Article  :  Political   :  Forum  :  Facebook  :  Youtube

วันจันทร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

2475-2549 โปรดฟังอีกครั้ง (9)

ความลังเล ความแตกแยก
สู่จุดจบของฝ่ายกบฏบวรเดช

https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiG1ZXPpEi-Iim9mAzShO4nhlCC8tW_emV_OujMOTBop-se71UB1vkkPXraH-HTJG9W6dz-UUnWkkOWnuUrtYVho2VEylxnASFAxHOWcfuhba8JWSbUt6fpf89mOEgN6kiRk1jvEtLaqg/w400-h263-no/
แนวสู้รบถึงขั้นตะลุมบอน ระหว่างทหารฝ่ายรัฐบาลกับกองกำลังกบฏ ระหว่างสถานีหินลับกับสถานีทับกวาง

ในวันที่ 16 ตุลาคม หลังจากกองกำลังฝ่ายกบฏมาถึงปากช่องในสภาพขวัญและกำลังใจระส่ำระสายอย่างหนัก มีไพร่พลทั้งนายทหารและพลทหารแตกทัพไปสวามิภักดิ์กับรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ต้องมีการปรับเปลี่ยนยุบหน่วยกำลังทั้งทหารราบ ทหารม้า และทหารปืนใหญ่ โดยลดหน่วยจาก 2 กองพันลงมาเหลือเพียง 1 กองพัน ยิ่งไปกว่านั้น ทหารราบ ร. พัน 17 จากอุบล ซึ่งได้รับคำสั่งให้เป็นหน่วยสนับสนุน รักษาเมืองโคราช กลับยกหน่วยกลับฐานที่อุบล ทั้งยังรื้อทำลายแผงสะพานรถไฟจากสถานีจันทึกถึงสถานีโคราชจนเสียหายใช้การไม่ได้เพื่อป้องกันการติดตาม ยิ่งทำให้กองกำลังฝ่ายกบฏตกอยู่ในอาการละล้าละลังยิ่งขึ้น และในเวลาไล่เลี่ยกัน ร. พัน 18 (อุดรธานี) พอได้ข่าวว่าทหารปฏิวัติแตกทัพมาดงพระยาเย็นก็เลยแปรพักตร์เป็นทหารรัฐบาลอีกหน่วย

ระหว่างนั้น พันตำรวจเอก พระขจัดทารุณกรรม (ผบ. ตำรวจภูธร) และ พันตำรวจตรี หลวงสุนทรพิทักษ์เขต (รองผบ. ตำรวจภูธร) เชลยที่ฝ่ายกบฏบวรเดชจับกุมตัวเอาไว้ ฉวยโอกาสหนีตามทหารอุบล เพื่อสั่งการให้ตำรวจในอีสานตอนล่างแปรสภาพเป็นกำลังของรัฐบาล

17 ตุลาคม สถานการณ์ของฝ่ายกบฏในแนวรบด้านโคราชขณะถอนทัพมาที่สถานีจันทึกยิ่งไม่เป็นผลดี เมื่อรอยร้าวฉานระหว่างพระองค์เจ้าบวรเดชและพระยาศรีสิทธิสงคราม ปรากฏเด่นชัดถึงขนาดพระองค์เจ้าบวรเดชมอบการบังคับบัญชาทหารทั้งหมดให้ พลตรี พระยาเสนาสงคราม แทน พันเอก พระยาศรีสิทธิสงคราม ผู้ริเริ่มการกบฏตั้งแต่เริ่มแผน

ส่วนแนวรบทางด้านทิศใต้ หลวงพิบูลสงคราม นำคณะนายทหาร เช่น ร้อยโท เนตร เขมะโยธิน ร้อยตรี สุรจิต จารุเศรนี ขึ้นรถไฟไปเพชรบุรี เพื่อสมทบกับทหารราชบุรี เพื่อเปิดการเจรจากับทหารเพชรบุรี และเมื่อได้รับแจ้งทางวิทยุว่าทหารบวรเดชที่โคราชถูกกวาดล้าง ผบ. พันอิสระ ต้องสั่งเลิกทัพทันที และให้ตั้งแถวยอมแพ้แก่ทหารรัฐบาล และยอมปลดอาวุธทหารเพชรบุรีที่สถานีบ้านน้อย (สถานีเขาน้อย) ห่างจากสถานีเพชรบุรี 10 กิโลเมตร

จากนั้นรัฐบาลได้เปิดทางรถไฟไปภาคใต้ แล้วส่งพระยานิติศาสตร์ไพศาลเป็น ผู้แทนเจรจาให้พระบทสมเด็จพระปกเกล้าฯ เสด็จจากสวนไกลกังวลกลับพระนคร แต่การเจรจาไม่เป็นผล พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ เสด็จแปรพระราชฐานจากสวนไกลกังวล ประทับเรือศรวรุณ เพื่อหลีกหนีความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นจากทหารที่รัฐบาลส่งมาอารักขา (จับกุม) ซึ่งมีรายพระนามและรายนามในคณะดังนี้ (1) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (2) พระบรมราชินี (3) สมเด็จกรมพระสวัสดิ์วัฒนวิศิษฏ์ - พระราชบิดาในสมเด็จพระบรมราชินี (4) พระองค์เจ้าหญิงอาภาพรรณี - พระราชมารดาในสมเด็จพระบรมราชินี (5) พระองค์เจ้าวรานนธวัช ในทูลกระหม่อมจุฑาธุช (6) พันตรี หม่อมเจ้าประสบศรี จิรประวัติ (7) หม่อมเจ้ากมลาลีสาณ ชุมพล (8 ) เรือเอก หม่อมเจ้าครรชิตพล อาภากร ร.น. (9) หม่อมเจ้า นันทิยาวัฒน สวัสดิ์วัฒน์ (10) หม่อมเจ้าเศรษฐพันธ์ จักรพันธุ์ (11) หลวงศักดิ์นายเวร (มหาดเล็ก) (12) นายเรือเอก หลวงปริยัตินาวายุทธ ร.น. (ราชองครักษ์) เป็นผู้บังคับการเรือ มีพลประจำเรือพร้อมทหารรักษาวัง อีก 6-7 นาย และ ปืนเล็กกลไปด้วย จากนั้นในช่วงหัวค่ำ เรือศรวรุณก็ออกเดินทางไปยังสงขลา

ส่วนเจ้านายฝ่ายหน้าฝ่ายในอื่นต้องเสด็จทางรถไฟจากหัวหินไปสงขลา เพื่อสมทบกับขบวนของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า ได้แก่ (1) กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และพระโอรสธิดา (2) กรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ และพระโอรสธิดา (3) กรมหมื่นอนุวัตจาตุรนต์ (4) พลโท พระยาวิชิตวุฒิไกร สมุหราชองครักษ์ (5) พระยาอิศราธิราชเสวี (6) หม่อมเจ้าสุขสวัสดิ์ฯ ผู้บังคับการทหารรักษาพระองค์ (7) ข้าหลวงมหาดเล็กอีกหลายสิบคน และ (8 ) ทหารรักษาพระองค์ 2 กองร้อย การเคลื่อนย้ายคณะนี้เผชิญอุปสรรคถึงขนาดเกือบมีการปะทะกัน แล่ผลสุดท้ายรัฐบาลอนุญาตให้ขบวนรถไฟเดินทางจนตลอดรอดฝั่ง แต่เสียเวลาถึง 2 วัน คือกว่าจะไปถึงสงขลาก็ตอเย็นวันที่ 19 ตุลาคม พอไปถึงก็สมทบกับขบวนของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ โดยคณะเจ้านายฝ่ายหน้าฝ่ายหน้าฝ่ายในรีบไปจวนอุปราชภาคใต้ เพื่อรีบจัดแจงปรับแต่งเป็นที่ประทับ

20 ตุลาคม ฝ่ายกบฏสั่งการให้ให้ พลตรี พระยาเสนาสงคราม นำทหาร ม.พัน 4 และ ทหารราบเดนตาย สกัดกั้นทหารอุดร ส่วน ร.พัน 15 และ ร.พัน 16 ที่ดงพระยาเย็นเหลือทหารเพียง 100 ต้องให้ พันโท พระปัจจานึกพินาศ (ทหารม้า) ออกมาคุมทหารราบที่แตกทัพ

21 ตุลาคม หลวงพิบูลสงคราม มาตรวจแนวรบ ร.พัน 6 รับฟังการบรรยายสรุป จากนั้นจึงออกคำสั่งทางการรบก่อนกลับพระนคร

22 ตุลาคม  กองกำลังฝ่ายรัฐบาลเคลื่อนพลรุกคืบหน้ามาถึงทับกวาง มีการต่อต้านจากฝ่ายกบฏเพียงเล็กน้อย ทหารได้รับเจ็บเพียง 4-5 นาย ทั้งนี้เนื่องจากทางรถไฟถูกรื้อเสียหายใช้การไม่ได้ เป็นระยะตลอดเส้นทาง ทหารต้องลงเดินเท้า ทำให้เป็นเป้าให้ปืนกลหนักของฝ่ายกบฏได้ง่าย แต่ในที่สุดก็ยึดทับกวางได้

23 ตุลาคม ตอนเช้า หลวงวีระโยธา (วีระ วีระโยธา) สั่งการให้ ร้อยโทซันซอน และ ร้อยโท ตุ๊ จารุเสถียร (จอมพล ประภาส จารุเสถียร) รุกคืบหน้าไปยังที่ตั้งฝ่ายกบฏ จนถึงเวลาเวลา 20.00 น. พบ ทหาร 2 - 3 คนยืนขวางทางรถไฟ มีนายทหารเล็งปืนพกเข้ามา (พระยาศรีสิทธิสงครามกำลังมาตรวจแนวป้องกัน) ร้อยโทตุ๊ จารุเสถียร จึงยิงสวนไปทันทีและทหาร 1 หมวดจึงระดมยิงไปที่เงาตะคุ่มๆ นั้น ในระยะเผาขน (ไม่เกิน 20 เมตร) เมื่อสิ้นเสียงปืนเข้าไปตรวจสอบ พบร่าง คน 2 คน คนหนึ่งคือ พันเอก พระยาศรีสิทธิสงคราม (ดิ่น ท่าราบ) ที่เป็นศพไปแล้ว ที่เสาโทรเลขที่ 4 กม. 143 ก่อนถึงหินลับ ส่วน ร้อยตรี บุญรอด เกตุสมัย ทหารช่างอยุธยาที่เป็น ทส. ให้ พันเอก พระยาศรีสิทธิสงคราม ยังมีชีวิตอยู่ แต่ตกเป็นเชลย และ ร.พัน 6 ยึดสถานี หินลับ (กม.145) ได้สำเร็จ

ถึงตอนนี้ ฐานที่ตั้งกองบัญชาการกบฏที่ปากช่องเหลืออีกแค่ 35 กิโลเมตร

24 ตุลาคม เวลา 07.00 น. พันโท หม่อมหลวงจรูญ ฤทธิไกร ถอยทัพมาโคราช เข้ารายงานต่อพระองค์เจ้าบวรเดชว่า หินลับแตกแล้ว พระยาศรีสิทธิสงครามหายตัวไป ต่อมาจึงได้รับวิทยุรัฐบาลว่า พระยาศรีสิทธิสงครามตายแล้ว จึงเตรียมหนีไปอินโดจีน

หลวงพิบูลสงครามเดินทางมาแก่งคอยเพื่อดูศพพระยาศรีสิทธิสงคราม ซึ่งกว่าจะมาถึงก็เป็นเวลาเวลา 18.50 น. เนื่องจากทางขาด

25 ตุลาคม 2476 เวลา 1330 น. พระองค์เจ้าบวรเดช และ หม่อมเจ้าหญิงผจงจิตร พระชายา ให้ พันตรี หลวงเวหนเหินเห็จ (ผล หงสกุล) ขับเครื่องบินจากโคราชไปพนมเปญ เนื่องจากสนามบินบุรีรัมย์และสุรินทร์ใช้การไม่ได้ จากนั้นทหาร ม.พัน 3 จึงแตกทัพไปขึ้นรถไฟจากถนนจิระไปบุรีรัมย์

26 ตุลาคม 2476 เวลา 05.00 น. ทหารที่ค้างที่สถานีบุรีรัมย์ ขึ้นม้าหนีไปแดนเขมร.


พิมพ์ครั้งแรก โลกวันนี้ ฉบับวันสุข 18-24 กันยายน 2553
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง  ผู้เขียน อริน

วันเสาร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

จุดยืนและท่าทีขบวนประชาธิปไตย ต่อวันอัปยศ 19 กันยายน 2549

จุดยืนและท่าทีขบวนประชาธิปไตย
ต่อวันอัปยศ 19 กันยายน 2549


มาตรา 309 บรรดาการใดๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าวไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้


ข้างต้นนั้นคือมาตราสุดท้ายอันอัปยศใน "รัด-ทำ-มะ-นูน-2550" ของการปกครองระบอบประชาธิปไตย ด้วยการมีบทบัญญัติที่ให้ไม่ต้องรับโทษ ในการกระทำทั้งปวงที่เกิดขึ้นจากการละเมิดรัฐธรรมนูญ ซึ่งครอบคลุมการทำรัฐประหาร ยึดอำนาจการปกครอง ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ยกเลิกสภาผู้แทนราษฎร และทำลายอย่างสิ้นเชิง ซึ่งรัฐประชาธิปไตยเยี่ยงอารยะประเทศ

ในเวลานี้ขบวนประชาธิปไตยมุ่งความสนใจไปที่การเรียกร้องความถูกต้องชอบธรรม และหาตัวผู้บงการในการสังหารโหดประชาชนผู้ลุกขึ้นทวงถามประชาธิปไตยในรอบ 4 ปีหลัง "การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549" ที่อัปยศที่สุดในการเมืองยุคใกล้ของมนุษยชาติ

ทว่าขบวนประชาธิปไตยของประชาชน กลับละเลยหลักการพื้นฐานและพิจารณาไปถึง "เหตุ" แห่งความเลวร้ายทางการเมืองการปกครอง ซึ่งย่อมหนีไม่พ้นกลุ่มบุคคลในฝ่ายอำนาจรัฐ อันประกอบไปด้วยบุคลากรระดับผู้บังคับบัญชาสูงสุดของเหล่าทัพที่ประกาศตนเป็น "คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.)" หรือในเวลาต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น "คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)"

หลังการฆาตกรรมรัฐ 19 กันยายน 2549 ประชาชนกลุ่มต่างๆ ต่างทยอยกันออกมาอย่างองอาจกล้าหาญ คัดค้าน "โจรกบฏ" ผู้เข้าครอบครองอำนาจการปกครองด้วยวิธีการที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และตามมาด้วยการอาศัยคำสั่งและ "กฎโจร" สถาปนาอำนาจการปกครองชั่วคราว ผ่านคณะรัฐบาลที่ไม่ได้มาด้วยวิถีทางประชาธิปไตย และองค์กรนอกอำนาจอธิปไตยที่เรียกว่าองค์กรอิสระ อีกทั้งดำเนินการเพื่อสร้างความชอบธรรมในการปกครองเพื่อเป็นการอำพรางการใช้อำนาจเผด็จการ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) จึงแต่งตั้งนักกฎหมายคณะหนึ่งเพื่อร่าง "รัด-ทำ-มะ-นูน" ฉบับชั่วคราว 2549 มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นหัวหน้าคณะ ซึ่งต่อมาภายหลังได้ลาออก โดย คปค. ได้แต่งตั้งผู้ทำหน้าที่แทนคือ นายจรัญ ภักดีธนากุล ซึ่งในเวลานั้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการประธานศาลฎีกา

จนที่สุดใช้พฤติการณ์ "อุดหูขโมยกระดิ่ง" ตั้งสภาเถื่อนด้วยอำนาจเผด็จการ ซึ่งดำเนินการภายหลังจาก คปค. ลอกคราบเผด็จการเสียใหม่เป็น คมช. ในนาม "สภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2549" เพื่อทำหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา ตามมาตรา 5 ของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 โดยไม่ผ่านมติความเห็นชอบจากประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยที่พึงมี

ในวันที่ 19 คุลาคม 2549 คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ กำหนดให้มีคณะกรรมการกำกับดูแลการสรรหาสมาชิกสมัชชาแห่งชาติคณะหนึ่ง และประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลการสรรหาสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลการสรรหาสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ มีหน้าที่และความรับผิดชอบตามประกาศคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ลงวันที่วันเดียวกัน ให้หน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐให้การสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการชุดดังกล่าว นอกจากนั้นยังกำหนดให้สำนักงานเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ และสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร อำนวยความสะดวกและให้การสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการชุดนี้ด้วย

จากนั้นกระบวนการสร้าง "รัด-ทำ-มะ-นูน" เผด็จอำนาจก็เข้าสู่ขั้นตอนกำหนดทิศทางการปกครองของประเทศ โดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการกำกับดูแล เพื่อ สรรหา สมาชิกสมัชชาแห่งชาติ จำนวน 2,000 คน จากนั้นสมัชชาแห่งชาติ กรอง ผู้มีสิทธิเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 200 คน ตามมาด้วย คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ กรอง ผู้มีสิทธิเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จาก 200 คน เหลือ 100 คน และผู้มีสิทธิเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ กรอง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 25 คน ตบท้ายด้วยการที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ แต่งตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยตรง อีกจำนวน 10 คน

ผลงานอัปยศของ "สภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2549" นอกเหนือจากการผ่าน "รัด-ทำ-มะ-นูน-2550" ที่มีวิญญาณของการเผด็จอำนาจ ปรากฏอยู่โดยตลอด ยังตามมาด้วยการออกกฎหมายหลายฉบับที่เอื้อประโยชน์ให้กับ คมช. และเพิ่มอำนาจทหารมากขึ้น โดยเฉพาะ ร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร โดยไม่สนใจเสียงคัดค้านอย่างหนักจากผู้รักความถูกต้องชอบธรรม และที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนในแวดวงต่างๆที่ตระหนักในหลักการ ปกครองตามระบอบประชาธิปไตย ได้แก่ การอนุมัติกฎหมาย 70 ฉบับภายในเวลาเพียง 3 วัน

ภายใต้เงื้อมเงาเผด็จการทหาร นำไปสู่การเสียสละชีวิตเพื่อลบคำสบประมาทของ พ.อ.อัคร ทิพโรจน์ รองโฆษก คปค. ที่ว่า "ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้" ในคืนวันที่ 31 ตุลาคม 2549 ของ "ลุงนวมทอง ไพรวัลย์" โชเฟอร์แท็กซี่ผู้รักและหวงแหนประชาธิปไตย อดีตพนักงานการไฟฟ้าบางกรวย และการเสียสละชีวิตเพื่อแสดงเจตนารมณ์ประชาธิปไตยของ "นายณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสง" จากน้ำมือของอันธพาลจัดตั้งทางการเมือง ในคืนวันที่ 2 กันยายน 2551

การเสียสละชีวิตของวีรชนประชาธิปไตยทั้งสอง ตลอดจนวีรชนจำนวนมากนับจากการอภิวัฒน์สยาม 24 มิถุนายน 2475 เป็นการเสียสละด้วยเจตนารมณ์ที่จะสถาปนาระบอบประชาธิปไตยขึ้นอย่างมั่นคง

เมื่อถึงเวลาที่ประเทศอันเป็นที่รักยิ่งของทุกคนนี้ก้าวสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องตอบข้อกังขาในประเด็นที่ว่า มีความเป็นได้มากน้อยเพียงใด สำหรับการที่อำนาจอธิปไตยทั้ง 3 ฝ่าย จะพิจารณาพิพากษา "กบฏต่อระบอบประชาธิปไตย" ทั้งปวงที่เกิดขึ้นมาแล้ว แม้ว่า "การฉีกรัฐธรรมนูญ" หลังการรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 จะเป็น "รัฐธรรมนูญอำมาตยาธิปไตย" ก็ตาม แต่พฤติการณ์ "โจรกบฏ" เป็นสิ่งที่ฝ่ายประชาธิปไตยไม่อาจนิ่งเฉยได้อีกต่อไป

นั่นคือประชาชนไม่เพียงมีพันธกิจร่วมกันในการขับเคลื่อนปิตุภูมิไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ หากยังต้องมีส่วนร่วมในการชำระประวัติศาสตร์ที่ปกปิด บิดเบือนความจริง ด้วยการฟื้นคดีทุกคดีอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และนำตัวผู้กระทำผิดเหล่านั้นมารับโทษทัณฑ์ที่สมควรได้รับ เช่นเดียวกับในประเทศที่กฎหมายเป็นกฎหมาย และสิทธิมนุษยชนไม่ถูกละเมิด

ในวาระแห่งการครบรอบ 4 ปีแห่งความอัปยศทางการเมือง ขอเชิดชูจิตใจที่วีระอาจหาญของมิตรสหายทั้งปวงในขบวนประชาธิปไตยด้วยความน้อมใจ.


พิมพ์ครั้งแรก โลกวันนี้ ฉบับวันสุข วันที่ 25 กันยายน – 1 ตุลาคม 2553
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง  ผู้เขียน อริน
ร่วมสนับสนุนการเขียนและเผยแพร่ความคิด และกิจกรรมได้โดยโอนเงินไปที่

บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย สาขาเทสโก้โลตัส วังหิน
ชื่อบัญชี วัฒนา สุขวัจน์
บัญชีเลขที่ 986-2-87758-8