Article  :  Political   :  Forum  :  Facebook  :  Youtube

วันพุธที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2554

ข้อเสนอทบทวนและคำถามต่อทิศทางขบวนประชาธิปไตย

ข้อเสนอทบทวนและคำถามต่อทิศทาง
การเคลื่อนไหวของขบวนประชาธิปไตย


ผ่านไป 4 ปีกับ 3 เดือน นับจากวันอัปยศ 19 กันยายน 2549 "โจรกบฏ" ยังลอยนวล หน้าเชิด รวมทั้งผู้สมรู้ร่วมคิดรับหน้าเสื่อ "รัฏฐาธิปัตย์" หรือบางทีอาจรวมไปถึง "ผู้บงการใหญ่" ยังเป็นที่เคารพนบไหว้จากผู้คนมากหน้าหลายตาที่ไม่เคยให้ความสำคัญกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อีกทั้ง "รัด-ทำ-มะ-นูน 2550" หรือนัยหนึ่ง "กฎโจร" ซึ่งเต็มไปด้วยวาระแฝงเร้น ซุกซ่อนเนื้อหาระบอบเผด็จอำนาจ กลับมีความชอบธรรมกดหัวผู้รักสิทธิเสรีภาพ และเหนือสิ่งอื่นใด องค์กรทั้งในและนอกอำนาจอธิปไตย ยังคงลุแก่ธาตุแท้อำนาจนิยมและนโยบาย 2 มาตรฐาน ชำเราประชาชาติไทยไว้ใต้เงื้อมเงาทมิฬ

หากขบวนประชาธิปไตยที่เกิดและเติบโตขึ้นทั้งเก่าและใหม่ยังคงเฝ้าเดินตามรอยเส้นทางซ้ำซาก เพียงเปลี่ยนรูปแบบและโฉมหน้า บนเนื้อหาและจุดยืน และความคิดชี้นำ พร้อมกับประดิษฐ์วาทกรรมว่างเปล่าที่วนเวียนอยู่ในเขาวงกตของ "แนวทางรัฐธรรมนูญนิยม" และ "การเลือกตั้งสามานย์"

การ ผูกขาดแนวทางที่เป็นเพียงวาทกรรมสวยหรู การกีดกันระบบความคิดที่เรียกร้องให้มีการการสรุปบทเรียนอย่างเป็นรูปธรรม ข้อเสนอให้สำรวจจุดยืนและหลักนโยบายของการนำที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเป็นการนำโดยการแสดงออกอย่างชัดเจนมาโดยตลอด กลายเป็นความจำเป็นเร่งด่วนและข้อเรียกร้องเฉพาะหน้าเพื่อให้จุดยืน "ซุกขยะใต้พรม" ต้องได้รับการแก้ไขโดยเร็ว

ข้อกล่าวหาแทบจะทุกข้อกล่าวหาจากฝ่ายปฏิกิริยาปฏิปักษ์ประชาธิปไตย ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าสร้างขึ้นบนความกำกวม ไม่ชัดเจน และแฝงนัยของการนำในบางระดับ ซ้ำเติมด้วยแนวคิดบนพื้นฐานการปั้นความหวังและกำลังใจเลื่อนลอย รวมทั้งนโยบายเฉพาะหน้าที่ปราศจากเป้าหมายหลักและจุดยืนอันชัดเจน ไม่ขึ้นต่อสถานการณ์ และขาดการวิเคราะห์อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยข้อมูลที่มีความรอบด้าน และรวมถึงการรับฟังมวลชนรอบข้างอย่างเพียงพอ

ผลก็คือ ขบวนประชาธิปไตยประชาชนยังไม่อาจละสายตาจากปลายจมูก เคลื่อนไหวเฉพาะบริบทรอบนอกขอบเขตปริมณฑลของระบอบประชาธิปไตย ยังไม่อาจสร้างความชัดเจนในการให้ความรู้ ความเข้าใจอันเป็นการสร้างรากฐานทางความคิดและจุดยืนอย่างถึงที่สุดแก่มวลชนในส่วนที่ตื่นตัว ที่กระตือรือร้นต่อการเปลี่ยนแปลงและมีความต้องการเข้าร่วมซึมซับรับเอาประสบการณ์จริงของการลุกขึ้นประกาศตัวร่วมสร้างประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ขึ้นในปิตุภูมิ

ทุกวันนี้ คำถามพื้นฐานถูกเพิกเฉย กลบเกลื่อน กีดกัน ปกปิดบิดเบือน มิหนำซ้ำประเด็นที่ล่อแหลมหมิ่นเหม่ กลายเป็นวิวาทะหลักในหลายกาลเทศะอย่างไม่ก่อให้เกิดการพัฒนาสำนึก มากไปกว่าตอกย้ำความมีสายตาคับแคบทางการเมือง มิหนำซ้ำยังวนเวียนอยู่เพียงการชูเฉพาะประเด็นตัวบุคคลจนกลายเป็นมีความสำคัญเหนือกว่าระบบ

ในเวลา 3 ปีมานี้ คำถามถึงอำนาจอธิปไตย กลับถูกลดความหมายลงเพียงแนวทางรัฐธรรมนูญนิยมและการเลือกตั้งภายใต้กติกาที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและมีลักษณะเผด็จอำนาจ

การนำที่ปฏิเสธการนำ หากแต่มีแสดงออกอย่างชัดเจนและในทุกรูปแบบ และยิ่งไปกว่านั้น การพยายามปฏิเสธความคิดชี้นำ ทั้งที่มีการกระทำอย่างมีนัยตลอดเวลา ให้แพร่ขยายไปในหมู่มวลชน ส่งผลต่อการมองข้ามข้อเสนอ "แปรเปลี่ยนพลังมวลชนประชาธิปไตยจากทรายร่วนให้เป็นดินเหนียว" นั่นคือกิจกรรมจำนวนมากมากยังล้อมรอบทิศทางการเคลื่อนไหวใจกลางที่ปราศจากเป้าหมายหลักในการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

นั่นคือการจัดกิจกรรมจำนวนมากมายที่ปราศจากเป้าหมายหลัก ล้วนแล้วแต่เป็นการเคลื่อนไหวเพียงบางบริบทล้อมรอบ โดยละเลยการมุ่งเข้าสู่ภารกิจใจกลางในการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

ถึงเวลานี้ ฝ่ายนำทุกระดับ ทุกองค์กรแนวร่วม และกระทั่งมวลชนที่ก่อรูปเป็นกลุ่มเคลื่อนไหว ต้องตอบโจทย์จุดยืนและทิศทางที่ชัดเจนได้แล้วว่าจะขับเคลื่อน "ขบวนประชาธิปไตยประชาชน" ไปสู่ "การเลือกตั้ง" หรือไปสู่ "การสร้างประชาธิปไตย"

การเคลื่อนไหวใหญ่ของฝ่ายประชาชน 4 ครั้ง ชั่วเวลากว่า 3 ทศวรรษ นับแต่ เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ที่ยิ่งใหญ่ ประชาชนได้รัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งที่นำไปสู่การปราบปราม 6 ตุลาฯ; ตามมาด้วย เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ’35 ประชาชนได้นายกฯที่มาจากการเลือกตั้ง และรัฐธรรมนูญ 2540 บนพื้นฐานแนวทางรัฐธรรมนูญนิยม ที่จบลงโดยการรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญ; จนมาถึงการเคลื่อนไหวชุมนุมในเดือนมีนาคม-เมษายน 2552 เรียกร้องการลาออกของประธานองคมนตรี นำมาซึ่งการใช้ความรุนแรงเข้าสลายด้วยความรุนแรง; และล่าสุดการชุมนุมเรียกร้องการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2553 นำมาซึ่งการสังหารหมู่ต่อเนื่องระหว่างวันที่ 10 เมษายน ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม

การเสียสละชีวิตครั้งแล้วครั้งเล่าของวีรชนประชาชนเหล่านั้น เพียงแลกได้มาซึ่งบางบริบทของประชาธิปไตย นั่นคือรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งที่ไม่เคยมีความชอบธรรม

ดังนั้นเพื่อการได้มาซึ่งประชาธิปไตยอย่างแท้จริง การเร่งทำความเข้าใจและสรุปสถานการณ์นับจากอดีต ประมวลผล และที่สำคัญที่สุดคือการ ประเมินสภาวการณ์ที่เป็นจริงของพลังทั้งฝ่ายประชาธิปไตย และฝ่ายปฏิกิริยา/ปฏิปักษ์ประชาธิปไตย เท่านั้น จึงจะส่งผลให้ข้อเรียกร้องมาตลอด บรรลุผลในทางเป็นจริงได้ นั่นคือข้อเรียกร้องที่ว่า "เลือดวีรชนต้องไม่ไหลเปล่า"

หลัง ความเจ็บปวดและความทรงจำลึกซึ้ง จากการสังหารหมู่ 19 พฤษภาคม 2553 ขบวนประชาธิปไตยประชาชนก็ขับเคลื่อนไปวันต่อวัน สัปดาห์แล้วสัปดาห์เล่า เดือนแล้วเดือนเล่า ขบวนแถวที่ผู้คนมองเห็นแต่ฝูงชนเป็นกลุ่มก้อน คลุกเคล้าเข้าด้วยอารมณ์ความรู้สึกคล้ายคลึงกัน พูดจาไปในทิศทางเดียวกัน กับเรื่องราวเฉพาะหน้า กับเป้าหมายรูปธรรมเฉพาะหน้า สิ่งที่ยังคงขาดหาย คือ "การใส่ใจ" ที่จะรับฟังอย่างพินิจพิเคราะห์ใน "ความเห็นที่แตกต่าง" ออกไป รวมทั้งที่เริ่มตระหนักการวิเคราะห์รูปธรรมอย่างเป็นรูปธรรม

จนถึงเวลานี้ ในประเทศนี้ยังไม่เคยเกิดสิ่งที่เรียกว่า "แนวร่วมแห่งชาติ" ที่มีเป้าหมายเป็นเอกภาพชัดเจน ทั้งในรูปแบบความคิดทางประชาธิปไตย และทั้งที่เป็นเค้าโครงรูปการปกครองที่กำลังฟันฝ่าให้ได้มาก น่าเสียดาย ที่หลายคนยังคงยืนยันว่า "งวงคือช้าง" ขณะที่อีกหลายคนประกาศหนักแน่นว่า "งาคือช้าง" หรือที่ยิ่งไปกว่านั้นคือ "หางคือช้าง"

จากประสบการณ์ความเจ็บปวดชอกช้ำในความเป็นฝ่ายถูกกระทำมาตลอด 2 ปี บางทีนี่อาจถึงเวลาแล้วที่ประชาชน โดยเฉพาะประชาชนเสื้อแดง จะต้องเปิดใจให้กว้าง เพื่อจะค้นพบให้ได้ว่า "ช้างประชาธิปไตย" มีรูปร่างหน้าตาที่เป็นองค์รวมอย่างไร.


พิมพ์ครั้งแรก โลกวันนี้ ฉบับวันสุข วันที่ 18-24 ธันวาคม 2553
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง  ผู้เขียน อริน

วันอังคารที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2554

2475-2549 โปรดฟังอีกครั้ง (17)

เส้นทางสู่จุดจบคณะราษฎร:
คืนสุกดิบก่อนยุคทมิฬ


หลังจาก ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2489 และจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 6 มกราคม โดยพันตรีควง อภัยวงศ์ ได้รับเสียงสนับสนุนจากสภา ให้เป็นนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 31 มกราคม แต่แล้วในวันที่ 18 มีนาคมก็กราบบังคมทูลลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากสภาฯ ได้ผ่านร่าง พระราชบัญญัติคุ้มครองค่าใช้จ่ายของประชาชนในภาวะคับขัน (พ.ร.บ.ปักป้ายราคาสินค้าอุปโภคบริโภค หรือ "พ.ร.บ.ปักป้ายข้าวเหนียว") ที่เสนอโดย นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ ส.ส.อุบลราชธานี ฝ่ายค้าน (ในฐานะหัวหน้าขบวนการเสรีไทย เขตอุบลราชธานี) ด้วยคะแนน 65 ต่อ 63 เสียง

ต่อมาในวันที่ 24 มีนาคม นายปรีดี พนมยงค์ ได้รับการสนับสนุนจากสภาให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และต่อมาได้ควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย

ก่อนหน้านั้นในปี พ.ศ. 2488 ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ก่อตั้งพรรคการเมืองพรรคแรกขึ้นในนาม "พรรคก้าวหน้า" ก่อนจะยุบรวมเข้ากับพรรคประชาธิปัตย์ในปีต่อมา ซึ่งมีการประชุมกันก่อตั้งโดยนักการเมืองกลุ่มหนึ่งที่บริษัทของนายควง อภัยวงศ์ ที่ย่านเยาวราช ในวันศุกร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2489 จุดประสงค์เป็นฝ่ายค้านคานอำนาจของนายปรีดี พนมยงค์

ผู้บัญญัติชื่อ "ประชาธิปัตย์" คือ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช รองหัวหน้าพรรคคนแรกและหัวหน้าพรรคคนที่สอง โดยมี นายควง อภัยวงศ์ เป็นหัวหน้าพรรคคนแรก ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นเลขาธิการพรรค และ นายชวลิต อภัยวงศ์ เป็นรองเลขาธิการพรรค

ในเวลาไล่เรี่ยกันทางด้านผู้สนับสนุนนายปรีดี พนมยงค์ ก็มีการเคลื่อนไหวจัดตั้งพรรคการเมืองเช่นกัน หนึ่งคือ "พรรคแนวรัฐธรรมนูญ" มี พลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ แกนนำคนสำคัญของคณะราษฎรสายทหารเรือ เป็นหัวหน้าพรรค สมาชิกส่วนใหญ่เป็นอดีตผู้ก่อการ 24 มิถุนายน 2475 และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภท 2 (แต่งตั้ง) ได้แก่ พลเอกอดุล อดุลเดชจรัส นายสงวน จูฑะเตมีย์ นายดิเรก ชัยนาม หม่อมหลวงกรี เดชาติวงศ์ พันเอกช่วง เชวงศักดิ์สงคราม เป็นต้น โดยมี นายทองเปลว ชลภูมิ เป็นเลขาธิการพรรค

และอีกพรรคหนึ่งคือ "พรรคสหชีพ" ซึ่งประกอบด้วยอดีตสมาชิกขบวนการเสรีไทยส่วนหนึ่งและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นส่วนใหญ่ เช่น นายเตียง ศิริขันธ์ นายจำลอง ดาวเรือง นายถวิล อุดล เป็นต้น กับกลุ่มนักการเมืองฝ่ายพลเรือนอื่นๆ ที่สนับสนุนนายปรีดี เช่น นายจรูญ สืบแสง นายสงวน ตุลารักษ์ โดยมี นายเดือน บุนนาค เป็นหัวหน้าพรรค

มีข้อสังเกตคือทั้ง 2 พรรคมีลักษณะเป็นกลุ่มการเมืองในสภา มากกว่าเป็นพรรคการเมืองที่มีฐานการเมืองนอกสภาหรือพรรคในแนวมวลชน

ในวันที่ 9 พฤษภาคม รัฐสภามีรัฐพิธีลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญฉบับที่ 3 ของประเทศ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล โปรดเกล้าฯ ให้นายปรีดี พนมยงค์ นายกรัฐมนตรี ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ กล่าวกัน ว่ารัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2489 มีความเป็นประชาธิปไตยมากกว่า 2 ฉบับก่อนหน้านั้น แต่ได้มีการบังคับใช้เพียง 18 เดือน (10 พฤษภาคม 2489 - 8 พฤศจิกายน 2490)

การที่อดีตสมาชิกขบวนการเสรีไทยที่สนับสนุนนายปรีดี พนมยงค์สามารถรวบรวมกำลังเป็นปึกแผ่นได้เช่นนี้ ส่งผลให้ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองในเวลานั้นมีความเข้าใจกันว่า "เสรีไทย" หมายถึงกลุ่มของนายปรีดี และเป็นอริกับฝ่ายทหารบก ดังนั้นเมื่อจอมพล ป.พิบูลสงครามประกาศว่าจะเข้ามาในวงการเมืองอีกครั้ง โดยร่วมมือกับหลวงวิจิตรวาทการ และพลเอกมังกร พรหมโยธีจัดตั้ง "พรรคธรรมาธิปัตย์" ก็มีการประชุมลงมติต่อต้านคัดค้านจากสมาชิกพรรคสหชีพจากภาคอีสาน

รัฐบาลภายใต้การนำของนายปรีดีสามารถเจรจาต่อรองกับฝ่ายสัมพันธมิตรในปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงกับอังกฤษ เรื่องสัญญาสมบูรณ์แบบ และการเจรจาให้รัฐบาลสหรัฐฯ ยกเลิกคำสั่งเพิกถอนเงินซึ่งได้ถูกกักกันไว้ในสหรัฐฯ ทำให้ประเทศไทยสามารถแก้ไขสถานะผู้แพ้สงครามได้สำเร็จอย่างละมุนละม่อม จนในเวลาต่อมาสามารถเข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติได้เป็นผลสำเร็จในวันที่ 15 ธันวาคม 2489

ในระหว่างการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ผสมจากพรรคการเมืองที่ประกอบขึ้นจากคณะราษฎรบางส่วนและอดีตสมาชิกขบวนการเสรีไทยสายในประเทศ พรรคประชาธิปัตย์ได้หยิบยกประเด็นการดำเนินงานของขบวนการเสรีไทยขึ้นมากล่าวหา-โจมตีฝ่ายนายปรีดี อย่างหนักถึง 5 ประเด็น ทั้งโดยการเคลื่อนไหวในรัฐสภาคือการตั้งกระทู้ถามผ่านรัฐสภา การตั้งกรรมาธิการวิสามัญสะสางเงินในงบสันติภาพของเสรีไทย และการโจมตีภายนอกรัฐสภาผ่านสื่อมวลชนหนังสือพิมพ์ โดยมีจุดประสงค์สำคัญเพื่อดิสเครดิตขบวนการเสรีไทยและตัวนายปรีดีเอง

แล้วจุดหักเหทางการเมืองไทยที่มีความสำคัญต่อรากฐานการปกครองในระบอบประชาธิปไตย สืบเนื่องมาอีกกว่า 50 ปีจนถึงทุกวันนี้ก็มาถึง จากเหตุการณ์เสด็จสวรรคตของรัชกาลที่ 8 ทำให้ศัตรูทางการเมืองของนายปรีดี ซึ่งเชื่อกันว่าประกอบด้วยกลุ่มทหารที่สูญเสียอำนาจและพรรคการเมืองฝ่ายค้านฉวยโอกาสนี้ในการเคลื่อนไหวทำลายนายปรีดี โดยการกระจายข่าวไปตามหนังสือพิมพ์ ร้านกาแฟ และสถานที่สาธารณะต่างๆ รวมทั้งมีมือมืดจ้างวานคนไปตะโกนในโรงละครศาลาเฉลิมกรุง (ในเวลานั้น) ว่า "ปรีดีฆ่าในหลวง" ซึ่งกลายเป็นหัวข้อพูดคุยในวงกว้างออกไปทุกที เกิดเป็นกระแสกดดันการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐบาล

เมื่อนายปรีดีลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 21 สิงหาคม 2489 พรรคแนวรัฐธรรมนูญได้เป็นแกนหลักในการจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคสหชีพโดยมีพลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ในภาวะที่บ้านเมืองตกอยู่ในภาวะวิกฤต เศรษฐกิจฝืดเคือง สินค้าอุปโภคบริโภคขาดแคลน มหาอำนาจกดดันให้ชดใช้ค่าปฏิกรรมสงคราม ทหารบกจำนวนมากไม่พอใจที่ถูกปลดประจำการ และปัญหาประสบความยากลำบากจนไม่สามารถคลี่คลายคดีสวรรคต

รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคแนวรัฐธรรมนูญที่บริหารประเทศได้เพียง 1 ปี 2 เดือนก็ถูกรัฐประหารโค่นล้มอำนาจ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 โดยคณะรัฐประหาร ซึ่งมี พล.ท. ผิน ชุณหะวัณ เป็นหัวหน้า.


พิมพ์ครั้งแรก โลกวันนี้ ฉบับวันสุข วันที่ 11-17 กรกฎาคม 2552
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง ผู้เขียน อริน
ร่วมสนับสนุนการเขียนและเผยแพร่ความคิด และกิจกรรมได้โดยโอนเงินไปที่

บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย สาขาเทสโก้โลตัส วังหิน
ชื่อบัญชี วัฒนา สุขวัจน์
บัญชีเลขที่ 986-2-87758-8