Article  :  Political   :  Forum  :  Facebook  :  Youtube

วันศุกร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

2475-2549 โปรดฟังอีกครั้ง (31)

รัฐประหาร 20 ตุลาคม 2501:
เมื่อทหารเป็นใหญ่ในแผ่นดิน

เมื่อ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจการปกครองโดยการรัฐประหารเมื่อ 16 กันยายน 2500 แล้วก็แต่งตั้งให้ นายพจน์ สารสิน ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี นายพจน์เริ่มบทบาททางการเมืองจากการเป็นสมาชิกวุฒิสภาด้วยการสนับสนุนของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อปี 2490 และเข้าร่วมรัฐบาลในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศในปี 2491 และต่อมาในปี 2492 ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระหว่างปี 2495-2500 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกาและทำ หน้าที่ผู้แทนประเทศไทยประจำองค์การสหประชาชาติ และในเดือนกรกฎาคม 2500 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการองค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEATO) จากภูมิหลังดังกล่าวที่มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับสหรัฐ เป็นข้องบ่งชี้ถึงการการสร้างความชอบธรรมเพื่อรับรองรัฐบาลที่เกิดจากการทำรัฐประหารในยุคสงครามเย็น

สำหรับการเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของนายพจน์นั้น ภารกิจสำคัญคือการพยายามสร้างการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากโลกภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีความเรียกร้องต้องการสร้างฐานกำลังของฝ่าย "โลกเสรีภายใต้การนำของสหรัฐอเมริกา" ขึ้นต่อต้านการแผ่ขยายอิทธิพลของโลกสังคมนิยมที่มีผู้นำ 2 กลุ่มคือ "ม่านเหล็ก สหภาพโซเวียต" และ "ม่านไม่ไผ่ สาธารณรัฐประชาชนจีน"

ดังนั้นในวันที่ 15 ธันวาคม 2500 นายพจน์จึงประกาศยุบสภาแล้วจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป ในครั้งนั้นมีพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรค คือ พรรคสหภูมิ ซึ่งสนับสนุนจอมพลสฤษดิ์โดยตรง กับพรรคประชาธิปัตย์ ลงชิงชัยกัน ผลปรากฏว่าพรรคสหภูมิชนะการเลือกตั้งด้วยจำนวน ส.ส. มากที่สุด คือ 45 คน จาก 160 คน แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เพราะไม่ได้เป็นเสียงข้างมากในสภา

จอมพลสฤษดิ์จึงพยายามรวบรวม ส.ส. อิสระและ ส.ส. จากพรรคเล็กพรรคน้อยมารวมตัวกัน แล้วจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ชื่อ พรรคชาติสังคม ที่มีจอมพลสฤษดิ์เป็นหัวหน้าพรรค โดยสนับสนุนให้ พล.ท.ถนอม กิตติขจร เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 1 มกราคม 2501 และหลังจากนั้นจึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นพลเอก

แต่แล้วรัฐบาลผสมที่แม้จะดูว่าพรรคชาติสังคมจะเป็นเสียงส่วนใหญ่ของสภาผู้แทนราษฎร ทว่าเนื่องจากลักษณะ "มุ้งเล็กมุ้งน้อย" ในพรรครัฐบาลที่เกิดจาก "กว้าน" ส.ส. จากพรรคอื่นๆ เข้ามาเป็นฐานเสียงในสภา นำไปสู่การเมืองน้ำเน่าด้วยการต่อรองผลผลประโยชน์แลกกับการสนับสนุนรัฐบาล เป็นเหตุให้การบริหารงานราชการแผ่นดินภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีพลเอกถนอมเป็นไปด้วยความยากลำบากยิ่ง

ขณะเดียวกัน ปัญหาสำคัญสำหรับประเทศที่กำลังอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่านจากสังคมเกษตรกรรมที่กำลังพยายามพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรม และการปรับปรุงกิจการสาธารณูปโภค ทำให้รัฐบาลหารายได้ได้ไม่พอเพียงกับรายจ่าย ผนวกกับมี ส.ส.บางกลุ่มต้องการให้ไทยวางตัวเป็นกลางไม่ฝักใฝ่กับสหรัฐอเมริกาจนออกนอกหน้า ในขณะที่ ส.ส.ฝ่ายค้านก็พยายามเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

จากการกดดันในสภาดังกล่าว นายกรัฐมนตรีพล.อ.ถนอม หรือที่มีการเรียนขานกันว่า "รัฐบาลหุ่นเชิดของจอมพลสฤษดิ์" ก็รายงานเรื่องให้จอมพลสฤษดิ์ ซึ่งกำลังพักรักษาตัวหลังผ่าตัดม้าม อยู่ที่โรงพยาบาลวอเตอร์รีด ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้รับทราบ จนที่สุดจอมพลสฤษดิ์ก็ต้องเดินทางกลับเมืองไทยเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2501 ในเช้าวันที่ 20 ตุลาคม 2501 พล.อ.ถนอมประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากนั้นในเวลา 21.00 น. จอมพลสฤษดิ์ประกาศยึดอำนาจอีกครั้ง โดยอ้างถึงเหตุความมั่นคงของประเทศ และภัยคุกคามจากลัทธิคอมมิวนิสต์ โดยมีคำสั่ง "คณะปฏิวัติ" ให้ ยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2495 ที่ใช้อยู่ขณะนั้น ยุบสภา ยกเลิกและห้ามตั้งพรรคการเมือง มีการประกาศกฎอัยการศึก ห้ามชุมนุมทางการเมืองเกินกว่า 5 คน มีการจับกุมผู้ที่ต้องสงสัยว่าฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์ ที่ประกอบด้วยปัญญาชนฝ่ายก้าวหน้า ส.ส. บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ จำนวนมาก

เมื่อยกเลิกรัฐธรรมนูญแล้ว โดยอาศัยคำสั่งคณะปฏิวัติ จอมพลสฤษดิ์ลงนามออกประกาศคณะปฏิวัติรวม 57 ฉบับระหว่างวันที่ 20 ตุลาคม 2501 จนถึงการประกาศใช้ ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502 ในวันที่ 28 มกราคม 2502 พร้อมทั้งจัดตั้ง สภาร่างรัฐธรรมนูญ ขึ้นเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2502 ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจำนวน 240 คน ทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญกับให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับที่ตนเองจัดทำขึ้น และให้มีฐานะเป็นรัฐสภาทำหน้าที่นิติบัญญัติอีกไปพร้อมกัน โดยเปิดประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2502 ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม มี พลเอกสุทธิ์ สุทธิสารรณกร ได้รับเลือกจากสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นประธานฯ

นอกจากนั้นสภาร่างรัฐธรรมนูญยังทำหน้าที่ในการคัดเลือกจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2502 โดยมีคณะรัฐมนตรีเพียง 14 นาย ที่มีแต่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเท่านั้น ซึ่งเท่ากับรวมศูนย์การใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไปที่ตัวนายกรัฐมนตรีหรือ "หัวหน้าคณะปฏิวัติ" นั่นเอง สำหรับรัฐมนตรีที่สำคัญ ได้แก่ พล.อ.ถนอม กิตติขจร รองหัวหน้าคณะปฏิวัติ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, พ.อ. (พิเศษ) ถนัด คอมันตร์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, พล.ท.ประภาส จารุเสถียร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ พระบำราศนราดูร (หลง เวชชาชีวะ) เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น

ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรนี้ เปิดโอกาสรวมศูนย์การใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไปที่ตัวนายกรัฐมนตรีนั่นเอง ส่งผลให้ จอมพลสฤษดิ์ ซึ่งแต่งตั้งตนเองเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก อธิบดีกรมตำรวจ สามารถใช้อำนาจในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้อย่างเต็มที่ ผ่านมาตรา 17 ด้วยการอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง

และช่วงนี้เอง นายทหารคนหนึ่งเริ่มก้าวเข้าสู่วังวนของอำนาจทางการเมืองอย่างเงียบเชียบในฐานะสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ นั่นคือ พันเอกเปรม ติณสูลานนท์ รองผู้บัญชาการโรงเรียนยานเกราะ กองทัพบก.


พิมพ์ครั้งแรก โลกวันนี้ ฉบับวันสุข วันที่ 17-23 ตุลาคม 2552
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง ผู้เขียน อริน

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ข้อเสนอสำหรับวันกรรมกรสากล 1 พฤษภาคม 2554



นโยบายหลัก 2 ด้าน 6 ประการ
ต่อพลังการผลิตพื้นฐานของประเทศ


นโยบายที่มีผลต่อพลังการผลิตพื้นฐาน 2 ด้านของประเทศ (ส่วนขยายจาก "ข้อเสนอ 6 ข้อเพื่อสร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์") มีนโยบายด้านแรงงานนอกภาคเกษตรกรรม คือภาคอุตสาหกรรมและบริการ 3 ประการ คือ

1. ใช้ "ระบบ 3-8" ในการทำงาน คือ ทำงาน 8 ชั่วโมง พักผ่อน 8 ชั่วโมง และใช้เวลาสันทนาการและเพิ่มเสริมศักยภาพในการผลิต 8 ชั่วโมง การทำงานล่วงเวลา "ต้อง" อยู่บนพื้นฐาน "ความสมัครใจ" เพียงมาตรฐานเดียว

หลักการสำคัญในประเด็นนี้ คือ คนทุกคนมีคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์โดยเท่าเทียมกัน ที่จะมีชีวิต มีงานเลี้ยงชีพ และได้รับโอกาสพักผ่อนและแสวงหาความรู้เพื่อยกระดับสภานภาพของตน โดยไม่ถูกกีดกันด้วย "สภาพการบังคับของระบบการผลิต"

2. ยกเลิกระบบจ้างเหมา และยกเลิกระบบค่าแรงขั้นต่ำที่พิจารณา 3 ฝ่าย "นายจ้าง-ลูกจ้าง-รัฐ" เปลี่ยนเป็นใช้การพิจารณาค่าแรงตามโครงสร้างเศรษฐกิจที่เป็นจริง โดยการเพิ่มเติมตัวแทน "เกษตรกร" (เนื่องจากรากฐานการผลิตของไทยยังไม่เป็นสังคมอุตสาหกรรมเต็มตัว จึงมีการเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างภาคการผลิตทั้ง 2 ภาค มาตลอด แรงงานภาคอุตสหากรรมตามฤดูกาลนี้เอง ที่ตกอยู่ในสภาพ "จำยอม" ด้วยเหตุผลที่ว่าการมีรายได้ภาคการผลิตในเมืองบ้าง ดีกว่าไม่มีรายได้นอกฤดูทำการเกษตร) และ "ตัวแทนพรรคการเมือง" (ผลักดันในพรรคการเมืองมีระเบียบวาระ และนโยบายหลักที่ชัดเจนต่อพลังการผลิตพื้นฐานของประเทศ นอกเหนือจากนโยบายเฉพาะหน้าเพื่อหาเสียงเลือกตั้งทั่วไปเป็นครั้งๆไป) เข้าไปด้วย

ปัจจุบัน "ค่าแรงขั้นต่ำ" คือมาตรฐานที่ทำให้มนุษย์มีชีวิตอยู่ได้ในเงื่อนไขต่ำที่สุดของปัจจัยสี่ซึ่งวางระบบโดย "ผลประกอบการของนายทุน" และ "การสมคบกันกับรัฐปฏิกิริยา ที่เป็นปฏิปักษ์กับมวลชนผู้ใช้แรงงาน" ถูกกำหนดโดย "แรงงานขั้นต่ำ" ที่บีบบังคับให้ผู้ใช้แรงงานมีชีวิตเหนือ "เศษเดนชีวิต" เล็กน้อย

3. ประกันการมีงานทำของพลเมืองบน พื้นฐานการผลิตจริงและทิศทางการพัฒนาประเทศ การปล่อยให้แรงงานนอกระบบ อาทิ ผู้รับใช้ในครัวเรือน พนักงานบริการในกิจการขนาดเล็ก เช่น เด็กปั๊ม ลูกจ้างร้านอาหาร และกระทั่งแรงงานไร้ฝีมือในกิจการก่อสร้างขนาดเล็ก หรือผู้รับเหมาพื้นบ้าน ถูกจำกัดรายได้ในลักษณะ "กำหนด" เองของนายจ้าง เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาแรงงานข้ามชาติ ที่ส่วนใหญ่เป็นแรงงาน "ผิดกฎหมาย" และไม่มีอำนาจต่อรอง ซึ่งประเด็นนี้มีความสัมพันธ์อย่างแยกกันไม่ออกกับปัญหาแรงงานขั้นต่ำ

นั่นหมายความว่าเป็นความจำเป็นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ที่จะต้องเกิด "พรรคการเมืองของประชาชน" ที่ประกาศนโยบายชัดเจนทำนองนี้ และจะสามารถได้รับเสียงสนับสนุนหรือฐานเสียงที่เป็นสมาชิกพรรคจากผู้ใช้แรงงานขนาดมหึมาได้

สำหรับหลักนโยบายต่อภาคเกษตรกรรม 3 ประการนั้น ปรับปรุงจากบทความ "หลักนโยบาย 3 ข้อ แก้ปัญหาเกษตรกร" พิมพ์ครั้งแรก THAIFREEDOM ปีที่ 1 ฉบับที่ 3 ปักษ์แรก มีนาคม 2553 คอลัมน์ เปิดหน้าปล่อยการ์ด มีเนื้อหาสำคัญคือ

1. สิทธิในการครอบครองปัจจัยการผลิตพื้นฐาน คือ "ที่ดิน" ต้องเป็นของเกษตรกร

2. ควบคุมต้นทุนการผลิตภาคการเกษตร 4 ด้าน
  • เมล็ดพันธุ์ (ปัจจุบัน ผลผลิตที่ดีมาจากเมล็ดพันธุ์ที่เป็น "หมัน")
  • เครื่องจักรการเกษตร ที่อยู่ในมือกลุ่มผูกขาด
  • "ปุ๋ย" ที่อยู่ในมือของกลุ่มผูกขาดที่มีสายสัมพันธ์กับพรรคการเมือง/นักการเมืองและข้าราชการ
  • การจัดสรรน้ำและการชลประทานเพื่อการเกษตรกรรม "เป็นหลัก"

3. การกำหนดราคาขายผลิตผลการเกษตรพื้นฐาน (ไม่ใช่เกษตรอุตสาหกรรม) อย่างเป็นธรรม ต่อผู้ผลิต คือ "เกษตรกร" เนื่องจากปัจจุบันการกำหนดราคาตกอยู่ใต้อิทธิพลของ "กลุ่มผูกขาดการส่งออก"
ร่วมสนับสนุนการเขียนและเผยแพร่ความคิด และกิจกรรมได้โดยโอนเงินไปที่

บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย สาขาเทสโก้โลตัส วังหิน
ชื่อบัญชี วัฒนา สุขวัจน์
บัญชีเลขที่ 986-2-87758-8