Article  :  Political   :  Forum  :  Facebook  :  Youtube

วันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2554

การต่อสู้แบบสันติ อหิงสา: วาทกรรมว่างเปล่าในสังคมไทย? (7)

"แดงทั้งแผ่นดินฯ" และการชุมนุมใหญ่เมษายน 2552

หลังจากนั้น แกนนำ นปช. ในฐานะผู้จัดงาน "แดงทั้งแผ่นดิน" ก็เริ่มเดินสายจัดรายการในลักษณะ "แดงทั้งแผ่นดินสัญจร" จุดประสงค์ทำความเข้าใจกับ "คนเสื้อแดง" ตามภูมิภาคต่างๆ โดยเน้นที่จังหวัดใหญ่ เป็นศูนย์กลางในด้านต่างๆของประเทศ ทั้งนี้เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการชุมนุมใหญ่ในกรุงเทพฯ ซึ่งจะจัดขึ้นในปลายเดือนมีนาคม

งานแดงทั้งแผ่นดินสัญจร ครั้งที่ 1 จัดขึ้นที่บริเวณริมถนนหน้าศาลากลางจังหวัดขอนแก่น ในวันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม 2552 ซึ่งหลังเปิดการปราศรัยไปได้ประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ เกิดเหตุชุลมุนขึ้น เมื่อมีชายฉกรรจ์คนหนึ่งทราบชื่อภายหลังว่าคือ นายลพ พูลวิเชียร อ้างตัวว่าเป็นสมาชิกชมรมคนรักอุดร พกอาวุธมีดเข้ามาก่อกวนบริเวณด้านหลังเวทีปราศรัย ท่ามกลางความตกตะลึงของประชาชน และการ์ด นปช.ที่พยายามจะเข้าไปควบคุมสถานการณ์ ก่อนที่จะส่งตัวให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น ควบคุมตัวไปดำเนินคดี

นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. กล่าวบนเวทีว่า แกนนำ นปช. มีเป้าหมายจะนำประชาชนไปปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลให้ล้นไปถึงถนนราชดำเนิน และจะปักหลัก ไม่ชนะไม่เลิก นั่นคือการขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์

ไฮไลท์ของงานอยู่ที่ช่วงเวลา 20.00 น. เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โฟนอินขณะอยู่บนเครื่องบินเข้ามาที่โทรศัพท์มือถือของนายวีระ มุสิกพงศ์ เพื่อปราศรัยกับคนเสื้อแดงที่ชุมนุมกันอยู่

งานแดงทั้งแผ่นดินสัญจร ครั้งที่ 2 จัดขึ้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในวันเสาร์ที่ 14 มีนาคม งานแดงทั้งแผ่นดินสัญจร ครั้งที่ 3 จัดขึ้นที่จังหวัดจันทบุรี ในวันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม นั้นไม่มีเหตุการณ์พิเศษ งานแดงทั้งแผ่นดินสัญจร ครั้งที่ 5 จัดขึ้นที่สนามกีฬา 700 ปี จังหวัดเชียงใหม่ ในวันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม

จนมาถึงงานแดงทั้งแผ่นดินสัญจร ครั้งที่ 6 จัดขึ้นที่ท้องสนามหลวง ในวันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม 2552 โดยประกาศเจตนาปักหลักชุมนุมรอบทำเนียบรัฐบาลอย่างยืดเยื้อ จนกว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ และระบอบอำมาตยาธิปไตย ที่นำโดย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และนายชาญชัย ลิขิตจิตถะ องคมนตรี จะลาออกจากตำแหน่ง

หลัง จากกลุ่มคนเสื้อแดงเริ่มทยอยมารวมตัวกัน ที่ท้องสนามหลวง ในเวลา 09.30 น. จนถึงเวลา 12.45 น. จึงเคลื่อนขบวนออกจากสนามหลวง มุ่งหน้าทำเนียบรัฐบาล และในเวลา 16.00 น. มีการตั้งเวทีขนาดใหญ่ ขนาดยาวประมาณ 8 เมตร สูงประมาณ 2 เมตร บนสะพานชมัยมรุเชฐ พร้อมกับตั้งจอโปรเจ็คเตอร์และเครื่องเสียงเป็นจุด รอบทำเนียบรัฐบาล ฝ่ายรัฐบาลใช้กำลังตำรวจและทหาร ดูแลรักษาความสงบ 3,600 นาย และในเวลาประมาณ 20.00 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอิน เตรียมเปิดตัวผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ

ซึ่งในการโฟนอินในคืนถัดมา คือวันที่ 27 มีนาคม เวลา 20.30 น. พ.ต.ท.ทักษิณ จึงประกาศผ่านทางโทรศัพท์ข้ามทวีป โดยมีเนื้อหาว่า พล.อ.เปรม คือ ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ กล่าวหาแทรกแซงการเมือง แอบสั่งการ ทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า สถาบันฯ เกี่ยวข้อง ทำให้เกิดระบบความไม่เป็นธรรมขึ้นนอกจากนั้นยังกล่าวด้วยว่า พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ หนุนพันธมิตร วางแผนล้มตนเองออกจากอำนาจ ทำประเทศล่มจม พร้อม จี้องคมนตรีหยุดเล่นการเมือง ให้ยุบสภาเพื่อเป็นทางออก แลกกับการไม่ลงเลือกตั้ง

ในเวลาต่อมา พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ให้สัมภาษณ์ยืนยัน เหตุการณ์ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอินพาดพิง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และอดีตนายกรัฐมนตรีว่า อยู่เบื้องหลัง ร่วมวางแผนโค่นล้มระบอบทักษิณ เป็นความจริง

จนถึงวัน ที่ 31 มีนาคม นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มเสื้อแดง จัดการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน หลังงานกาชาดเสร็จสิ้น กลุ่มเสื้อแดงจะดีเดย์ นัดชุมนุมใหญ่อีกครั้ง หวังเผด็จศึกรัฐบาล

เป็นที่น่าสังเกตว่า ทั้งๆที่ยังไม่มีสิ่งบอกเหตุใดๆ ว่าอาจจะเกิดสถานการณ์ความรุนแรงขึ้น แต่แล้วก่อนหน้าวันนัดหมายชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดง คือในวันที่ 6 เมษายน เวลา 20.35 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ชี้แจงผ่านรายการสดทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 เน้นถึงความกังวลถึงการชุมนุมของคนเสื้อแดงในวันที่ 8 เมษายน มีแนวโน้มจะนำไปสู่สงครามกลางเมือง หรือการปฏิวัติประชาชน โดยรัฐบาลซึ่งเคารพกฎหมายและต้องการดำรงความสงบของบ้านเมือง ยืนยันที่จะไม่ให้เกิดเหตุการณ์ทั้งสองขึ้น โดยกำหนดมาตรการและแผนการดำเนินการเพื่อรับมือไว้ดังนี้

1. จะดูแลสถานที่ราชการ ไม่ให้มีการบุกรุก และที่ผู้ชุมนุมประกาศว่าจะไปบ้านประธานองคมนตรีนั้น ไม่อยากให้มีการดึงผู้หลักผู้ใหญ่เข้ามาเกี่ยวกับการเมือง
2. เรื่องผลกระทบกับการจราจร จะมีการรายงานให้ประชาชนทราบตลอดว่า เวลาใด หรือที่ไหน จะมีผลกระทบ
3. จะดูแลไม่ให้เกิดความรุนแรง ในหมู่ประชาชนด้วยกันเอง ขอความกรุณาทุกฝ่ายเลี่ยงการปะทะกัน รัฐบาลจะป้องกันไม่ให้เสียเลือดเนื้อ โดยจะไม่มีการใช้กฎหมายพิเศษ รัฐบาลมีความพร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์ ที่จะป้องกันเหตุการณ์ดังกล่าวโดยความนุ่มนวล


แต่แล้วในวันรุ่งขึ้น คือวันที่ 7 เมษายน ขณะที่นายอภิสิทธิ์กำลังจะเดินทางกลับจากการประชุมคณะรัฐมนตรีที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ซึ่งวาระสำคัญคือการเตรียมงานการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน 10 ชาติ และผู้นำประเทศคู่เจรจาอีก 5 ชาติ อาทิ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รวมทั้งเลขาธิการสหประชาชาติ ผู้นำองค์กรการเงินและการค้าระหว่างประเทศอย่างธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเซีย หรือเอดีบี องค์การการค้าโลก และอังค์ถัด ระหว่างวันที่ 10-12 เมษายน ที่โรงแรมรอยัลคลิฟ เมืองพัทยา

เวลาประมาณ 13.15 น. มีความชุลมุนเกิดขึ้นเมื่อ มีผู้จำได้ว่านายอภิสิทธิ์นั่งอยู่ในรถรถยนต์ประจำตำแหน่งยี่ห้อบีเอ็มดับเบิลยู สีดำ เลขทะเบียน ษห 9201 รถจอดติดไฟแดง ผลก็คือมีคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งขับขี่รถจักรยานยนต์ไล่ตามและเข้าปาดหน้า จนเป็นเหตุให้รถล้ม นำไปสู่เหตุชุลมุน มีการตะโกนโห่ไล่ ด่าทอและขว้างขวดน้ำใส่

จากนั้นในเวลา 13.30 น. นายเนวิน ชิดชอบ หัวหน้ากลุ่มเพื่อนเนวิน แถลงข่าวเตือนประชาชนที่จะร่วมชุมนุมในวันที่ 8 เมษายน ว่าอาจเกิดเหตุรุนแรง พร้อมระบุ พ.ต.ท.ทักษิณ หักหลังนายสมัคร สุนทรเวช เมื่อครั้งโหวตจะเป็นนายกฯ รอบ 2 พร้อมกันนี้ขอให้ พ.ต.ท.ทักษิณ หยุดก้าวล่วงพระราชอัธยาศัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และขอให้ยุติการชุมนุม.


พิมพ์ครั้งแรก โลกวันนี้ ฉบับวันสุข วันที่ 26 กุมภาพันธ์-4 มีนาคม 2554
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง ผู้เขียน อริน

วันเสาร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2554

2475-2549 โปรดฟังอีกครั้ง (34)

ถนอม กิตติขจร: ผู้สืบทอดยุคแห่งความมืดบอดทางปัญญา

สภาพการทางการเมืองและสังคมโดยทั่วไปนับจากมรณกรรมของ "จอมพลผ้าขาวม้าแดง" ยังอยู่ภายใต้การปกครองแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดโดยอาศัย "อำนาจคณะปฏิวัติ" เป็นเวลาถึง 1 ทศวรรษที่พัฒนาการทางการเมืองในสังคมไทยตกอยู่ในภาวะชะงักงันเกือบจะโดยสิ้น เชิง ที่สำคัญการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ที่มีหลักประกันด้วย "รัฐธรรมนูญ" และ "สิทธิของประชาชน" ในการเลือกตั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร กลายเป็นเสมือนคำ "ต้องห้าม" ไปโดยปริยาย ด้วยนโยบาย "ปิดหู-ปิดตา-ปิดปาก" ที่รัฐบาลคณะปฏิวัติที่นำโดยจอมพลถนอม กิตติขจร ใช้สืบเนื่องต่อมาจากรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

ผลก็คือ การรวมกลุ่มของประชาชนวงการต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้น และมีกิจกรรมเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย "สาบสูญ" ไปจากประเทศไทยโดยสิ้นเชิง ไล่เรื่อยลงไปตั้งแต่ "พรรคการเมือง" "สมาคมกรรมกร-ชาวนา" และ "ขบวนการนิสิตนักศึกษา" ที่มีความตื่นตัวทางการเมือง

ความบีบคั้นและนโยบาย "กวาดล้าง" ผู้มีความเห็นทางการเมืองตรงข้ามกับรัฐบาลทหาร ส่งผลให้ นักการเมืองส่วนหนึ่ง ผู้นำกรรมกร-ชาวนาส่วนหนึ่ง ข้าราชการที่ดำเนินชีวิตสนิทแนบกับคนชั้นล่าง เป็นต้นว่าครูประชาบาลในชนบทห่างไกลโดยเฉพาะทางภาคอีสาน ตลอดจนปัญญาชน นักคิดนักเขียน ถูกผลักไสให้เดินทางเข้าร่วมกับ "พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.)" เป็นจำนวนไม่น้อย ซึ่งเท่ากับเป็นการเสริมความเข้มแข็งและขยายการเติบโต ให้แก่ประชาชนที่ "ปราศจากเสรีภาพ" และ "ไม่มีทางเลือกอื่นสำหรับการเอาชีวิตรอด"

จนกระทั่งนำไปสู่ "วันเสียงปืนแตก" คือวันที่ 7 สิงหาคม 2508 ซึ่งเป็นวันที่กองกำลังในนาม "กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย (ทปท.)" ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยใช้อาวุธโจมตีกองกำลังของรัฐบาล ไทยเป็นครั้งแรก ที่บ้านนาบัว ตำบลเรณูนคร อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม พร้อมกับการประกาศยุทธศาสตร์ "ต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ ใช้ชนบทล้อมเมือง และยึดเมือง"

ช่วงเวลานี้เอง ที่ "จิตร ภูมิศักดิ์" ปัญญาชนนักคิดนักเขียนคนสำคัญ ถูกกดดันให้เข้าร่วมกับการต่อสู้ด้วยอาวุธกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หลังจากถูกจับกุมเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2501 ในข้อหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์และโดนฟ้องศาลในข้อหาดังกล่าว ยังศาลทหารในปี 2506 ตาม "พระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ 2495" แต่เนื่องจากเป็นเรื่องเมื่อปี 2496 ซึ่งรัฐบาลได้ออกกฎหมายนิรโทษกรรมไปแล้วในคราวฉลอง 25 พุทธศตวรรษ จึงตัดสินให้การกระทำเช่นนั้นไม่มีความผิดต่อไป ศาลจึงยกฟ้องคดีที่จิตรเป็นจำเลย แต่จิตรก็ถูกกักตัวไว้ที่เรือนจำลาดยาวนานถึง 8 ปี กว่าจะได้รับอิสรภาพใน เดือนตุลาคม 2508

จากนั้นอีกเพียง 1 ปีถัดมา จิตร ภูมิศักดิ์ หรือ "สหายปรีชา" ก็จบชีวิตลง จากกระสุนปืน PSG-1ของเจ้าหน้าที่ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2509 ที่ ตำบลบ้านหนองกุง อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร หลงเหลือเพียงตำนานของเสรีชนนักสู้กับระบอบเผด็จการ และนักคิดนักเขียนที่ยืนหยัดเคียงผู้คนที่ต่ำต้อยน้อยหน้า ไร้สิทธิไร้เสียง ถูกเอารัดเอาเปรียบในสังคม ตราบเท่าทุกวันนี้

ในเวลาเดียวกัน ความร่วมมือระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ก็พัฒนาการมาจนถึงจุดเข้มข้นที่สุดในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน สหรัฐอเมริกาเร่งส่งทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์เข้ามาในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น กว่าในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ช่วงปี 2509 ที่กระแสสงครามเวียดนามขึ้นสูงสุด จำนวนเที่ยวบินที่ออกจากฐานทัพไทยไปทิ้งระเบิดในเวียดนามอยู่ระหว่าง 875-1,500 เที่ยวต่อสัปดาห์ ระหว่างปี 2508-11 เฉพาะเครื่องบินจากฐานทัพโคราชและตาคลี ได้ทิ้งระเบิดในเวียดนามเหนือมากถึง 75 ตัน ขณะที่จำนวนทหารสหรัฐฯ ในไทยเพิ่มสูงขึ้นถึงประมาณ 48,000 นาย ในปี 2512

สำหรับในส่วนของนิสิตนักศึกษา มีคำกล่าวเปรียบเทียบในเวลาต่อมาว่าหลังการรัฐประหารโดยจอมพลสฤษดิ์ 2 ครั้ง เป็น "ยุคมืดทางปัญญา" งานวิจัยทางวิชาการและงานเขียนในแวดวงปัญญาชนจำนวนมากในเวลาต่อมา สะท้อนถึงสภาพการที่เรียกว่า "วัฒนธรรมยุคสายลมแสงแดด" ที่แยกตัวนิสิตนักศึกษาออกจากสภาพสังคมที่แวดล้อม กิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัยจำกัดอยู่ในวงแคบรอบๆ และเต็มไปด้วยกิจกรรมบันเทิง และพิธีกรรมที่ไม่ส่งเสริมให้ตระหนักและรับผิดชอบต่อสังคมโดยทั่วไป

จนถึงปี 2508 สภาวการณ์ดังกล่าวได้มาถึงจุดอิ่มตัว เริ่มมีการรวมกลุ่มพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์สังคม และตั้งคำถามโดยกลุ่มนักศึกษาที่เป็น "ขบถ" ในรั้วมหาวิทยาลัย เริ่มจากชุมนุมวรรณศิลป์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำเสนองานเขียนที่เป็นบทกวีหลากหลายรูปแบบที่มีลักษณะ "ทวนกระแส" ประกอบไปด้วยเนื้อหาสาระใหม่ๆ เช่นเรื่องปัญหาสังคมที่เสื่อมโทรม สงครามและความยากจน บรรยากาศ "สายลมแสงแดด" ถูกชำแหละและเข้าสู่สภาวะ "ปฏิกิริยาแห่งยุคสมัย" แม้ว่ากิจกรรมบันเทิงรูปแบบเดิมจะยังมิได้หมดไปเสียทีเดียวก็ตาม

ในที่สุดการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ ปี พ.ศ.2502 ก็เสร็จสิ้น และมีการประกาศใช้ "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2511" โดยมีวุฒิสภาซึ่งมาจากการแต่งตั้ง และห้าม ส.ส. เป็นรัฐมนตรี ซึ่งเป็นสาเหตุประการหนึ่งที่ทำให้นายทหารที่คุมกำลังไม่ลงรับสมัครเลือก ตั้ง

ต่อมาในวันที่ 15 ตุลาคม ก็มีการประกาศใช้กฎหมายพรรคการเมือง และกำหนดจัดการเลือกตั้งขึ้นในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2512 หลังจากที่ว่างเว้นมาถึง 11 ปี

ผลการเลือกตั้งปรากฏว่าผู้สมัครของ "พรรคสหประชาไทย" ที่จัดตั้งโดยจอมพลถนอม ได้รับเลือกมากที่สุดคือ 76 คนจากจำนวนที่นั่งทั้งหมด 219 ที่นั่ง แต่นั่นก็เพียงพอแล้วเพราะการซาวเสียงเลือกนายกรัฐมนตรีจะต้องทำร่วมกัน ระหว่างสภาผู้แทนฯ กับวุฒิสภา ซึ่งประกอบด้วยคนของจอมพลถนอมฯ เกือบทั้งสิ้น และจอมพลถนอม ก็ได้รับการเสนอชื่อและได้รับการรับรองโดยสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นนายก รัฐมนตรีและจัดตั้งรัฐบาลขึ้นโดยรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลก็จะเป็นนายทหารคุม กำลัง เช่น จอมพลประภาส จารุเสถียร ผู้บัญชาการทหารบกก็เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยด้วย ส่วนจอมพลถนอมฯ นั้นควบ 3 ตำแหน่งสำคัญ คือ นายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารสูงสุด แล้วก็ยังเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมด้วย พันเอกถนัด คอร์มันตร์ ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

รัฐบาลชุดที่ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2512 นี้ มีนายพจน์ สารสิน อดีตนายกรัฐมนตรีขัดตาทัพครั้งที่จอมพลสฤษดิ์ทำรัฐประหารเมื่อ 16 กันยายน 2500 รวมอยู่ด้วยด้วย.


พิมพ์ครั้งแรก โลกวันนี้ ฉบับวันสุข วันที่ 6-13 พฤศจิกายน 2552
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง ผู้เขียน อริน
ร่วมสนับสนุนการเขียนและเผยแพร่ความคิด และกิจกรรมได้โดยโอนเงินไปที่

บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย สาขาเทสโก้โลตัส วังหิน
ชื่อบัญชี วัฒนา สุขวัจน์
บัญชีเลขที่ 986-2-87758-8