเรือเห็นว่า รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ภายใต้การสนับสนุนของคณะรัฐประหาร 2490 มิได้บริหารราชการแผ่นดินเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนอย่างแท้จริง ใช้วิธีเผด็จการ ที่สร้าง "รัฐตำรวจ" ขึ้นข่มขู่ประชาชน และกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามอย่างทารุณและไร้มนุษยธรรม
  3. ความเสื่อมโทรมในกองทัพเรือนับภายหลังเหตุการณ์กบฏวังหลวง 26 กุมภาพันธ์ 2492 เพราะรัฐบาลไม่ไว้วางใจและจำกัดงบประมาณพัฒนาขีดความสามารถและอื่นๆลง เป็นต้นว่าตัดกำลังนาวิกโยธินลง

ประกอบกับข่าวสารที่ปรากฏทั่วไป ทั้งตามหน้าหนังสือพิมพ์ในขณะนั้น และหัวข้อพูดคุยทั่วไป มักจะมีข่าวพัวพันการทุจริตคอร์รัปชั่นของรัฐบาลอยู่เนืองๆ ทำให้นายทหารเรือหนุ่มกลุ่มหนึ่งที่นำโดย น.อ.อานนท์ ปุณฑริกาภา ผู้บังคับกองกำลังหมู่รบ น.ต.มนัส จารุภา ผู้บังคับการเรือรบหลวงรัตนโกสินทร์ บุตรของ พล.ร.ต.พระยาปรีชาชลยุทธ (วัน จารุภา) อดีตแม่ทัพเรือ น.ต.ประกาย พุทธารี กรมนาวิกโยธิน น.ต.สุภทร ตันตยาภรณ์ กรมนาวิกโยธิน นัดพบปะหารือกันเป็นการลับหลายครั้ง แล้วมีข้อสรุปเบื้องต้นตรงกันต้องการให้รัฐบาลเปลี่ยนแปลงคณะรัฐมนตรีและผู้นำรัฐบาลเสียใหม่ ทั้งนี้นายทหารสองนายจากกรมนาวิกโยธินสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเสนาธิการทหารบก จึงมีโอกาสขยายวงต่อไปยังนายทหารอื่นๆในกองทัพบกและกองทัพอากาศ

กลุ่มก่อการคิดลงมือปฏิบัติการหลายครั้ง แต่มักมีเหตุสุดวิสัยทำให้ไม่อาจดำเนินแผนการยึดอำนาจได้ ครั้งแรก เป็นแผนจู่โจมควบคุมตัวจอมพล ป. และนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพบกที่คุมกองกำลังสำคัญ ในระหว่างพิธีส่งทหารไปราชการสงคราม ณ ประเทศเกาหลี ที่บริเวณท่าเรือคอลงเตย วันที่ 22 ตุลาคม 2493 แต่แล้วก่อนวันปฏิบัติการเพียงหนึ่งวัน คณะผู้ก่อการหรือที่เรียกตนเองว่า "คณะกู้ชาติ" ได้รับแจ้งว่า ทหารนาวิกโยธินหน่วยที่ 4 และ 5 ไม่สามารถเคลื่อนกำลังออกจากที่ตั้งได้ จำเป็นต้องระงับแผนการทั้งหมดเป็นการด่วน และยังมาทราบภายหลังอีกด้วยว่า ความลับที่จะก่อการเกิดรั่วไหลผ่านทางนายทหารในสังกัดกรมสรรพาวุธทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารเรือจึงมีบัญชาให้หน่วยสารวัตรทหารเรือติดอาวุธรักษาการอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันเหตุร้าย

ตามมาด้วยวันที่ 26 พฤศจิกายน 2493 ในการแข่งขันรักบี้ฟุตบอลระหว่างทีมกองทัพบกกับทีมกองทัพเรือ มีนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของสามเหล่าทัพไปร่วมงานอย่างพร้อมเพรียงที่สนามศุภชลาศัยกรีฑาสถานแห่งชาติ ผู้ก่อการวางแผนที่จะจู่โจมควบคุมตัวบุคคลสำคัญต่างๆอย่างเช่นครั้งก่อน แต่ก่อนหน้าการแข่งขันเพียงสองชั่วโมง คือเวลาประมาณ 14.00 น. ก็ได้รับรายงานจากสายข่าวมาที่กองเรือรบว่า มีหน่วยกำลังจากโรงเรียนตำรวจปทุมวันประมาณสองกองร้อยติดอาวุธครบมือเคลื่อนตัวไปตามถนนเพลินจิตจนถึงถนนหลังสวน ปฏิบัติการครั้งนี้จึงต้องยกเลิกไปอีกครั้ง

แผนการถัดมากำหนดขึ้นในวัน ที่ 7 พฤษภาคม 2494 โรงเรียนเสนาธิการทหารบกกำหนดจะจัดพิธีประดับเข็มเสนาธิปัตย์และประกาศนียบัตรให้แก่นายทหารที่สำเร็จหลักสูตร ณ ศาลาว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งโดยปกติจะต้องกราบบังคมทูลเชิญองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาประทับเป็นประธาน แต่เนื่องจากเสด็จไปประทับอยู่ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จอมพล ป. พิบูลสงคราม จึงทำหน้าที่เป็นประธานในพิธี คณะก่อการวางแผนว่าในเวลา 14.00 น.ให้ฝ่ายทหารบกเข้าควบคุณพื้นที่และตัวบุคคลภายในกระทรวง กำลังจากกองเรือรบจะจู่โจมเข้าปลดอาวุธทหารรักษาการณ์ ทหารบกจาก ร.พัน 1 รักษาพระองค์ จะเคลื่อนกำลังเข้าตรึงพื้นที่รอบๆกระทรวง

แต่เมื่อถึงวันปฏิบัติการกลับไม่สามารถดำเนินการตามแผนได้อีก เพราะนายทหารบกระดับผู้บังคับกองพันที่จะเข้าควบคุมกระทรวงกลาโหมไม่มาตามกำหนดนัดหมาย คงมีกำลังทหาร ร.พัน 1 รักษาพระองค์สองหมวด เคลื่อนกำลังทำทีท่าฝึกซ้อมการใช้ปืนกลหนัก แต่กลับเตรียมกระสุนจริงไว้ด้วย อันเป็นสาเหตุให้ผู้บังคับบัญชาหน่วยถูกสงสัยและเพ่งเล็ง กลิ่นของผู้ก่อการโชยเข้าจมูกรัฐบาลอยู่บ่อยครั้ง ปรากฏว่าที่บ้าน น.อ.อานนท์ตรงแยกราชวิถี และที่บ้าน น.ต.มนัสที่ศรีย่าน มีตำรวจนอกเครื่องแบบไปซุ่มจับตาการเคลื่อนไหวอยู่บ่อยๆ

แม้ว่าแผนการยึดอำนาจจะมีอันต้องสะดุดแล้วสะดุดอีก ถึงกระนั้นนายทหารเรือยังเตอร์กกลุ่มนี้ก็ไม่ละความพยายาม ยังมีการประชุมนัดหมายวางแผนครั้งใหม่โดยกำหนดวันก่อการในวันที่ 26 มิถุนายน 2494 ด้วยการบุกเข้าควบคุมตัวนายทหารชั้นผู้ใหญ่ซึ่งกำลังประชุมกันอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล พร้อมกับจู่โจมยึดวังปารุสกวัน จากนั้นจะใช้กำลังจากนาวิกโยธินหน่วยที่ 4 และ 5 เข้าสมทบกับกำลังหมู่รบจากกองเรือยึดจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญในเขตพระนคร

แต่แล้วประวัติศาสตร์ก็ซ้ำรอยอีกครั้งเมื่อ น.ต.ประกายไม่สามารถนำนาวิกโยธินทั้งสองหน่วยออกจากที่ตั้งได้ ทั้งที่หน่วยอื่นๆเคลื่อนพลพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ออกจากที่ตั้งแล้ว จึงจำเป็นต้องสลายกำลังเป็นการด่วน ส่วนอาวุธต้องรอถึงกลางคืนจึงนำเข้าไปเก็บในคลังโดยไม่มีผู้สงสัย ความผิดพลาดครั้งนี้ ทำให้ทหารจากหน่วยต่างๆเฉพาะอย่างยิ่งจากกองทัพบก ขอถอนตัว จน น.อ.อานนท์ และ น.ต. มนัส ต้องชี้แจงให้ทราบว่าฝ่ายรัฐบาลยังไม่ระแคะระคายแผนการยึดอำนาจทั้งหมด ขอให้อดทนและยึดมั่นในอุดมการณ์ กระนั้นก็ตามก็มีกำลังส่วนหนึ่งขอยุติบทบาทในการเข้าร่วมก่อการโดยเด็ดขาด.


พิมพ์ครั้งแรก โลกวันนี้ ฉบับวันสุข วันที่ 22 - 28 สิงหาคม 2552
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง ผู้เขียน อริน
ร่วมสนับสนุนการเขียนและเผยแพร่ความคิด และกิจกรรมได้โดยโอนเงินไปที่

บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย สาขาเทสโก้โลตัส วังหิน
ชื่อบัญชี วัฒนา สุขวัจน์
บัญชีเลขที่ 986-2-87758-8