Article  :  Political   :  Forum  :  Facebook  :  Youtube

วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2554

การต่อสู้แบบสันติ อหิงสา: วาทกรรมว่างเปล่าในสังคมไทย? (1)

การต่อสู้แบบสันติ อหิงสา:
วาทกรรมว่างเปล่าในสังคมไทย?


ก่อนปลายเดือนกรกฎาคม 2553 ภายหลังการเคลื่อนไหวของ "คนเสื้อแดง" ภายใต้การนำของ "แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)" ถูกปฏิบัติการ "การสลายการชุมนุมบริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ 10 เมษายน 2553" และ "การสลายการชุมนุมบริเวณแยกราชประสงค์ พฤษภาคม 19 พฤษภาคม 2553" มีคำถามมากมายในสังคมไทย เกี่ยวกับวาทกรรม "การต่อสู้แนวทางสันติ อหิงสา" ผู้เขียนได้นำเสนอกระทู้ที่มีลักษณะบทความบนโลกไซเบอร์ ซึ่งเดิมทีวางโครงไว้ให้เป็นบทความ 5 ตอนจบ แต่มีเหตุความจำเป็นให้บทความชุดนี้ ค้างอยู่เพียง 3 ตอน

ถึงกระนั้น แม้เมื่อความคลี่คลายของสถานการณ์จนรัฐบาล ที่นำโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ การประกาศยกเลิก "พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน" ในหลายพื้นที่ของประเทศ โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร คำถามเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว "สันติ อหิงสา" รวมตลอดถึงบริบทที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย ก็ยังคงไม่มีบทสรุปสำหรับสังคมไทย ในท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งมีที่มาจาก "การรัฐประหาร" ยึดอำนาจการปกครองเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 จากรัฐบาลเลือกตั้งเสียงข้างมากที่นำโดย พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ที่นับวันขยายตัวจนดูเหมือนการหันหน้ามาพูดคุยกันกลายเป็นเรื่องไกลตัวยิ่งขึ้นทุกที

เมื่อเป็นดังนี้ ผู้เขียนจึงเห็นความจำเป็นที่จะนำเสนอประเด็นดังกล่าวต่อสาธารณะนอกเหนือจากโลกไซเบอร์ โดยจะเขียนให้จบสมบูรณ์ตามเค้าโครงที่ได้วางไว้ในเบื้องต้น และรวมทั้งบนพื้นฐานการพัฒนาของสถานการณ์ในระยะใกล้

แนวทางจำลองและรูปแบบพฤษภาทมิฬ 2535

ในเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2535 การประกาศและเริ่มอดอาหารของ ร.ต.ฉลาด วรฉัตร และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง (หัวหน้าพรรคพลังธรรมในขณะนั้น) รวมทั้งการออกโรงสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ที่มีนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล เป็นเลขาธิการ ตามมาด้วยการสนับสนุนของพรรคฝ่ายค้านประกอบด้วยพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเอกภาพ พรรคความหวังใหม่ และพรรคพลังธรรม โดยมีข้อเรียกร้องให้ พล.อ.สุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง และเสนอว่าผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง นำไปสู่การชุมนุมที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน ยืดเยื้อมาจนถึงเดือนพฤษภาคม

ในวันที่ 14 พฤษภาคมแกนนำในการชุมนุมประท้วงจัดให้มีการประชุมร่วมที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ เนื่องจากพบว่าการชุมนุมในช่วงแรก (4-11 พฤษภาคม) นั้นแกนนำมีความแตกต่างทางแนวคิดและไม่สามารถหาข้อยุติได้ ด้วยขาดองค์กรนำ ที่ประชุมจึงลงมติจัดตั้งสมาพันธ์ประชาธิปไตยขึ้น ประกอบด้วยกรรมการเจ็ดคน คือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง, นายปริญญา เทวนฤมิตรกุล, น.พ.เหวง โตจิราการ, น.พ.สันต์ หัตถีรัตน์, นายสมศักดิ์ โกศัยสุข, นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ และ ร.ต.ฉลาด วรฉัตร (ภายหลังได้ถอนตัว และให้ น.ส.จิตราวดี วรฉัตร ทำหน้าที่แทน) นอกจากนี้ยังได้ออกแถลงการณ์ ใบปลิวชักชวนประชาชนเข้าร่วมชุมนุมในเย็นวันที่ 17 ด้วย กระทั่งคืนวันที่ 17 พฤษภาคม แกนนำจึงมีมติให้เคลื่อนขบวนผู้ชุมนุมจากสนามหลวงมุ่งหน้าไปยังทำเนียบรัฐบาล

ในช่วงของการเคลื่อนไหวที่ประกอบไปด้วยการอดอาหรและการใช้วิธี "ไม่พูด" ประสานกับการเสนอภาพพล.ต.จำลอง ในฐานะสมาชิกสำนักสันติอโศกผู้ บริโภคอาหารมังสวิรัติ และมีชีวิตอย่างสมถะ โดยมีการนำไปเปรียบเทียบกับ มหาตมะ คานธี ผู้นำทางจิตวิญญาณคนสำคัญที่นำอินเดียไปสู่การได้รับเอกราชจากรัฐบาลสหราช อาณาจักร โดยแนวทาง "สัตยาเคราะห์" (Satyagraha) หรือ การดื้อแพ่ง หรือ การขัดขืนอย่างสงบ (civil disobedience)

มีข้อที่น่าสังเกตอย่างยิ่งประการหนึ่ง สำหรับการนำของพล.ต.จำลอง และกลุ่มการเมืองสายสำนักสันติอโศก (สายพรรคพลังธรรม) ในการประกาศจุดยืนขับเคลื่อนการเมืองไปสู่ประชาธิปไตยและสร้างความถูกต้องชอบธรรมขึ้นโดยเน้นเฉพาะประเด็น "นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง" ด้วยการประกาศ "อหิงสา" นั้น เป็นการบิดเบือนแนวทางของมหาตมะ คานธีอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ ในการนำการเรียกร้องเอกราชของอินเดียจากจักรวรรดิอังกฤษ คานธีใช้การอดอาหารเพื่อยุติความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นกองทหารจักรวรรดิอังกฤษกระทำต่อชาวอินเดีย (รวมทั้งปากีสถาน ซึ่งเวลานั้นยังไม่แยกออกมาตั้งเป็นประเทศที่ใช้หลักศาสนาอิสลามปกครองประเทศ) หรือความรุนแรงที่ชาวฮินดูกระทำต่อชาวมุสลิม หรือชาวมุสลิมกระทำต่อชาวฮินดู

หากการอดอาหารและการไม่เอ่ยปากพูดของ พล.ต.จำลองนำไปสู่การชักนำมวลชนในขบวนประชาธิปไตย สร้างข้อเรียกร้องโดยใช้ท่าทีก้าวร้าวและยั่วยุ จนแม้เมื่อเกิดการสลายการชุมนุมโดยกำลังทหารของฝ่ายรัฐบาล ก็มีลักษณะการก่อจลาจลโดยกลุ่มบุคคล แทนที่จะเป็นการลุกขึ้นสู้ของประชาชน

นั่นคือปฐมบทแห่งการประกาศ "สันติ อหิงสา" ที่เป็นเพียงวาทกรรมว่างเปล่า ในการขับเคลื่อนขบวนประชาธิปไตยก่อนยุคปฏิรูปการเมืองของไทย หลังการล่มสลายของการประกาศสู้ด้วยกำลังอาวุธ เพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของประเทศที่นำโดยพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศ ไทย ภายใต้นโยบาย 66/2523.


จาก "ท้าก...สิน...ออกไป" ถึง รัฐประหาร 19 กันยายน 2549

จากกลางปี 2547 เกิดการรวมตัวของ "กลุ่มประชาชนเพื่อชาติและราชบัลลังก์" โดยมีแกนนำประกอบด้วย นาวา อากาศตรี ประสงค์ สุ่นศิริ, นายเอกยุทธ อัญชันบุตร, นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์, ดร.อัมรินทร์ คอมันตร์, พลโทเจริญศักดิ์ เที่ยงธรรม, นายสมาน ศรีงาม, นายประพันธ์ คูณมี และ นายเพียร ยงหนู จัดการชุมนุมปราศรัยที่ท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2547 และมีการจัดรายการวิทยุ ทางคลื่นวิทยุชุมชน FM 92.25 MHz ของนายประชัย และเว็บไซต์ไทยอินไซเดอร์ของนายเอกยุทธ

และนับจากเดือนเมษายนเป็นต้นไป ความเข้มข้นของระดับการปลุกระดมการ "กำจัด" นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทุกช่องทางสื่อสารมวลชน เริ่มจากสื่อในเครือ "ผู้จัดการ" ซึ่งย่อมหมายรวมทั้ง ASTV และช่วงต้นของการขับเคลื่อนผ่านรายการ "เมืองไทยรายสัปดาห์" ดำเนินรายการโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล และนางสาวสโรชา พรอุดมศักดิ์ เริ่มออกอากาศเมื่อปี 2546 ทางสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ทีวี โดยในช่วงแรกเป็นรายการที่สนับสนุนรัฐบาลกละตัวนายกรัฐมนตรีอย่างออกหน้าออกตา ต่อมากลางเดือนกันยายน 2548 ได้ถูกระงับจากทางโมเดิร์นไนน์ทีวี ด้วยเหตุผลที่ว่า ผู้ดำเนินรายการได้วิจารณ์รัฐบาลและพาดพิงสถาบันเบื้องสูง โดยผู้ผลิตได้เปลี่ยนชื่อรายการเป็น "เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร" ตามมาด้วย "เมืองไทยรายสัปดาห์ คอนเสิร์ตการเมือง" ซึ่งเป็นการจัดรายการนอกสถานที่ มีการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ASTV NEWS1 และผ่านทางอินเทอร์เน็ต.


พิมพ์ครั้งแรก โลกวันนี้ ฉบับวันสุข วันที่ 15-21 มกราคม 2554
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง ผู้เขียน อริน

วันอังคารที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2554

2475-2549 โปรดฟังอีกครั้ง (22)

การไล่ล่ากวาดล้างกบฏ
และคดีสังหาร 4 อดีตรัฐมนตรี

นับแต่กบฏบวรเดชเป็นต้นมา การปราบกบฏแทบทุกครั้งไม่มีการเสียเลือดเนื้อของทั้ง 2 ฝ่าย คือทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายผู้ก่อการแต่อย่างใด เนื่องจากฝ่ายกบฏยอมจำนนแต่โดยดี สำหรับการรบพุ่งกันในกรณีกบฏบวรเดชนั้น เกิดขึ้นที่ชานพระนครและในต่างจังหวัด เกือบจะเรียกได้ว่าราษฎรไม่รู้ไม่เห็นสภาพการทำสงครามกลางเมืองย่อยๆเข้าใส่กัน แต่กบฏวังหลวงการต่อสู้เกิดในใจกลางเมืองหลวง มีการนองเลือดกันอย่างแท้จริง ราษฎรทั่วไปในเขตพระนครโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่สู้รบต้องอกสั่นขวัญแขวนและสับสนกับเหตุการณ์นี้

เหนือสิ่งอื่นใด รัฐบาลจอมพล ป. มีจุดมุ่งหมายแน่วแน่ที่จะโค่นอำนาจและอิทธิพลทางความคิดการเมืองนายปรีดีด้วยการกวาดล้างอดีตพลพรรคขบวนการเสรีไทยที่ร่วมปฏิบัติการกู้ชาติซึ่งมี ความเคารพศรัทธาในตัวนายปรีดี อย่างชนิดถอนรากถอนโคน เพียงแค่สงสัยใครเป็นพวกนายปรีดี บุคคลนั้นก็ชะตาขาดเสียแล้ว

หลังจากฝ่ายกบฏยอมประกาศยอมรับความพ่ายแพ้และแยกย้ายกันหลบหนีตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2492 ฝ่ายรัฐบาลยังจัดกำลังปฏิบัติการล่าสังหารอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของฆาตกรรมทางการเมืองในช่วงปี 2490 เมื่อทหารของฝ่ายรัฐบาลบุกเข้ายึดกรมโฆษณาการคืนในช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 28 กุมภาพันธ์

ต่อมาไม่นาน พ.ต.โผน อินทรทัต ก็ถูกตำรวจจับกุมและยิงเสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัวไปสอบสวนที่วังปารุสกวัน โดยตำรวจรายงานว่า พบศพที่อำเภอดุสิต และนำศพส่งโรงพยาบาล แจ้งว่าเป็นชายไทยไม่ทราบชื่อ ที่ท้ายทอยและหน้าผากมีรอยถูกยิง ขณะนั้นหม่อมหลวงกันยกา [นามสกุลเดิม สุทัศน์ ธิดาของ พล.ท. พระยาวิชิตวงศ์วุฒิไกร (ม.ร.ว. สิทธิ์ สุทัศน์) อดีตแม่ทัพภาคที่ 1] ภรรยาของ พ.ต.โผน กำลังตั้งครรภ์บุตรชายคนสุดท้อง (พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต หรือ เสธไอซ์) ได้ประมาณ 2 เดือนเศษ โดยไม่มีการเปิดเผยหรือให้คำอธิบายที่โปร่งใสจากทางการต่อเหตุการณ์นี้แต่อย่างใด

และถัดมาอีกวันหนึ่งในเวลาเช้าตรู่อีกเช่นกัน ขณะที่มีการเข้าตรวจค้นจับกุม พ.ต.อ.บรรจงศักดิ์ ชีพเป็นสุข ผู้บังคับการตำรวจสันติบาลภายในบ้านพัก ก็เกิดเสียงปืนดังหลายนัด ผู้เข้าจับกุมให้การว่า พ.ต.อ.บรรจงศักดิ์ขัดขืนและถูกยิงทอดร่างกลายเป็นศพ เหมือนหลายๆคดีที่ตำรวจมักกล่าวว่าผู้ต้องหาต่อสู้เจ้าหน้าที่พนักงาน สุดท้ายเรื่องก็เงียบหายไป

1 มีนาคม หนังสือพิมพ์ทุกฉบับได้ลงพาดหัวแถลงการณ์ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ว่าได้มีกลุ่มบุคคลก่อการหวังจะยึดอำนาจการปกครองกลับคืนหลังจากการรัฐประหาร 2490 โดยกลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ทำการยึดพระบรมมหาราชวังซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของพระแก้วมรกตพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง อันเป็นการกระทำที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง โดยเปิดเผยชื่อหัวหน้าขบวนการคือ นายปรีดี พนมยงค์ อดีตนายกรัฐมนตรี

แต่ที่สุดของเหตุการณ์สะท้านขวัญก็คือกรณีสังหารโหดอดีต 4 รัฐมนตรี ซึ่งประกอบด้วยอดีต ส.ส. พรรคสหชีพ 3 คน คือ นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ อดีต ส.ส.จังหวัดอุบลราชธานี อดีตรัฐมนตรี 6 สมัย, นายถวิล อุดล อดีต ส.ส.จังหวัดร้อยเอ็ด อดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลนายทวี บุณยเกตุ และ นายจำลอง ดาวเรือง อดีต ส.ส.จังหวัดมหาสารคาม ถูกจับกุมตัวในเวลาไล่เลี่ยกันของวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ส่วนอีกคนหนึ่งคือ ดร.ทองเปลว ชลภูมิ อดีต ส.ส.จังหวัดนครนายก และเลขาธิการพรรคแนวรัฐธรรมนูญ ถูกจับในวันที่ 1 มีนาคม ที่สนามบินดอนเมือง ร.ต.อ.ต่อศักดิ์ ยมนาค กับตำรวจสันติบาลอีกจำนวนหนึ่งได้รอรับถึงเชิงบันไดเครื่องบิน นำไปกองบัญชาการวังสวนกุหลาบ เนื่องจากตำรวจส่งโทรเลขลวงว่าการปฏิวัติสำเร็จแล้วให้รีบกลับมา เนื่องจาก ดร.ทองเปลวได้หลบหนีไปอยู่ที่สิงคโปร์หลังการรัฐประหาร 2490

ค่ำวันที่ 3 มีนาคม ตำรวจได้เคลื่อนย้ายผู้ต้องหาทั้งหมดไปไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลบางเขน โดยอ้างเหตุความปลอดภัย ด้วยรถของตำรวจหลายเลขทะเบียน กท. 10371 โดยมี พ.ต.อ.หลวงพิชิตธุรการ เป็นผู้ควบคุม โดยรับดร.ทองเปลวที่สถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน นายจำลองที่สถานีตำรวจนครบาลยานนาวา นายถวิลที่สถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้ง และนายทองอินทร์ที่สถานีตำรวจนครบาลสามเสน เมื่อวิ่งมาถึงหลักกิโลเมตรที่ 12 ถนนพหลโยธิน เวลาประมาณ 3.00 น. วันที่ 4 มีนาคม ใกล้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ผู้ต้องหาทั้งหมดถูกยิงเสียชีวิตด้วยกระสุนไม่ต่ำกว่าคนละ 10 นัด ในสภาพสวมกุญแจมือ โดยได้ส่งศพไปชันสูตรที่โรงพยาบาลกลาง

ต่อมาตำรวจแถลงว่ากลุ่มโจรมลายูพร้อมอาวุธครบมือได้ดักซุ่มยิงเพื่อชิงตัวผู้ต้องหา และได้มีการปะทะกับตำรวจในที่เกิดเหตุ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ตำรวจชุดควบคุมตัวทั้งหมดราว 20 นาย เช่น พล.ต.จ.ผาด ตุงคะสมิต, พล.ต.จ.ทม จิตรวิมล, ร.ต.อ.จำรัส ลิ้มละมัย, ร.ต.ท. ธนู พุกใจดี และ ส.ต.อ.แนบ นิ่มรัตน์ ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตเลย

ก่อนหน้านี้ ในระหว่างที่ถูกควบคุมตัว บรรดาญาติของผู้ต้องหาไม่ได้เฉลียวใจว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้น เนื่องจากก่อนหน้านั้นทั้ง 4 คนก็เดินเข้าออกเรือนจำด้วยข้อหาการเมืองเป็นประจำอยู่แล้ว หากได้รับการปล่อยตัวออกมาทุกครั้ง ทว่าการถูกจับกุมในครั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่อนุมัติให้ประกันตัว ซึ่งกว่าญาติของผู้ต้องหากว่าจะทราบเรื่องก็ต้องไปตามหาตามที่ต่างๆ จนท้ายที่สุดได้รับคำบอกเล่าที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล วังปารุสกวัน ให้ไปดูศพที่โรงพยาบาลกลาง

ศพทั้งหมดตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดมกุฏกษัตริยาราม ในงานสวดพระอภิธรรมมีตำรวจสายสืบและสันติบาลมาติดตามเฝ้าดูความเคลื่อนไหวของผู้ที่เข้าร่วมงานทั้งกลางวันและกลางคืน

อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ที่มีเงื่อนงำอันนำไปสู่คำถามมากมาย ทำให้สังคมไม่เชื่อว่าพฤติกรรมโหดเหี้ยมไร้มนุษยธรรมนี้เป็นฝีมือของโจรมลายู แต่เชื่อว่าเป็นการกระทำของตำรวจเอง ภายใต้การบัญชาการของ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ รองธิบดีกรมตำรวจ ผู้มีบทบาทสำคัญคนหนึ่งในการปราบกบฏ

ถัดจากนั้นในท่ามกลางปฎิบัติการไล่ล่าชนิดเอาเป็นเอาตาย ดร.ทวี ตะเวทิกุล นักการเมืองพรรคแนวรัฐธรรมนูญ หนึ่งในผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์และ 1 ใน 4 อาจารย์ประจำรุ่นแรกของมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ซึ่งหลบหนีการจับกุมไปซ่อนตัวอยู่ที่จังหวัดสมุทรสงครามพร้อมๆ กับ นายประสิทธิ์ ลุลิตานนท์ เพื่อนร่วมอุดมการณ์ทั้งทางการเมืองและในฐานะนักหนังสือพิมพ์ รวมทั้งน้องชายของนายประสิทธิ์อีก 2 คน ในวันที่ 31 มีนาคม ขณะกำลังจะลงเรือข้ามฟาก ดร.ทวีถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจล้อมจับและถูกยิงเข้าบริเวณลำคอเสียชีวิตทันที ส่วนอีก 3 คนรอดมาได้หวุดหวิด แต่ก็ต้องสูญเสียอิสรภาพในเรือนจำเกือบ 9 ปีเต็มๆ.


พิมพ์ครั้งแรก โลกวันนี้ ฉบับวันสุข วันที่ 15 - 21 สิงหาคม 2552
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง ผู้เขียน อริน
ร่วมสนับสนุนการเขียนและเผยแพร่ความคิด และกิจกรรมได้โดยโอนเงินไปที่

บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย สาขาเทสโก้โลตัส วังหิน
ชื่อบัญชี วัฒนา สุขวัจน์
บัญชีเลขที่ 986-2-87758-8