Article  :  Political   :  Forum  :  Facebook  :  Youtube

วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2562

กบฏไพร่ กบฏชาวนาในสยาม-ไทย (63)

กบฏชาวนาหลังเกิด "รัฐไทย"
กบฏผู้มีบุญ "โสภา พลตรี" (1)

การอ่านประกาศคณะราษฎรฉบับที่ 1 หลังการอภิวัฒน์สยาม 24 มิถุนายน 2475 เป็นการประกาศถึงสิทธิและเสรีภาพของราษฎรเป็นครั้งแรก

บทความ "กบฏผู้มีบุญหมอลำโสภา แห่งบ้านสาวะถี จังหวัดขอนแก่น" เขียนโดย สุวิทย์ ธีรศาศวัต และ ชอบ ดีสวนโคก ตีพิมพ์ในวารสารมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ (มหาวิทยาลัยขอนแก่น) 12, 1 พ.ค.-ต.ค. 2537 หน้า 39-51 เขียนถึง สาเหตุและพฤติการณ์ของกบฏ ต่อไปว่า:

พ่อใหญ่โสภาไม่เห็นด้วยกับการเรียกผู้สอนนักเรียกว่า "ครู" ซึ่งเป็นคำที่ทางราชการและชาวบ้านเรียกกัน พ่อใหญ่โสภาให้เหตุผลว่า "ครูตามความหมายที่แท้จริง ต้องมีน้ำอบ น้ำหอม ฮดหัว ชาวบ้านชาวเมืองเอาน้ำฮดหัวห่มเหลือง พระเท่านั้นที่จะเป็นครูได้ เช่น ครูบาอ่อนสา ครูบาเมี่ยง ครูบาเหง้า สู (ครูบุญเลิศ) เฮียนอิหยังมาจึงจะเป็นครู เฮียนมากินคนมาข่มครูซื่อๆ ครสอนบ่เอาเงิเอาคำ สอนให้มีศีลธรรม จึงเป็นครู" พ่อใหญ่โสภาเวลาพบครูประชาบาล ไม่เคยเรียกครู เรียกบักนั่น บักนี่ ทุกที (พิมพ์ รัตนคุณศาสน์ – ชาวบ้านสาวัถี ต.สาวะถี อ.เมือง จ.ขอนแก่น ขณะอายุ 80 ปี ใน พ.ศ. 2528)

ดูเหมือนว่าแนวคิดของพ่อใหญ่โสภา พลตรี จะก้าวหน้าล้ำสมัย ไม่เฉพาะในยุครุ่งอรุณของการปกครองใหม่เท่านั้น หากยังเป็นแนวทางเดียวกับนักคิดทางการศึกษาร่วมสมัยจำนวนหนึ่งที่จำแนกระหว่าง "ผู้บอกหนังสือ" (ผู้สอนหนังสือ) กับ "ครู" (ผู้สั่งสอนศิษย์, ผู้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ศิษย์) ซึ่งอย่างแรกเพียงให้ความรู้ทางวิชาการเท่านั้น ในขณะที่อย่างหลังกินความถึงการสั่งสอน (แนวทางดำเนินชีวิต) และถ่ายทอดความรู้ (แนวทางประกอบอาชีวะ) ให้แก่ "ศิษย์" (ผู้อยู่ในความคุ้มครองดูแลของครูหรืออาจารย์)

ไม่เพียงจุดยืนและแนวคิดทางด้านการศึกษาที่หันหลังให้กับการศึกษาในระบบ "ประถมศึกษา" แทนการ "บวชเรียน" สำหรับความรู้ทาง "ฆราวาสธรรม" และการเป็น "ลูกมือ/เด็กฝึกงาน/ศิษย์" ของผู้ประกอบวิชาชีพเฉพาะอย่าง ซึ่งก็คือ "ช่างฝีมือ" ต่างๆ เช่น ช่างไม้ ช่างเหล็ก ช่างทอผ้า รวมทั้งวิชาชีพทางด้านศิลปะเช่น ช่างเขียน และ หมอลำ เช่นในอดีต พ่อใหญ่โสภายังมีแนวคิดในการ "ต่อต้านอำนาจรัฐ" โดยตรง ที่สำคัญคือ "กฎหมายป่าไม้" จากตอนต่อของบทความ "กบฏผู้มีบุญหมอลำโสภา แห่งบ้านสาวะถี จังหวัดขอนแก่น":

นอกจากต่อต้านระบบโรงเรียนของรัฐบาลกลางของคนไทยแล้ว พ่อใหญ่โสภยังต่อต้านกฎหมายป่าไม้ ปี 2481 ที่กำหนดให้การตัดไม้ต้องขออนุญาตจากทางการป่าไม้ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่พ่อใหญ่โสภาพิพาทกับครูใหญ่ ครูบุญเลิศกล่าวหาว่าพ่อใหญ่โสภายุยงชาวบ้านให้ตัดไม้มาทำเรือนโดยไม่ขออนุญาตจากทางการ พ่อใหญ่โสภาพก็โต้ครูบุญเลิศว่า "ไม้มันเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ รัฐบาลไม่ได้ปลูกต้นไม้ ทำไมต้องไปขออนุญาตจากรัฐบาล ทำไมต้องเสียค่าธรรมเนียมให้รัฐบาล ใครมีแรงก็ไปตัดมาเลย" (พิมพ์ รัตนคุณศาสน์ – อ้างแล้ว)

สำหรับประเด็นนี้ แม้ในปัจจุบันเองประชาชนทั่วไปยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนถึง "สิทธิ" ในทรัพยากรตามหลักกฎหมายไทยจนเป็นเหตุให้มีการถูกจับกุม เสียค่าปรับ หรือถูกคุมขังแทนค่าปรับ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นปัญหาที่ "รัฐ" มีหน้าที่ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนให้ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้อง "ไม่เลือกปฏิบัติ" ตลอดจนหยุด "ระบบอุปถัมป์ค้ำจุน" และ "ผู้มีอิทธิพล" ผ่านทางการปกครองส่วนท้องถิ่นเช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)

อีกปัญหาที่ตามมา คือปัญหา "ภาษีที่ดิน":

เรื่องที่สามที่พ่อใหญ่โสภาต่อต้านภาครัฐ คือภาษีที่ดิน เมื่อรัฐบาลยกเลิกเงินรัชชูปการแล้วในวันที่ 1 เมษายน 2482 รัฐบาลเก็บภาษีที่ดินแทนโดยเรียกว่า "ภาษีบำรุงท้องที่" เรื่องนี้ชาวบ้านหลายคนไม่พอใจ รวมทั้งพ่อใหญ่ดสภา พ่อเสริมและพ่อสิงห์สานุศิษย์คนสำคัญของพ่อใหญ่โสภา พ่อใหญ่โสภาถือว่าที่ดินเกิดขึ้นตามธรรมชาติ กว่าจะเป็นนาเป็นไร่เจ้าของต้องลำบากตรากตรากตรำ ตัดไม้ขุดตอ ยกคันนา ที่ดินมันเป็นของเรา จะว่าเป็นของหลวงได้อย่างไร รัฐบาลเก็บภาษีที่ดินไร่ละ 5 สตางค์ ต่อมาขึ้นเป็น 10 สตางค์ และ 20 สตางค์ พ่อใหญ่โสภามีที่ดินประมาณ 70-100 ไร่ อยู่ที่บ้านป่าหวาย ซึ่งเป็นบ้านภรรยาห่างจากบ้านสาวะถีประมาณ 10-11 กม. ทางกำนันผู้ใหญ่บ้านมาบอกให้พ่อใหญ่โสภาเสียภาษีที่ดินพ่อใหญ่โสภาก็ไม่ไปเสีย พ่อเสริมกับพ่อสิงห์ก็ไม่ยอมเสียภาษีที่ดินซึ่งอยู่ที่คุ้มป่าหม้อ (ชุมชนเดียวกับบ้านสาวะถี) เรื่องนี้นายอำเภอขณะนั้นคือ ขุนวรรณวุฒิวิจารณ์ ไม่พอใจมาก เกรงว่าจะเป็นตัวอย่างให้คนอื่นๆ ไม่เสียภาษีที่ดิน นายอำเภอจึงสั่งยึดที่นาของพ่อสิงห์กับพ่อเสริม ขายให้เจ๊กพก (พ่อของกำนันตำบลสาวะถีคนปัจจุบัน – หมายเหตุในปี พ.ศ. 2537) ในราคา 125 บาท เพื่อเป็นภาษีที่ดิน แล้วมาบังคับให้สองพี่น้องโอนที่ดินให้เจ๊กพก สองพี่น้องไม่ยอมไปโอน นายอำเภอจึงเข้ามาในหมู่บ้าน จึงเกิดการโต้เถียงกันระหว่างนายอำเภอกับพ่อเสริม
พ่อเสริม "หมาตัวไหนเอาที่ดินไปขาย"
นายอำเภอ "อำเภอเป็นคนขาย พวกแกไม่ชำระที่ดิน ทางอำเภอเขายึดทรัพย์ขายให้นายพก"
พ่อเสริม "หมาตัวไหนขายเพิ่นวะ"
นายอำเภอ "อำเภอเขาขาย"
พ่อเสริม "อำเภอขาย อำเภอก็ไปโอน บักใด๋ขาย บักนั้นโอน"
นายอำเภอ "ต้องไปโอนนะ"
พ่อเสริม "อย่ามาบังคับ ที่ดินบักกะนี่เฮ็ดกินมาแต่พ่อ พวกมึงบ่ได้ก่นบ่ได้สร้างนำกู จะมายึดของกูได้จังใด๋"
สองพี่น้องพ่อสิงห์กับพ่อเสริมไม่ยอมไปโอนที่ดินให้เจ๊กพก และทางการก็ไม่สามารถบังคับให้สองพี่น้องไปโอนได้ สองพี่น้องคงทำนาในที่นาของเขาต่อไป เจ๊กพกไม่สามารถเข้าไปใช้ที่ดินแปลงนี้ได้ ทางการก็ไม่ยอมคืนเงินให้เจ๊กพกด้วย เจ๊กพกจึงเสียเงินให้หลวงไปเปล่าๆ 125 บาท (เงินนี้มากพอจะซื้อวัวได้ 30 ตัว) สำหรับพื้นที่นาดังกล่าวนี้มีพื้นที่ราว 40 ไร่ (พิมพ์ รัตนคุณศาสน์ – อ้างแล้ว)

จากการต่อต้านการครอบงำของรัฐ 3 เรื่องที่กล่าวมานี้ ทำให้ทางการตัดสินใจจับพ่อใหญ่โสภากับพวก
**********
ประเด็นนี้นับว่าน่าสนใจมากสำหรับระบบภาษีอากร การเปรียบเทียบปรับ และการบังคับใช้กฎหมายในการปกครองระบอบรัฐธรรมนูญสยาม ช่วงรอยต่อการเปลี่ยนชื่อประเทศ คือ หลังจากราษฎรต้องเอือมระอากับการเก็บภาษีอากรหลังการเปลี่ยนผ่านจากระบอบศักดินา/จตุสดมภ์มาสู่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์/ราชาธิปไตย ในสมัยรัชกาลที่ 5 แล้วตามมาด้วยการลุกขึ้นแข็งข้อของชาวนาโดยเฉพาะชาวนาในภาคเหนือและภาคอิสาน ที่มีการผลิต ขนบ จารีต วัฒนธรรม และการดำรงชีวิตคล้ายกันมากกว่าราษฎรในภาคอื่นๆ นั้นสะท้อนถึง "ช่องว่าง" ระหว่าง "ระบอบการปกครอง" กับ "ราษฎร (ประชาชน)" ในบริบทการเชื่อมโยงนโยบาย กฎหมาย และอื่นๆ ลงไปสู่ประชาชนระดับล่าง

จะเห็นว่า ประชาชนยังขาดความรู้ความเข้าใจถึง "หน้าที่" ของพลเมืองในระบอบการปกครองใหม่และระบบรัฐแบบใหม่แทบจะโดยสิ้นเชิง อีกทั้งวิธีการบังคับใช้กฎหมายที่อาจทำให้ประชาชนเกิดความกังขาใน "มาตรฐาน" เช่นกรณี "ยึดทรัพย์มาขาย (ทอดตลาด)" เช่นในกรณีพ่อเสริมและพ่อสิงห์นี้.


พิมพ์ครั้งแรก โลกวันนี้ ฉบับวันสุข 26 ตุลาคม-1 พฤศจิกายน 2556
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง ผู้เขียน อริน
ร่วมสนับสนุนการเขียนและเผยแพร่ความคิด และกิจกรรมได้โดยโอนเงินไปที่

บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย สาขาเทสโก้โลตัส วังหิน
ชื่อบัญชี วัฒนา สุขวัจน์
บัญชีเลขที่ 986-2-87758-8