Article  :  Political   :  Forum  :  Facebook  :  Youtube

วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

กบฏไพร่ กบฏชาวนาในสยาม-ไทย (56)

"กบฏหนองหมากแก้ว"
กบฏเจ้าผู้มีบุญ พ.ศ. 2467 (4)

กองทัพสมัยใหม่ที่เริ่มขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 การมีอาวุธปืนแบบยุโรปเต็มรูปแบบ ทำให้การแข็งข้อเกิดกบฏชาวนาต้องพบกับความปราชัยทุกครั้ง

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วถึง "แนวทาง" (หรืออาจจะหมายถึง "ความคิดชี้นำ") ในการลุกขึ้นสู้ของ "กบฏชาวนา" ในอดีต ที่พื้นฐานความคิดของผู้คนส่วนใหญ่ยังคงยึดติดไสยศาสตร์ (ถือผี), เทวนิยม (ถือเทวดา) หรือกรทั่งสัทธรรมปฏิรูปของพุทธ (ถือธรรมที่บิดเบือน) นับจากยุคทาส, ยุคศักดินาสวามิภักดิ์/จตุสดมภ์ มาจนถึงยุคราชาธิปไตย/สมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือแม้แต่กระทั่งช่วงต้นของยุคประชาธิปไตยที่มีพื้นฐานมาจากความคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมไทยที่ถือว่ามีการเผยแผ่และสืบทอดพุทธศาสนามาเป็นเวลาช้านาน นับจากการประกาศไม่ขึ้นต่อขอมของเจ้าเมือง 2 คน คือ พ่อขุนบางกลางหาว เจ้าเมืองบางยาง และพ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราดแห่งราชวงศ์ศรีนาวนำถุม ได้ร่วมกันกระทำการยึดอำนาจจากขอมสบาดโขลญลำพง

ซึ่งนอกเหนือจากปลดแอกทางการเมืองการปกครองและทางเศรษฐกิจแล้ว ราชวงศ์พระร่วงยังปลดแอกทางวัฒนธรรม โดยก่อนอื่นสร้างภาษาเขียนผ่านทางพยัญชนะที่เรียกว่า "ลายสือไทย" และลัทธิศาสนาคือพุทธศาสนาเข้ามาแทนศาสนาพราหมณ์ของขอม โดยขอ "สังฆราชปู่ครูลุกมาแต่เมืองนครศรีธรรมราช"

แนวความคิดของ "สังคมพระศรีอาริย์" จึงหยั่งรากลงดินแดนสุวรรณภูมินับแต่บัดนั้น แต่เป็นสังคมพระศรีอารย์แบบ "ปน" สวรรค์ชั้นฟ้า ที่ไม่ได้มุ่งไปสู่การ "ล่วงทุกข์" ตามพระสัทธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่อย่างใด

สำหรับการเคลื่อนไหวของกลุ่ม "เจ้าผู้มีบุญ" ในปี พ.ศ. 2467 ตามที่ปรากฏใน "ประวัติศาสตร์จังหวัดเลย" สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ จากเว็บไซต์ของจังหวัดเลย http://www.loei.go.th เขียนถึงแนวทางการเคลื่อนไหวเพื่อแข็งข้อก่อกบฏ เมื่อผู้นำสามารถสร้างความศรัทธาในหมู่ราษฎรชาวไร่ชานาในพื้นที่ได้แล้ว ยังอาศัยนิทานพื้นบ้านที่เป็นเรื่องราวจักรๆวงศ์ๆ ผสมโรงกับความเชื่อในอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ต่างๆโดยตัวผู้นำประกาศตนเป็นผู้วิเศษ พร้อมกับเตรียมตั้งตนเป็น "เจ้า" เข้าครองแผ่นดิน ที่มีอุดมการนำพาราษฎรชาวไร่ชาวนาไปสู่สังคมในอุดมคติที่ปราศจากความทุกข์ยากเดือดร้อน
**********
ด้วยพิธีกรรมที่คณะผีบุญได้นำชาวบ้านปฏิบัติต่อเนื่องกันมามิได้ขาด ครั้นนานวันเข้า กิตติศัพท์ก็ได้เลื่องลือไปไกล ทำให้มีผู้คนสนใจหลั่งไหล เข้าไปอย่างมากมาย บ้างที่สนใจเครื่องรางของขลัง ก็ต้องตระเตรียมสิ่งของเข้าไปจัดทำเอง อาทิเช่นต้องการตะกรุดก็ต้องหาตะกั่วลูกแหไปหลอมแล้ว ตีแผ่ออกให้พระประเสริฐทำตะกรุด ที่ป่วยเจ็บได้ไข้ก็ไปอาบน้ำมนต์สะเดาะเคราะห์ ที่ต้องการผ้าประเจียดก็ต้องหาผ้าฝ้ายสีขาวไปให้เจ้าฝ่าตีนแดง ครั้นคณะผีบุญได้พบผู้คนมากหน้าหลายตาและเพิ่มจำนวนมากยิ่งขึ้น เลยเกิดความเคลิบเคลิ้มหลงตนลืมตัว หนักเข้าเลยพากันริอ่านหันไปทางการบ้านการเมือง ฝันเฟื่องที่จะเป็นเจ้าเข้าครองแผ่นดิน โดยประกาศอย่างอหังการว่า จะยกกำลังเข้าตีเอาเมืองเลยได้แล้วจึงจะยกกำลังเลยไปตีเอาเมืองเวียงจันทน์ เพื่อตั้งตนเป็นเอกราช เมื่อได้ประกาศเจตนารมณ์แล้วก็เรียกอาสาสมัครมาทำการคัดเลือก ด้วยมีความเชื่อมั่นว่าตนได้รับบัญชามาจากสวรรค์ ไม่ต้องมีผู้คนมากก็สามารถที่จะกระทำการใหญ่ได้ เมื่อเลือกผู้คนรวมได้ 23 คน พร้อมด้วยปืนแก๊บ 1 กระบอก ปืนคาบศิลา 2 กระบอก พร้อมด้วยหอกดาบแหลนหลาวครบครัน ครั้นได้ฤกษ์พิชัยสงคราม คณะผีบุญก็ยกพลจำนวน 23 คน ออกเดินทางจากบ้านหนองหมากแก้วแล้วมุ่งหน้าขึ้นสู่ทิศเหนืออ้อมผ่านหมู่บ้านนาหลักแล้วไปตั้งมั่นอยู่ริมลำห้วยทางด้านทิศเหนือของอำเภอวังสะพุง (บริเวณหมู่บ้านห้วยอีเลิด ห่างจากที่ตั้งอำเภอวังสะพุง ประมาณ 3 กม.)

ระหว่างนั้น หลวงพิศาลสารกิจ นายอำเภอวังสะพุงได้ติดตามความเคลื่อนไหวของคณะผีบุญโดยส่งนายบุญเลิศ เหตุเกตุ สารวัตรศึกษา (อดีตกำนันตำบลวังสะพุง ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่) ออกไปสอดแนมพฤติการณ์ดูความเหิมเกริมของคณะผีบุญอย่างใกล้ชิดแทบจะเอาชีวิตไม่รอดก็หลายครั้ง แล้วให้ทำรายงานเข้ามายังอำเภอทุกระยะ หลวงพิศาลสารกิจได้ทำรายงานความเคลื่อนไหวของคณะผีบุญเข้าจังหวัดทุกระยะ ซึ่งในขณะนั้นกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ประจำอยู่ในตัวจังหวัดเลยมีน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนผู้คนที่เข้าไปกราบไหว้คณะผีบุญ ดังนั้น ทางจังหวัดเลยจึงได้ทำรายงานไปยังกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี พร้อมกันนั้นก็ได้รายงานขอกำลังไปยังฝ่ายทหารที่ค่ายประจักษ์ศิลปาคมอีกด้วย ถ้าหากว่ากำลังทางฝ่ายตำรวจที่อุดรมีไม่เพียงพอ ขณะนั้น พ.ต.อ.พระปราบภัยพาล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานีในสมัยนั้น ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจรีบรุดมาจากจังหวัดอุดรธานีเข้าสมทบกับกำลังของจังหวัดเลย ร่วมกับเจ้าหน้าที่ของอำเภอวังสะพุง รีบวางแผนปราบปรามโดยด่วน ครั้นได้ทราบกำลังของคณะผีบุญพร้อมด้วยอาวุธจากนายบุญเลิศ เหตุเกตุ เป็นที่แน่นอนแล้ว กองกำลังตำรวจจากอุดรร่วมกับจังหวัดเลยและเจ้าหน้าที่อำเภอวังสะพุงก็เคลื่อนเข้าโอบล้อมคณะผีบุญทุกทิศทุกทาง ได้มีการปะทะกันเพียงเล็กน้อย คณะผีบุญก็แตกกระจัดกระจายจับผีบุญได้ทั้งคณะ แล้วควบคุมตัวขึ้นส่งฟ้องศาลฐานก่อการจลาจลสอบถามได้ความว่า พวกเขาทั้ง 4 คนที่ตั้งตนเป็นผีบุญ เกิดความเคลิบเคลิ้มหลงใหลในนิยายพื้นเมืองของชาวอีสานเรื่อง สังข์ศิลปชัย และจำปาสี่ต้น จนหลงตนลืมตัวไป ส่วนความรู้สึกที่แท้จริงนั้น ยังมีความรักในถิ่นฐานหาได้มีความคิดเป็นกบฏต่อแผ่นดินกำเนิดก็หาไม่ คณะตุลาการได้รับฟังเรื่องราวจากผู้ที่ได้ตั้งตนเป็นผีบุญทั้ง 4 คน ได้เกิดความเห็นใจ จึงพิพากษาให้จำคุกผีบุญทั้ง 4 คน คนละ 3 ปี ส่วนบริวารให้ปล่อยตัวไป
**********
สำหรับรายละเอียดในส่วนนี้ ในกระทู้ของบล็อก OKnation ของผู้ใช้ชื่อ "จอมมารกระบี่หัก" ซึ่งโพสต์บทความชื่อ "บ้านผมก็มีกบฏ" เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2552 โดยอ้างอิงที่มาจากบทความชุด "กบฎในสยามประเทศ (10)" เขียนถึงบทสรุปของเหตุการณ์ช่วงนี้ไว้ว่า
**********
การกระทำของกลุ่มผีบุญดังกล่าว ทำให้ราษฏรต่างทิ้งบ้านเรือนไร่นามาเฝ้ากราบไหว้ ไม่เป็นอันทำมาหากิน เมื่อมีพวกชาวบ้านมานับถือมากขึ้นก็คิดการใหญ่ ประกาศจะยกพวกเข้ายึดอำเภอวังสะพุงเป็นอันดับแรก มีการแต่งตั้งนายอำเภอ และข้าหลวงไว้ล่วงหน้า ครั้นถึงวันลงมือทำการ เจ้าหน้าที่อำเภอทราบข่าว และเตรียมการป้องกันไว้แล้ว ในที่สุดก็สามารถปราบปราม แล้วจับกุมตัวหัวหน้าผู้ก่อการได้ทุกคน

เมื่อผู้มีบุญถูกนำตัวมาสอบสวน ต่างก็ให้การรับสารภาพต้องกันว่า สาเหตุที่ตั้งตนเป็นผู้วิเศษก็เพราะได้ฟังนิทานพื้นบ้าน หรือได้อ่านนวนิยายตามหนังสือใบลานต่าง ๆ เช่น สังข์ศิลป์ชัย จำปาสี่ต้น ฯลฯ ทำให้เกิดอารมณ์เคลิบเคลิ้มคล้อยตาม จนเชื่อว่า มนุษย์สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ จึงเข้าญาณดูบ้าง และบริกรรมคาถาต่าง ๆ ตามแต่จะคิดได้ เพื่อให้เหมือนในนวนิยาย หรือนิทานพื้นบ้าน
**********
ทว่าการเคลื่อนไหวทางภาคอิสานและในภาคเหนือหลายครั้งในอดีต กลับปรากฏว่าประสบความพ่ายแพ้แก่อำนาจของรัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้อย่างง่ายดายเมื่อเทียบกับการลุกขึ้นสู้ของราษฎรมุสลิมในหัวเมืองภาคใต้ ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความรู้สึกนึกคิดในการต่อต้านของราษฎรที่มีต่ออำนาจรัฐรัตนโกสินทร์ มีความเข้มข้นและเข้มแข็งต่างกัน เนื่องจากความใกล้เคียงกันทางวัฒนธรรม ธรรมเนียม ประเพณี และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคติชนที่ผูกพันกับศาสนาที่ตั้งอยู่บนรากฐานอย่างเดียวกันนั่นเอง.


พิมพ์ครั้งแรก โลกวันนี้ ฉบับวันสุข 7-13 กันยายน 2556
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง ผู้เขียน อริน

วันจันทร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2562

กบฏไพร่ กบฏชาวนาในสยาม-ไทย (55)

"กบฏหนองหมากแก้ว"
กบฏเจ้าผู้มีบุญ พ.ศ. 2467 (3)

 เครื่องแบบทหารในกองทัพแบบใหม่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ซึ่งเริ่มขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5เครื่องแบบทหารสมัยรัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2449) กองทหารม้า ค่ายหนองบัว จังหวัดนครราชสีมา [ภาพจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ]

"กบฏชาวนา" หรือ "กบฏไพร่" ทุกครั้งในประวัติศาสนตร์โลก ก่อกำเนิดขึ้นโดยอาศัยความคิดชี้นำหรือการ "ปลุกระดม" ราษฎรที่อิงศาสนาหรือคำทำนายเลื่อนลอย ซึ่งเป็นความคิดบนพื้นฐาน "จิตนิยม/ไสยศาสตร์/เทวนิยม" ทั้งนี้ โดยข้อจำกัดก่อนยุคที่วิทยาศาสตร์สังคมจะเป็นที่รู้จัก และสามารถส่งผ่านความรู้ลงสู่ผู้คนส่วนที่ก้าวหน้าที่สุดของสังคมหนึ่งใด นั่นคือ ก่อนถึงการเคลื่อนไหวที่มีลักษณะ "ปฏิวัติ" เพื่อเปลี่ยนผ่านระบอบ การลุกขึ้นสู้ทั้งมวลในประวัติศาสตร์จึงเป็นเพียงการเปลี่ยน "ผู้ปกครอง" ซึ่งหมายถึง "กษัตริย์ในระบอบศักดินาสวามิภักดิ์/จตุสดมภ์" หรือ "กษัตริย์หรือจักรพรรดิในระบอบราชาธิปไตย/สมบูรณาญาสิทธิราชย์" ซึ่งผลแพ้ชนะชี้ขาด เพียงแค่ "เปลี่ยนราชวงศ์" เท่านั้น และเมื่อพ่ายแพ้ต้องถูกพิพากษาลงทัณฑ์ด้วยข้อหา "กบฏ" และยังคงข้อหานี้จวบจนปัจจุบัน

ที่ผ่านมา กบฏชาวนาในภาคอิสานและภาคเหนือของรัฐไทย กลุ่มผู้ก่อการมักจะใช้อุดมการณ์ "พระศรีอาริย์" เป็นรากฐานในการระดมคน ซึ่งส่วนใหญ่คือราษฎรในชนบทที่เป็นชาวไร่ชาวนา และตกอยู่ในสถานภาพต่ำที่สุด (เมื่อไม่นับ "ทาส" ซึ่งมีสถานภาพเพียงเป็น "ทรัพย์" ของนายทาส) ในสังคมเกษตรกรรมเดิม

"ประวัติศาสตร์จังหวัดเลย" สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ จาก เว็บไซต์ของจังหวัดเลย http://www.loei.go.th  เขียนถึงลำดับการเคลื่อนไหวของกลุ่ม "เจ้าผู้มีบุญ" ต่อไปว่า
**********
คณะผีบุญซึ่งถือว่าตนเป็นผู้วิเศษได้กำหนดพิธีกรรมให้ชาวบ้านปฏิบัติ โดยถือเอาศาลาการเปรียญวัดบ้านหนองหมากแก้ว เป็นศูนย์กลางทุกวันในเวลาเช้าและเย็น ชาวบ้านทุกคนจะต้องมาร่วมเข้าพิธีสวดมนต์ไหว้พระเป็นประจำขาดไม่ได้ และในเวลากลางคืนทุกคืน บรรดาสาว ๆ หรือภรรยาของผู้ใดก็ตามที่มีใบหน้าและรูปร่างสวยงาม จะต้องอาบน้ำแต่งตัวให้สะอาดสดสวย แล้วนำพวงมาลัยดอกไม้สดและน้ำหอมผลัดกันเข้าไป มอบให้คณะผีบุญ ต่อจากนั้นก็จะเริ่มพิธีฟ้อนรำบวงสรวงเวียนพรมน้ำอบน้ำหอมไปรอบๆ ตัวของผีบุญ หากผีบุญเกิดพึงพอใจอิสตรีนางใดในวงฟ้อนบวงสรวง ก็จะใช้พวงมาลัยดอกไม้สดเกี่ยวปลายไม้แล้วยื่นไปคล้องคอเอาไว้ เป็นเครื่องหมายให้ทุกคนได้ทราบว่า อิสตรีนางนั้นได้รับโปรดปรานจากผีบุญเป็นพิเศษ และนับเป็นวาสนาเป็นอย่างยิ่งที่ในคืนนั้นจะต้องเข้าเวรปรนนิบัติ ปรากฏว่าบรรดาสาวและไม่สาวต่างแย่งกันปรนนิบัติผีบุญเหล่านี้เป็นพิเศษทุกคืน คณะผีบุญชุดนี้ได้บัญญัติกฎข้อบังคับเอาไว้ 3 ประการ ที่ชาวบ้านจะต้องถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด จะหลงลืมไม่ได้นั้น มีดังต่อไปนี้
1.จะต้องสวดมนต์ไหว้พระเป็นประจำทุกเช้าเย็น ขาดไม่ได้
2.จะต้องฟ้อนรำบวงสรวงคณะผู้มีบุญเป็นประจำทุกคืน ขาดไม่ได้
3.จะต้องหมั่นทำบุญให้ทานอยู่เป็นนิจ และจะต้องรำลึกถึงพระคุณของบิดา-มารดาอยู่เสมอทั้งนี้ในการเรียกพ่อ-แม่ดังที่เคยเรียกกันมาเฉย ๆ นั้นเป็นการไม่เคารพ จะต้องพากันเรียกเสียใหม่ว่า คุณพ่อคุณแม่
**********
สำหรับรายละเอียดในส่วนนี้ ในกระทู้ของบล็อก OKnation ของผู้ใช้ชื่อ "จอมมารกระบี่หัก" ซึ่งโพสต์บทความชื่อ "บ้านผมก็มีกบฏ" เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2552 โดยอ้างอิงที่มาจากบทความชุด "กบฎในสยามประเทศ (10)" ในเว็บบอร์ด http://www.lekpluto.org/history/rebellion/thairebellion_10.htm เขียนไว้ว่า
**********
กลุ่มผู้มีบุญนี้มี นายบุญมา จัตุรัส เป็นหัวหน้า เดิมนายบุญมาเป็นคนจังหวัดชัยภูมิ ได้เดินทางมาจังหวัดเลยพร้อมพระภิกษุรูปหนึ่ง อ้างตัวเป็นผู้มีบุญแล้วตั้งเป็นสำนักขึ้น บอกกับชาวบ้านว่าเป็นตัวแทนจากสวรรค์ที่ถูกส่งลงมาให้ช่วยป้องกันและปัดเป่าภัยพิบัติในเมืองมนุษย์ และให้ป่าวประกาศออกไปยังทุกคนทั่วทั้งหมู่บ้านและตำบลใกล้เคียงว่า จะมียักษ์ลงมากินคน ขอจงเชื่อฟังและปฏิบัติตนตามคำแนะนำของผู้มีบุญทุกประการ ก็จะพ้นภัยจากเหตุร้าย เมื่อทุกคนพ้นภัยแล้วผู้มีบุญก็จะพากันไปยังเมืองสวรรค์ ซึ่งที่นั้นไม่มีความทุกข์ ไม่มีความแก่ ความเจ็บ และความตาย

ในการนี้ได้มีผู้เข้ามาร่วมเป็นผู้มีบุญด้วยหลายคน แล้วต่างก็สถาปนาตนเองขึ้นเป็นผู้วิเศษ ที่เก่งกล้าด้วยวิชาอาคม ทำให้ผู้คนเกิดความเลื่อมใสเข้ามากราบไหว้บูชากันเนืองแน่น และยังมีข่าวลือแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็วอีกว่า ผู้มีบุญสามารถเหาะเหินเดินอากาศ ล่องหนหายตัว อีกทั้งยังย่นย่อแผ่นดินที่ไกลให้ใกล้ หรือย่นระยะทางได้อีกด้วย ยิ่งทำให้ราษฎรตามเมืองต่าง ๆ ทั้งใกล้และไกลต่างแตกตื่นพากันมาขอความช่วยเหลือ ทั้งเสกเป่ารดน้ำมนต์พ่นน้ำหมาก ทาน้ำมัน สักเสกเลขยันต์คงกระพันชาตรี และเพื่อรักษาโรคภัยไข้เจ็บ คุณไสย์ บ้างก็ขอเครื่องรางของขลังไว้พกพา นับวันมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ จากสิบเป็นร้อย จากร้อยเป็นพัน

พิธีกรรมของกลุ่มผู้มีบุญแห่งบ้านหนองบักแก้ว แต่ละคนต่างก็ผิดแผกแตกต่างกันไป เช่น การปลุกเสกน้ำมัน ให้ทั้งกินและอาบจะทำให้อยู่ยงคงกระพัน ทำตะกรุด ที่ใช้ตะกั่วจากลูกแหหาปลาลงอาคมกันภัย เอากล้วยพันธุ์ลูกเล็กร้อย ทำเป็นสังวาลย์ ไว้คล้องสะพายกันยักษ์ ทำผ้าประเจียดพันแขน ไว้สู้เมื่อมีศัตรูเข้ามา ยังมีผ้าที่ต้องทำพิธีลงยันต์ให้ขลังและศักดิ์สิทธิ์เป็นราย ๆ ไป โดยผู้ที่ต้องการจะนำผ้าขาวขนาดเท่าฝ่าเท้าของเจ้าฝ่าตีนแดงผู้บริกรรมคาถา แล้วหมอบลงค่อย ๆ คลานไปแทบเท้า คลี่ผ้าออกปูกับพื้น ก้มหน้านิ่งอย่างสำรวม รอให้เจ้าฝ่าตีนแดงยกเท้าจุ่มลงไปในอ่างน้ำขมิ้น แล้วเอามาเหยียบลงบนผืนผ้าขาว เป็นอันเสร็จพิธี เจ้าของผ้าก็จะค่อย ๆ ม้วน ผ้าประทับรอยเท้า คลานถอยหลังออกมา แล้วนำผ้าผืนนั้นไปไว้บนหิ้งบูชา กราบเช้ากราบเย็น

นอกจากนี้ผู้ที่ทำตนเป็นผู้มีวาจาสิทธิ์ ก็จะมีการลงโทษผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด โดยวิธีขุดหลุมลึกแล้วนำตัวผู้ที่จะถูกลงโทษไปยืนปากหลุม จากนั้นก็จะแสดงบทบาทผู้มีวาจาสิทธิ์ด้วยการชี้มือไปที่หน้า กระทืบเท้าเปล่งคำสาปแช่งต่าง ๆ นานา ทันทีที่จบคำสาปก็ยกเท้าถีบผู้นั้นลงหลุม แล้วกลบดินฝังทั้งเป็น น่าสงสารคนโง่ผู้เคราะห์ร้ายรายนี้จริง ๆ

แต่กรรมวิธีที่ชาวบ้านที่โง่เขลา และหลงงมงายพากันชื่นชอบก็คือการพาไปขึ้นสวรรค์ ซึ่งจะจัดขึ้น ณ บริเวณลานกุฏิของผู้มีบุญ ตกค่ำก็จุดไฟสว่างไสวให้พวกผู้หญิงแต่งตัวสวยงามมาฟ้อนรำ หากผู้มีบุญโปรดปรานคนใด ก็เอาพวงมาลัยใส่ปลายไม้หย่อนลงไปคล้องคอหญิงสาวคนนั้น แล้วก็จะพาเข้าห้องปิดประตูทำพิธีเข้าญาณเพื่อนำทางไปขึ้นสวรรค์ทั้งเป็น รุ่งเช้าหญิงสาวนั้นก็จะออกจากกุฏิมาหุงหาอาหารเลี้ยงผู้เป็นทูตแห่งสวรรค์
(ยังมีต่อ)
**********
สำหรับการลุกขึ้นสู้ในลักษณะกบฏชาวนานี้ มีตัวอย่างในประวัติศาสตร์จีนยุคใกล้เช่น กบฏพรรคดอกบัวขาว ที่ต้องการฟื้นฟูราชวงศ์ต้าหมิงถูกทำลายล้างสิ้นในปี พ.ศ. 2343, กบฏไท้เผ็ง (ไท้เผ็งเทียนกว๋อ) พ.ศ. 2392 (ถูกปราบมีคนตาย 20 ล้าน), กบฏนักมวย (สมาคมอี้เหอถวน) พ.ศ. 2441-2443 ทั้งหมดล้วนใช้ไสยศาสตร์นำ และถูกปราบราบคาบ.


พิมพ์ครั้งแรก โลกวันนี้ ฉบับวันสุข 31 สิงหาคม-6 กันยายน 2556
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง ผู้เขียน อริน
ร่วมสนับสนุนการเขียนและเผยแพร่ความคิด และกิจกรรมได้โดยโอนเงินไปที่

บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย สาขาเทสโก้โลตัส วังหิน
ชื่อบัญชี วัฒนา สุขวัจน์
บัญชีเลขที่ 986-2-87758-8