Article  :  Political   :  Forum  :  Facebook  :  Youtube

วันจันทร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2562

กบฏไพร่ กบฏชาวนาในสยาม-ไทย (41)

"ขบถน้ำใส พ.ศ. 2465"
กบฏผู้มีบุญหลังผลัดแผ่นดิน (7)

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ เสด็จเยือนปีนัง พ.ศ. 2467 ซ้ายสุดคือ เจ้าพระยายมราช 

ถัดจากบริบทการเมืองการปกครองแล้ว เจ้าพระยายมราชยังมีความเห็นต่อบริบททางเศรษฐกิจพื้นฐานในสังคมเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม อันเป็นที่มาของความไม่พอใจแก่ราษฎรในพื้นที่ซึ่งถูกมองว่าเป็น "ชาวมลายู" ทั้งนี้เนื่องจากกระบวนเก็บภาษีในการประกอบอาชีพทางด้านเกษตรกรรม  (อากรค่านา) รวมทั้งการประมง (อากรค่าน้ำ) และป่าไม้ หรือแม้กระทั่งการจ่ายเงินแทนการเข้าเวรในระบบ "ไพร่" หรือที่มีการปฏิรูปในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็น "การเกณฑ์ทหารแบบใหม่" เพื่อเป็น "ไพร่หลวง" (เงินรัชชูปการ) นั้น นำความเดือดร้อนมาสู่ราษฎรมากขึ้นยิ่งกว่าการเก็บภาษีอากรในระบอบจตุสดมภ์/ศักดินาก่อนหน้าการปฏิรูประเบียบบริหารราชการแผ่นดิน

นั่นคือนอกเหนือจากความไม่พอใจของเจ้าเมืองในระบอบเก่าที่ถูกลิดรอนอำนาจทั้งทางการเมืองและทางเศรษฐกิจแล้ว ความไม่พอใจยังแผ่ขยายไปสู่ระดับราษฎรในพื้นที่เป็นคู่ขนานกันไป เท่ากับว่าราษฎรในพื้นที่ "หัวเมืองทั้งเจ็ด" เกิดความรู้สึกร่วมกับผู้ปกครองเดิมที่ว่าอำนาจรัฐรัตนโกสินทร์กำลังก่อความเดือดร้อนมาให้ และรบกวนวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ การประกอบอาชีพ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบททางศาสนา ดังได้กล่าวมาแล้ว

พรรณงาม เง่าธรรมสาร บรรยายถึงมุมมองของเจ้าพระยายมราช (ปั้นสุขุม) ในบทความเรื่อง "กระบวนการบูรณาการรัฐชาติไทยกรณีจังหวัดชายแดนใต้ : บทเรียนจากระบบเทศาภิบาลในสมัยรัชกาลที่ 6" (http://human.pn.psu.ac.th/ojs/index.php/eJHUSO/article/viewFile/45/64) สำหรับบริบททางเศรษฐกิจไว้ว่า:
**********
4. การเก็บภาษีอากร มีมากชนิดเกินไปเก็บ "..หยุมหยิม ไม่หยุดหย่อน" และ มีอัตราเก็บค่อนข้างแรงบางชนิด เช่น เครื่องมือจับสัตว์น้ำ ทำให้คนจนเดือดร้อนมาก การเก็บภาษีต่างๆ ที่นำความเดือดร้อนมาสู่ชาวบ้านที่สำคัญ มีดังนี้

ค่านา เดิมเคยเก็บแบบนาคู่โค โดยแบ่งเป็น นามีโค นาไม่มีโค หรือนาเช่าโค แต่ตั้งแต่ พ.ศ. 2461 มีการเปลี่ยนเป็นเก็บค่านาตามมณฑลชั้นใน คือ ตามจำนวนนาที่ทำจริง ทำให้ราษฎรรู้สึกว่าต้องจ่ายเงินมากขึ้น และเกิดปัญหากับเจ้าหน้าที่เรื่องการ วัดพื้นที่ ซึ่งเห็นต่างออกไปเป็นที่ถกเถียงว่ามากไปบ้าง น้อยไปบ้าง

ค่ารัชชูปการ แปลงมาจากส่วนต้นไม้เงินต้นไม้ทอง ซึ่งเดิมเก็บ 5 ปี 2 ครั้ง อัตราเก็บมีหลายอัตรา และแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากัน ถึง พ.ศ. 2461 ได้เปลี่ยนมาเก็บอัตราเดียวกัน ทำให้คนส่วนใหญ่ที่เคยเสียน้อยไม่พอใจ

อากรค่าน้ำ ซึ่งเพิ่งออกประกาศใน พ.ศ. 2465 ทำให้เกิดความเดือดร้อนกันมากเพราะธรรมเนียมการจับสัตว์น้ำที่มณฑลปัตตานีให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สัตว์น้ำและสิ่งแวดล้อมอย่างสูง ซึ่งเจ้าพระยายมราชเน้นว่ามีลักษณะแปลกกว่าที่อื่นทั้งหมด ดังในรายงานที่ว่า
....วิธีจับสัตว์น้ำในมณฑลปัตตานี ถ้าผู้ที่คุ้นเคยกับท้องที่นั้นแล้ว จะต้องเห็นว่าเทียบเคียงกับมณฑลชั้นในไม่ได้เลย ตลอดทั้งประเภทเครื่องมือ วิธีทำการ ประโยชน์ที่ได้ ...เครื่องมือบางอย่างก็ใช้ชั่ว 2-3 เดือน บางอย่างก็ใช้เฉพาะแต่ประเภทปลาชนิดหนึ่ง ด้วยเหตุนี้คนหนึ่งอาจมีเครื่องมือหากินตั้งหลาย ๆ อย่าง สุดแต่ว่าจะไปเหมาะกับฤดูใด หรือพบปลาชนิดใด ก็ใช้เครื่องมือให้ต้องตามลัทธิการในเวลาไป อย่างว่าเห็นฝูงปลาชนิดหนึ่งจะใช้เครื่องมือสำหรับปลาอีกชนิดหนึ่งหาได้ไม่........
ส่วนวิธีหาปลาของชาวประมงที่นั่น ท่านได้รายงานไว้ว่า มีลักษณะที่แปลกออกไปเช่นกัน กล่าวคือชาวประมงจะ "ลงไปดำน้ำในทะเลฟังดูว่าจะมีฝูงปลาชนิดใดหรือเที่ยวตรวจเสียก่อนว่ามีปลาอะไร จึงจะใช้เครื่องมือให้ต้องตามชนิดปลา" จากวิธีการจับสัตว์น้ำเช่นนี้ แต่ละคนจึงต้องมีเครื่องมือหลายชนิด แต่ละชนิดอาจใช้จับสัตว์น้ำปีหนึ่งไม่กี่ครั้ง ดังนั้นจึงต้องเสียค่าเครื่องมือเป็นจำนวนมาก และบางอย่างก็แพงกว่าผลที่จะได้ เนื่องจากมีปัญหาในการคิดภาษี เช่น ในการวัดขนาดเครื่องมือ จะวัดตรงไหน อวน จะวัดที่ปีก หรือที่ถุง ซึ่งราคาจะต่างกันมาก (เป็นต้นว่า ระหว่าง 140 บาทถ้าวัด ที่ปีก และลดถึง 14 บาทถ้าเฉพาะตัวถุง) นอกจากการเก็บภาษีแบบใหม่จะไม่สอดคล้องกับธรรมชาติการทำมาหากินของท้องถิ่น เป็นเหตุให้ประชาชนต้องเสียภาษีมากขึ้นกว่าเดิมแล้ว ปัญหาอีกอย่าง คือ การเปรียบเทียบภาษีในพื้นที่ที่อยู่ติดกับพรมแดนในส่วนของอังกฤษ ซึ่งแม้ทางฝั่งมลายูของอังกฤษมีการเก็บภาษีไม่ถูกกว่า ฝ่ายไทย แต่ไม่จุกจิกเท่า ดังนั้นในเขตพรมแดนที่ติดกัน คืออยู่คนละฝั่งแม่น้ำ เช่น ตากใบ ฝ่ายไทยมีการเก็บภาษี แต่ฝ่ายมลายูใต้อารักขาอังกฤษไม่เก็บ จึงปรากฏว่ามี ชาวบ้านอพยพไปอยู่ฝั่งกลันตัน หรือไม่ก็ปลูกกระท่อมทำมาหากินชั่วคราวฝั่งโน้น หมดฤดูจึงย้ายกลับมาฝั่งไทยก็มี

เจ้าพระยายมราชเห็นว่า ทางแก้ก็คือยกเลิกการเก็บอากรค่าน้ำในมณฑลปัตตานีเสีย หรือผ่อนผันให้เก็บเฉพาะบางตำบลที่สมควร และแก้ไขอัตราค่าเครื่องมือใหม่ให้สมควรตามผลประโยชน์ ท่านเห็นว่าการยกเลิกจะทำให้ราษฎรพอใจ หมดความเดือดร้อน และก่อให้เกิดความเสมอภาคระหว่างสองฝั่งเขตแดน แต่มีประเด็นแย้งได้ว่าการยอมแบบนี้อาจถือเป็นการหลังเข้าคลองและทำให้ราษฎรได้ใจหรือไม่ รวมทั้งอาจทำให้รัฐขาดรายได้ เจ้าพระยายมราชเห็นว่า ข้อสำคัญอยู่ที่เมื่อฝ่ายอังกฤษคนละฝั่งคลองไม่เก็บ หากฝ่ายไทยจะคงเก็บก็จะเท่ากับ "ให้ราษฎรของเราวิ่งไปขอความร่มเย็น เช่นนั้นหรือ"

ค่าอนุญาตล้อเลื่อน ซึ่งยังไม่ได้ลงมือจัดเก็บ แต่กรมพระคลังได้เริ่มให้สำรวจต้นผลไม้แล้ว เจ้าพระยายมราชเห็นว่าถ้านำมาปฏิบัติในช่วงนี้ จะทำให้ชาวบ้านตื่นตกใจได้ จึงใคร่ขอให้พักไว้ก่อน

5. การป่าไม้ เจ้าพระยายมราชเห็นว่ากฎระเบียบข้อห้ามต่างๆ เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากป่าไม้ที่ประกาศใช้นั้น เป็น "ปรปักษ์แก่ความสะดวกในการทำมาหากินของประชาชนชาวมลายูอยู่หลายสถาน" แต่เรื่องนี้ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ร่วมแก้ไขกับกระทรวงเกษตราธิการแล้ว
(ยังมีต่อ)
**********
ที่สำคัญ จะเห็นได้ว่า เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) มีวิสัยทัศน์ที่มีลักษณะก้าวหน้ามากสำหรับขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการแผ่ขยายอำนาจของเจ้าอาณานิคมตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจักรวรรดิอังกฤษในพื้นที่ล่อแหลมใต้สุดของราชอาณาจักร ว่าราษฎร "ย่อม" ต้องเปรียบเทียบระบอบการเมืองการปกครองสองแบบ คือของสยามกับรัฐในอาณัติของอังกฤษ จนอาจนำไปสู่การ "ฝักใฝ่" การปกครองของอังกฤษก็เป็นได้.


พิมพ์ครั้งแรก โลกวันนี้ ฉบับวันสุข 25-31 พฤษภาคม 2556
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง ผู้เขียน อริน

กบฏไพร่ กบฏชาวนาในสยาม-ไทย (40)

"ขบถน้ำใส พ.ศ. 2465"
กบฏผู้มีบุญหลังผลัดแผ่นดิน (6)

 
คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ซ้ายสุดคือ เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) 

พรรณงาม เง่าธรรมสาร บรรยายถึงมุมมองของเจ้าพระยายมราช (ปั้นสุขุม) เป็นการเฉพาะไว้ในบทความเรื่อง "กระบวนการบูรณาการรัฐชาติไทยกรณีจังหวัดชายแดนใต้ : บทเรียนจากระบบเทศาภิบาลในสมัยรัชกาลที่ 6" (http://human.pn.psu.ac.th/ojs/index.php/eJHUSO/article/viewFile/45/64) ว่า:
**********
มุมมองของเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม)

เมื่อได้รับทราบเหตุความวุ่นวายที่เกิดขึ้นที่มณฑลปัตตานีครั้งแรกขณะกำลังตรวจราชการมณฑลภาคพายัพ ปฏิกิริยาแรกของเจ้าพระยายมราชคือ การไม่ยอมรับ คำอธิบายของกระทรวงมหาดไทยที่ว่า ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นเพราะราษฎรถูกยุยงจาก อับดุลกาเดร์ ซึ่งถูกยุยงจากเตอรกีอีกทอดหนึ่ง ท่านคิดว่าต้องมี "มูลเหตุจริงจัง" อะไรบางอย่าง เพราะราษฎรที่นั่น "เคยมีความซื่อสัตย์สุจริตและจงรักภักดี... มานมนาน" การที่มีอับดุลกาเดร์เข้ามาเกี่ยวข้องเป็นเรื่องธรรมดา หากมีช่องทางเปิดให้

ตามการสืบค้นของเจ้าพระยายมราช ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากหนังสือพิมพ์รายงานที่องค์อุปราชภาคประทานให้ รวมทั้งรายงานลับจากข้าราชการอัยการในปัตตานีและนครศรีธรรมราชที่เคยใช้สอย มีพัฒนาการการรวมกลุ่มทำนอง "อั้งยี่" ที่เรียกว่า "อะเนาะคละ" (ซึ่งแปลว่า "คลับของลูก") เกิดขึ้นในมณฑลปัตตานีย้อนหลังไปประมาณ 3 ปี โดยรับมาจากสิงคโปร์ ปีนัง และกลันตัน แต่เนื่องจากไม่ได้มีการปราบปราม ทำให้มีการขยายเครือข่ายใหญ่โตขึ้น และอับดุลกาเดร์มีโอกาสเข้ามาแทรก มีการแต่งตั้งหัวหน้าไปเกลี้ยกล่อมคนตามที่ต่างๆ ในมณฑลปัตตานี จนเลยไปถึงบ้านนา และเทพา จังหวัดสงขลาด้วย พวกที่ล้อมยิงเจ้าหน้าที่ที่บ้านน้ำใสน่าจะเป็นพวกที่ เกลี้ยกล่อมมาในกลุ่มอับดุลกาเดร์ด้วย แต่ไม่มีหลักฐานชัดเจน ส่วนเหตุการณ์ที่ เกิดการยิงกันระหว่างตำรวจกับชาวบ้านนั้น มีการจับตัวได้ 100 กว่าคน แต่มีหลักฐานลงโทษได้จริงๆ เพียง 13 คน และอาวุธที่จับได้ก็เป็นเพียงปืนแก๊ป ไม่เกิน 10 กระบอก หลังสอบสวนพบว่าผู้ร้ายเป็นพวกเกเรที่คอยหนีตำรวจอยู่แล้ว และที่สำคัญผู้ใหญ่ที่เป็นเชื้อสายพระยาเมืองเดิม ไม่มีใครเข้ามาเกี่ยวข้องในขบวนการนี้ และความวุ่นวายก็ไม่ได้ระบาดไปที่อื่น ในมุมมองของเจ้าพระยายมราช ข้อใหญ่ของเหตุการณ์ ที่เกิด "..เป็นการตื่นเต้นใหญ่เกินกว่าเหตุอยู่บ้าง" และถ้าทางราชการดำเนินการโดย "ถือเอาความนิยมนับถือของชนหมู่มากเป็นใหญ่แล้ว ...แต่โดยลำพังอับดุลกาเดร์ ผู้เดียวก็จะทำอะไรได้"

สาเหตุที่นำไปสู่ปัญหามณฑลปัตตานี พ.ศ. 2465 ในทัศนะของเจ้าพระยา ยมราช สามารถแบ่งได้เป็น 9 ประเด็นหลัก ดังนี้

1. การเปลี่ยนแปลงระเบียบและวิธีการต่าง ๆ เป็นการ "พลั้งพลาดอยู่ หลายอย่าง" และ "รุกรนเร็วเกินไป" ในมุมมองของเจ้าพระยายมราชในสมัยที่ปัตตานียังเป็นบริเวณ (พ.ศ. 2444 - 2449) ข้าราชการถูกข้าหลวงกวดขันให้ทำงาน อย่างระมัดระวัง โดยมุ่ง "ให้เป็นที่นิยมนับถือของประชาราษฎร" มีการใช้ข้าราชการที่ มีความสามารถ และพยายามให้ทัดเทียมกับเมืองในปกครองของอังกฤษที่อยู่ติดกัน ไม่รีบร้อนที่จะปรับเปลี่ยนวิธีการใหม่ ๆ ในการเก็บภาษีอากร และเจ้ากระทรวงต่าง ๆ ต้องฟังความเห็นของเจ้าของท้องที่เป็นหลัก แต่หลังจากประกาศเป็นมณฑล (จาก พ.ศ. 2449) และภายหลังสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ กราบบังคมทูลลาออกแล้ว เจ้าหน้าที่แยกกันทำงานตามคำสั่งกระทรวงของตน และ "ต่างก็ละลืมเสีย ไม่ใคร่จะระฤกว่าเป็นเมืองแขก กิจการอย่างใดที่ทำได้ในมณฑลชั้นในทำ ตลอดจนการเก็บภาษีอากรก็เห็นเป็นไม่สำคัญ ต่างหน้าที่ก็กวดขันเร่งรัดเอาแต่ได้" สมุหเทศาภิบาลและเจ้าพนักงานระดับท้องที่ไม่มีกำลังพอที่จะคัดค้าน บางเรื่องสมุหเทศาฯ ได้เข้าไปร้องขอไม่ให้ใช้ในเขตปัตตานี แต่เจ้ากระทรวงก็ไม่รับฟัง เช่น การประกาศเก็บค่าเครื่องมือจับสัตว์น้ำ พ.ศ. 2465 เจ้าพระยายมราชรายงานสรุปประเด็นนี้ว่า "การวางระเบียบรีดรัด การเพิ่มภาษีอากร การเร่งเร้าต่าง ๆ" ทำให้ประชาชนรู้สึกเดือดร้อนอยู่ตลอดเวลา ตามมาด้วยการเสื่อมความนิยมนับถือเจ้าหน้าที่ "เมื่อมีใครมาหนุน หรือมีเหตุกระทบกระเทือนเข้าเล็กน้อย ก็เลยหันเหไปได้ง่าย ยิ่งเป็นบุคคลที่มีชาติศาสนาเดียวกันแล้ว ก็ยิ่งเป็นการง่ายยิ่งขึ้น."

2. เรื่องศาสนา เจ้าพระยายมราชถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะราษฎรในดินแดนนี้เคร่งครัดในศาสนามาก เมื่อเริ่มมีการจัดการปฏิรูปในระยะแรกมีการกวดขันเจ้าหน้าที่ให้ระมัดระวังเรื่องนี้อย่างยิ่ง เพราะ "สาเหตุอันใดที่จะเกิดเนื่องจากศาสนาแล้ว อาจเป็นเหตุร้ายแรงจนถึงที่สุด" ด้วยเหตุนี้ ข้าราชการในดินแดนนี้จึงต้องเลือกสรรเป็นพิเศษ ต้องศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับศาสนาและขนบธรรมเนียมของคน หมู่ใหญ่ แต่ภายหลังเมื่อจัดราชการเป็นมณฑลขึ้นแล้ว ข้าราชการขาดจากการเลือกสรรเป็นพิเศษ จึงไม่สนใจเรียนรู้ธรรมเนียมท้องถิ่น และ "ยิ่งกว่านั้น ดูเหมือนบางทีจะเป็นที่เข้าใจกันว่า เป็นการจำเป็นที่จะต้องใช้กำลังดึงรั้ง หรือพยายามเหยียดแขกเป็นคนไทยอย่างแรงด้วย ซึ่งเป็นการเข้าใจผิด และจะทำให้บังเกิดสมประสงค์หาได้ไม่ แลถ้าเลินเล่อไม่มีความรอบคอบพอที่จะรับทราบเหตุผลเทียบเคียงกับการเป็นอยู่ใน ชาวมลายูของอังกฤษที่ใกล้เคียง มาประกอบการพิจารณาด้วยแล้ว อาจกระทำให้ประชาชนพลเมืองเอนเอียงไปได้มาก"

3. วิธีการจัดการกับความไม่สงบ "ใหญ่เกินกว่าเหตุที่เกิดจริง" เนื่องเพราะฝ่ายเจ้าหน้าที่มีความหวาดกลัว และยึดเอาเอกสารที่พบเป็นหลักฐาน ทั้งที่ หลักฐานด้านอื่นชี้ว่าสมมติฐานบางข้อไม่เป็นจริง เช่น ข่าวที่ขู่ว่าฝ่ายกลันตันหนุนหลัง อับดุลกาเดร์ ก็ไม่มีหลักฐานอื่นสนับสนุนเลย นอกจากนั้นยังไม่มีสัญญาณแข็งข้อต่ออำนาจไทยที่อื่น ไม่มีการสะสมอาวุธ ที่สำคัญในมุมมองของเจ้าพระยายมราช ประชาชนที่เคยรู้จัก ส่วนมากไม่ได้มีความภักดีเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเมื่อ 25 ปีก่อน เจ้าพระยายมราชจึงทูลเสนอให้อุปราชภาคทรงสั่งให้ถอนกองทหารวังกลับนครศรีธรรมราช เพื่อ "รักษาความสง่างาม" และให้กระทรวงมหาดไทยขอจ้างตำรวจเพิ่มแทน
(ยังมีต่อ)
**********
ผู้เขียนมีความเห็นสอดคล้องกับแนวทางการวิเคราะห์ ที่น่าสนใจของ พรรณงาม เง่าธรรมสาร ที่พิจารณามุมมองของเจ้าพระยายมราชที่ว่า ข้อใหญ่ของเหตุการณ์ ที่เกิด "..เป็นการตื่นเต้นใหญ่เกินกว่าเหตุอยู่บ้าง" และถ้าทางราชการดำเนินการโดย "ถือเอาความนิยมนับถือของชนหมู่มากเป็นใหญ่แล้ว ...แต่โดยลำพังอับดุลกาเดร์ ผู้เดียวก็จะทำอะไรได้" ซึ่งในเวลาต่อมาภายหลังการรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 เมื่อรัฐบาลคณะราษฎรหมดอำนาจลงโดยพื้นฐาน ทัศนะของ "ผู้ปกครองเผด็จการของรัฐไทย" ชุดต่างๆ ล้วนพิจารณาปมความขัดแย้งใน "จังหวัดชายแดนใต้" อย่าง "เป็นการตื่นเต้นใหญ่เกินกว่าเหตุ" และไม่ใช่แค่อยู่บ้าง แต่ยิ่งนานวันยิ่งขยายความขัดแย้งให้ดูรุนแรงน่ากลัวยิ่งขึ้นทุกที กระทั้งกรณี "กบฏดุซงญอ" ระหว่างวันที่ 25 ถึง 28 เมษายน พ.ศ. 2491.


พิมพ์ครั้งแรก โลกวันนี้ ฉบับวันสุข 18-24 พฤษภาคม 2556
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง ผู้เขียน อริน
ร่วมสนับสนุนการเขียนและเผยแพร่ความคิด และกิจกรรมได้โดยโอนเงินไปที่

บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย สาขาเทสโก้โลตัส วังหิน
ชื่อบัญชี วัฒนา สุขวัจน์
บัญชีเลขที่ 986-2-87758-8