Article  :  Political   :  Forum  :  Facebook  :  Youtube

วันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2554

เส้นทางของรัฐนาซีใหม่?

เส้นทางของรัฐนาซีใหม่?



กรณีคุกคามเสรีภาพทางวิชาการที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ต่อ ดร. สมศักดิ์ เจียมธีระสกุล ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สะท้อนถึงการคุกคามหรือการปฏิเสธใน เสรีภาพในการแสดงออก (Freedom of Expression) ของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย อย่างมีนัยสำคัญซึ่งตามมาด้วยการ "จู่โจม" ขบวนประชาธิปไตยประชาชนที่ก่อตัวและพัฒนาสืบเนื่องอย่างเป็นรูปธรรมเด่นชัดขึ้น นับจากการรัฐประหารอัปยศ 19 กันยายน 2549

สัปดาห์ถัดมา คือในวันจันทร์ที่ 26 เมษายน 2554 ชุดปฏิบัติการร่วมซึ่งประกอบกำลังจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราช อาณาจักร (กอ.รมน.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) และตำรวจท้องที่ ได้นำหมายศาล กระจายกำลังกันเข้าตรวจค้นสถานีวิทยุชุมชนที่เข้าข่ายกระทำผิดกฎหมาย โดยเฉพาะสถานีวิทยุที่กระจายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต รวม 13 แห่ง ในพื้นที่  กทม. 7 แห่ง ซึ่งในการเข้าตรวจค้นครั้งนี้ สืบเนื่องจาก กอ.รมน. ตรวจสอบพบว่ามีสถานีวิทยุชุมชนหลายแห่งที่ดำเนินการเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมาย

ทั้งนี้โดยข้อเท็จจริง ณ เวลาปัจจุบัน สถานีวิทยุชุมชน "ทั้งประเทศ" ไม่เพียงสถานีที่ดำเนินการโดย "คนเสื้อแดง" ล้วนกระจายเสียงโดยไม่มีกฎหมายรองรับแต่อย่างใด

และปฏิบัติการเยี่ยง "รัฐนาซี" ก็ตามมา เมื่อเวลา 09.00 น. ของวันที่ 27 เมษายน เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบฯ มีหมายเรียกตัวนายธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการนิตยสารฟ้าเดียวกัน เข้าให้ปากคำในฐานะพยาน กรณีมีผู้ฟ้องว่าข้อความในเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน (ปัจจุบันปิดไปแล้ว) จำนวน 46 url อาจเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งนายธนาพลให้การว่า ไม่ทราบว่ามีข้อความดังกล่าวในเว็บบอร์ด และไม่สามารถตรวจสอบได้ เนื่องจากเว็บถูกปิดไปแล้ว

สถานการณ์การ เมืองของประเทศไทยเดินทางมาถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ ระหว่างความมีอารยะกับความป่าเถื่อนลุแก่อำนาจยิ่งกว่าครั้งใดๆ ในประวัติศาสตร์ และหมายถึงการรณรงค์ระหว่างพลังประชาธิปไตยกับพลังปฏิกิริยา กำลังจะผ่านพัฒนาการขึ้นสู่อีกระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือบาดแผลและความเจ็บปวดของประชาชนผู้ใฝ่ในเสรีภาพ

ประวัติศาสตร์ยุคใกล้ สอนให้มนุษย์รู้จัก "ผู้นำ" หนึ่งใน "คนบาปของมนุษยชาติ" คือ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้สถาปนาตนเองขึ้นเป็น "ฟือเรอร์ (Fuhrer)" หรือ "ผู้นำสูงสุด" ซึ่งเป็นทั้งหัวหน้าพรรคแรงงานสังคมนิยมแห่งชาติเยอรมัน หรือพรรคนาซี (Nazi) ประมุขแห่งรัฐ นายกรัฐมนตรี และผู้บัญชาการทหารบก ทั้งโดยอาศัยอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสาธารณรัฐไวมาร์เป็นจักรวรรดิไรช์ที่สาม รัฐเผด็จการพรรคการเมืองเดียว ภายใต้แนวคิดนาซีอันเป็นเผด็จการเบ็ดเสร็จและอัตตาธิปไตย และต่อมามีอิทธิพลอย่างมากต่อการทำสงครามของเยอรมนี และนโยบายด้านการต่างประเทศตามลัทธินาซี ซึ่งนำพาประชาชาติเยอรมันเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 รวมทั้งการ "ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" ซึ่งทำให้ผู้บริสุทธิ์ตายไปอย่างน้อย 11 ล้านคน โดยเป็นชาวยิวถึง 6 ล้านคน ทั้งนี้เครื่องมือสำคัญ 2 ประการของฮิตเลอร์และรัฐนาซี ประกอบด้วยบุคคล 2 คน

"โจเซฟ เกิบเบล" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโฆษณาการ (Ministry for Popular Enlightenment and Propaganda) ตั้งแต่ (1933-1945) ผู้ถือได้ว่าทรงอิทธิพลมากที่สุดรองจากฮิตเลอร์ต่อการปลุกเร้าจิตใจของชาวเยอรมันต่อการรุกรานยุโรป ผลงานสำคัญของกระทรวงโฆษณาการของอาณาจักรไรช์ที่ 3 คือทำให้ประชาชนเยอรมันคลั่งชาติ ในช่วงท้ายของสงคราม ฮิตเลอร์ได้ระบุในพินัยกรรมให้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเยอรมนี และเพียงแค่วันเดียว เกิบเบลก็สั่งให้ภรรยาและบุตรทั้งหมดกินยาพิษฆ่าตัวตาย ก่อนจะฆ่าตัวตายตามหลัง "ผู้นำสูงสุด" ไป

"ไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์" ผู้บัญชาการหน่วยเอสเอสและหน่วยตำรวจลับเกสตาโป มีหน้าที่ตรวจค้นและกวาดล้างบุคคล แหละ/หรือกลุ่มบุคคลที่ต้อง สงสัยว่ามีพฤติกรรมต่อต้าน อำนาจรัฐนาซีเยอรมันในช่วง เหลื่อมและช่วงสงครามโลกครั้ง ที่สองในทวีปยุโรป มีอำนาจล้นฟ้าในรัฐเผด็จอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ มีส่วนรู้เห็นต่อการสร้างค่ายกักกัน ทั้งหลายในทวีปยุโรป ผลงานที่มนุษย์ในสังคมอารยะไม่มีวันลืมคือเป็นผู้สร้างค่ายกักกันในเมืองที่ ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นภาษาเยอรมันว่า "เอาชวิทซ์ (Auschwitz)" ในประเทศโปแลนด์ที่กองทัพนาซีเยอรมันรุกรานเข้ายึดครองในปี 1939 อันเป็นที่สังหารชาวยิวกว่า 3 ล้านคน ผู้ประสบชะตากรรมเกือบทั้งหมดถูกสังหารใน "ห้องรมก๊าซ" โดยใช้ก๊าซ Zyklon B ตลอดจนจากความอดอยาก การบังคับใช้แรงงาน การขาดการดูแลทางสุขภาพ การถูกสังหารตัวต่อตัว และข้ออ้างใน "การทดลองทางแพทย์" หลังจากนาซีเยอรมันประสบความปราชัย ฮิมม์เลอร์ถูกพันธมิตรจับกุมตัวได้และฆ่าตัวตาย

ไม่ว่าในยุคที่การเผด็จอำนาจของพรรคนาซีเยอรมันภายใต้การนำของฮิตเลอร์จะเกรียงไกรแข็งแกร่ง โดยที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเดินทางไปสู่จุดจบและกลายเป็นตราบบาปของประวัติอารยธรรมของมนุษยชาติเพียงใด…

แต่บั้นปลายของหนึ่งใน "ทรราชย์" ที่สามานย์ที่สุดในศตวรรษที่ 20 ก็คือ การฆ่าตัวตายพร้อมๆกับ อีวา บราวน์ ภรรยาที่ไม่ได้รับรองอย่างเป็นทางการ ในกรุงเบอร์ลินเมื่อวันที่ 30 เมษายน 1945 ก่อนการยาตราทัพเข้ายึดครองโดยกองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตร โดยเชื่อว่าฮิตเลอร์ใช้วิธียิงตัวตาย ขณะที่บราวน์เลือกใช้วิธีดื่มยาพิษ แม้ว่าการตายนั้นยังคงเป็นปริศนา เนื่องจากไม่มีการพบศพของทั้ง 2 คนแต่อย่างใด.


โพสต์ครั้งแรกใน http://thaienews.blogspot.com/2011/04/blog-post_5639.html
วันพฤหัสบดี, เมษายน 28, 2011
โดย รุ่งโรจน์ วรรณศูทร

วันพฤหัสบดีที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2554

2475-2549 โปรดฟังอีกครั้ง (30)

รัฐประหาร 16 กันยายน 2500:
ฉากเปิดยุคมืดประชาธิปไตย

ในเดือนเมษายน 2500 กลุ่มอนุรักษ์-กษัตริย์นิยมและกองทัพภายใต้การนำของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เริ่มเคลื่อนไหวเตรียมแผนรัฐประหาร โดยมีแกนนำสำคัญเข้าประชุมร่วมกับกองทัพ เช่น กรมหมื่นพิทยาลาภพฤฒิยากร (พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัติ) ประธานองคมนตรี, ม.ร.ว.เสนีย์ และ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช (กุล ลดา เกษบุญชู มี้ด , การเมืองไทยในยุคสฤษดิ์-ถนอม ภายใต้โครงสร้างอำนาจโลก. กองทุนปรีดี พนมยงค์ มูลนิธิ 50 ปี ธนาคารแห่งประเทศไทย, 2550 ,หน้า 35) ไม่นานจากนั้นก็เริ่มเปิดฉากโจมตีรัฐบาลผ่านหนังสือพิมพ์ของกลุ่มอนุรักษ์-กษัตริย์นิยม (สยามรัฐ) และพรรคฝ่ายค้าน เช่น พรรคประชาธิปัตย์และพรรคสหภูมิ ที่สนับสนุนจอมพลสฤษดิ์โดยตรง ซึ่งแยกตัวมาจากพรรคเสรีมนังคศิลา มี นายสุกิจ นิมมานเหมินทร์ เป็นหัวหน้าพรรค และ นายสงวน จันทรสาขา (น้องต่างมารดาของจอมพลสฤษดิ์) เป็นเลขาธิการฯ (ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปเดือนธันวาคม 2500 ก็มี การสลายพรรคสหภูมิมาเป็นพรรคชาติสังคม ซึ่งมี จอมพลสฤษดิ์เป็นหัวหน้าพรรค มี พล.ท.ประภาส จารุเสถียร เป็น เลขาธิการฯ)

เค้าล้างของการ "กำจัด" ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองด้วยหนึ่งในข้อกล่าวหาที่ใช้ได้ผลมาตลอดสำหรับ "การเมืองสามานย์" ก็ถูกนำมาใช้กันเปิดเผยยิ่งขึ้นทุกดที นั่นคือข้อหา "หมิ่นพระบรามเดชานุภาพ" และผนวกด้วย "ล้มล้างสถาบัน"

โดยการอภิปรายทั่วไประหว่างวันที่ 26-27 สิงหาคม 2500 นายพีร์ บุนนาค ส.ส. สุพรรณบุรี อภิปรายว่า "...สงสัยว่า หนังสือพิมพ์ไทยเสรี จะมีเบื้องหลังในทางการเมืองเพื่อที่จะคิดล้มล้างอำนาจกษัตริย์เป็นแน่แท้..." และ "มี ข่าวลืออย่างนี้ครับ... นี้เกี่ยวกับอธิบดี (ตำรวจ)โดยตรงเลย เกี่ยวกับฯพณฯรัฐมนตรีมหาดไทย ในการประชุมพรรคเสรีมนังคศิลา ณ ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลาบ่ายโมง วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2498 นี้ ผมได้มาจากในพรรคของท่านนั้นเอง ซึ่งประชุมเฉพาะ ก่อนที่ประชุมเฉพาะ ส.ส. มนังคศิลา ประเภท 1 เขาบอกว่า ฯพณฯ นายพลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ นี้ รัฐมนตรีมหาดไทย ได้ชี้แจงให้ที่ประชุมทราบต่อหน้า ฯพณฯ จอมพลป.พิบูลสงครามว่า ได้มีหลักฐาน แน่นอนว่า ประทานโทษครับ ในหลวงทรงมอบเงิน 7 แสนบาทให้ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และนายควง อภัยวงศ์ มาเล่นการเมืองในพรรคประชาธิปัตย์"

ดูเหมือนว่าประวัติศาสตร์ช่วงดังกล่าวจะมาซ้ำรอยอีกหนช่วงก่อนการรัฐประหาร 19 กันยายน 25549 จากการอภิปรายเพิ่มเติมของนายพีร์ "...บอกว่า มีการประชุมวางแผนการประกาศภาวะฉุกเฉิน เมื่อที่แล้วมาครับ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2500 นี้ ได้มีการประชุมในที่หนึ่ง ได้มีบุคคลชั้นจอมพลไปนั่งในที่ประชุมนั้น เว้นไว้แต่ฯพณฯจอมพลแปลก พิบูลสงคราม นี้เป็นข้อเท็จจริง เขาว่าอย่างนี้ ถ้าไม่มีอะไร แถลงออกมาเสีย ตอบมาแล้วประชาชนจะมั่นใจว่า รัฐบาลนี้และโดยเฉพาะนายพลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ ยังเคารพสักการะองค์พระเจ้าอยู่หัวอยู่" (ใน รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยสามัญ ครั้งแรก และสมัยสามัญ ชุดที่ 2 พ.ศ.2500, พระนคร : รวมมิตรไทย, 2506, หน้า 1031-1032)

ความสุกงอมของสถานการณ์ที่สะท้อนว่า จอมพลป.ไม่อาจรักษาสถานภาพหัวหน้าคณะรัฐบาลเพื่อบริหารประเทศต่อไปได้ มาถึงใน วันที่ 15 กันยายน เมื่อจอมพลสฤษดิ์และผู้สนับสนุน ออกแถลงการณ์ขอให้ จอมพล ป. และ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ลาออกจากตำแหน่งทั้งหมด

ถัดมาวันที่ 16 กันยายน จอมพล ป.ได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระที่นั่งอัมพรสถาน เวลา 11.00 น. และกลับออกมาเวลา 13.00 น. ด้วยอากัปกิริยาผิดปกติ ไม่ยอมหยุดรถให้สัมภาษณ์กับคณะสื่อมวลชนที่รออยู่ อย่างที่เป็นมา เนื่องจากพระองค์ไม่ทรงเห็นชอบในการปลดจอมพลสฤษดิ์ จากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกตามที่รัฐบาลเสนอ ต่อมาในเวลา 14.30 น. จอมพล ป. ได้เรียกประชุมคณะรัฐมนตรีที่สำคัญ และสมาชิกสภาผู้แทนประเภท 1 พรรคเสรีมนังคศิลา ประชุมที่ทำการพรรค ณ บ้านมนังคศิลา เพื่อดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งกับจอมพลสฤษดิ์และพวก (เฉลิม มลิลา, "รัฐประหาร พ.ศ. 2500 ในประเทศไทย", วิทยานิพนธ์อักษรศาสตร์มหาบัณฑิต แผนกวิชาประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2518, หน้า 179)

แต่แล้วในเวลา 18.00 น. พล.ท.ประภาส จารุเสถียร แม่ทัพภาคที่ 1 ใช้รถถัง รถหุ้มเกราะและทหารราบ กระจายกำลังออกยึดจุดยุทธศาสตร์ต่างๆ ร.ท.เชาว์ ดีสุวรรณ เข้ายึดกองบัญชาการตำรวจกองปราบปราม สามยอด ซึ่งเป็นที่บัญชาการของ พล.ต.อ.เผ่า ได้ภายในเวลา 2 ชั่วโมง ในขณะที่ พล.จ.กฤษณ์ สีวะรา รองแม่ทัพภาคที่ 1 พ.ท.เอิบ แสงฤทธิ์, พ.ต.เรืองศักดิ์ ชุมะสุวรรณ, พ.อ.เอื้อม จิรพงษ์ และ ร.อ.ทวิช เปล่งวิทยา ได้นำกำลังทหารราบที่ 1 พัน 3 บุกเข้าไปยึดวังปารุสกวัน ซึ่งเป็นกองบัญชาการตำรวจนครบาล ตามมาด้วยกองกำลังรถถัง ส่วน พล.ร.อ.หลวงชำนาญอรรถยุทธ ผู้บัญชาการทหารเรือ สั่งการทางวิทยุให้เรือรบ 2 ลำ ยึดท่าวาสุกรี และส่งกำลังนาวิกโยธินส่วนหนึ่งยึดพื้นที่บริเวณหน้าวัดราชาธิวาส จนกระทั่งสถานการณ์อยู่ความควบคุมของคณะรัฐประหารหรือที่เรียกตัวเองว่า "คณะปฏิวัติ"

สำหรับจอมพล ป. ตัดสินใจหลบหนีโดยไม่ต่อสู้โดยรถยนต์ประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรียี่ห้อซีตรองพร้อมกับ นายฉาย วิโรจน์ศิริ เลขานุการส่วนตัว พ.ต.อ.ชุมพล โลหะชาละ และ พ.ท.บุลศักดิ์ วรรณมาศ ไปทางจังหวัดตราด และว่าจ้างเรือประมงลำหนึ่งเดินทางไปที่เกาะกง ประเทศกัมพูชา ก่อนจะเดินทางต่อไปอีกบางประเทศ จนเข้าอุปสมบทที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย ในวันที่ 3 สิงหาคม 2503 จากนั้นจึงติดต่อขอลี้ภัยการเมืองเข้าประเทศญี่ปุ่น และพำนักอยู่ที่นั่นจนถึงแก่กรรมในปี พ.ศ.2507 ขณะที่ พล.ต.อ.เผ่า ยังมิได้หลบหนี แต่ถูกควบคุมตัวไปยังกองบัญชาการคณะปฏิวัติ แต่ในวันรุ่งขึ้นก็ถูกบีบให้เดินทางออกนอกประเทศไป กระทั่งเสียชีวิตที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในปี พ.ศ. 2503

หลังจากคณะ รัฐประหารควบคุมสถานการณ์ทั่วไปได้แล้ว จึงออกอากาศทางวิทยุประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้จอมพลสฤษดิ์เป็นผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร ทั้งนี้การกระทำดังกล่าวยังคงเป็นปัญหาที่ยังไม่มีข้อยุติในทางวิชาการด้านรัฐศาสตร์ การเมือง-การปกครอง เนื่องจากเป็นประกาศที่ปราศจากผู้รับสนองพระราชโองการ ซึ่งไม่มีบทบัญญัติรับรองไว้ตามรัฐธรรมนูญ 2495 (ราชกิจจานุเบกษา, ตอนที่ 76 เล่ม 74 วันที่ 16 กันยายน 2500)

การโค่นล้มรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามที่ มาจากการเลือกตั้งลงนี้ ถือเป็นการสิ้นสุด นายกรัฐมนตรีเป็นเชื้อสายคณะราษฎรอย่างเด็ดขาด พร้อมกับเป็นการสิ้นสุดเจตนารมณ์ในการสร้างระบอบประชาธิปไตยของการอภิวัฒน์สยาม 2475 ลง และเป็นการเริ่มต้นของวาทกรรม "สมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า".


พิมพ์ครั้งแรก โลกวันนี้ ฉบับวันสุข วันที่ 10-16 ตุลาคม 2552
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง ผู้เขียน อริน
ร่วมสนับสนุนการเขียนและเผยแพร่ความคิด และกิจกรรมได้โดยโอนเงินไปที่

บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย สาขาเทสโก้โลตัส วังหิน
ชื่อบัญชี วัฒนา สุขวัจน์
บัญชีเลขที่ 986-2-87758-8