Article  :  Political   :  Forum  :  Facebook  :  Youtube

วันพฤหัสบดีที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

2475-2549 โปรดฟังอีกครั้ง (7)

กบฏกับเมฆทมึนปกคลุมสยาม
จุดบรรจบที่สงครามกลางเมือง

https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiPzIepWGIqDT1cXzW3Rdya2C1Q9PfZoIuqMr3KEwxIAFoScMQ2Lac9Pj_vKlsonH05Bg-M1kwVeen3AAMi2MFCZ6In2rwWREquLeQTweY3UErZKAWhB6QKVroaLPhhsobfwgQG1mXHsA/w400-h276-no/
พลเอก นายพลเสือป่า พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม

ในฝ่ายที่ยังคงจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เริ่มเคลื่อนไหวโดยมีการประชุมหารืออยู่บ่อยครั้ง แต่การเคลื่อนไหวดังกล่าวหาได้เล็ดรอดไปจากการเฝ้าสังเกตจับตาโดยคณะราษฎรแต่อย่างใด และเพื่อเป็นการปรามแนวคิดที่จะก่อการยึดอำนาจคืนจากคณะราษฎร พันโท หลวงพิบูลสงคราม ทำหนังสือไปถึงคณะบุคคลที่กำลังเคลื่อนไหวกันอย่างเป็นความลับนั้น ดังมีใจความว่า
"..... ในฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นผู้รับผิดชอบรักษาความสงบเรียบร้อย จึงขอเตือนให้ท่านจงสงบจิตสงบใจ หากท่านยังจุ้นจ้านอีก คณะราษฎรตกลงจะทำการอย่างรุนแรง และจำต้องถือเอาความสงบของบ้านเมืองเป็นกฎหมายสูงสุดในการทำแก่ทาน ที่กล่าวมานี้มิใช่เป็นการขู่เข็ญ แต่เป็นการเตือนมาด้วยความหวังดี"
คำขาดที่ว่านี้มีไปถึงบุคคลที่คิดก่อการ ดังเช่น พระองค์ เจ้าบวรเดช, พระองค์เจ้าทศศิริวงศ์, หม่อมเจ้าวงศ์ เนรชร, หม่อมเจ้าไขแสง ระพีพัฒน์, หม่อมเจ้าโสภณ ภาราไดย์, พระยาอธิกรณ์ประกาศ (หลุย จาติกวณิช), พระศราภัยพิพัฒน์ (เลื่อน ศราภัยวานิช) ทุกพระองค์และทุกคนพากันเข้าพบหลวงพิบูลสงคราม และหลวงศุภชลาศัย ที่วังปารุสกวันเพื่อเคลียร์ตัวเอง เว้นพระองค์เดียว คือ พระองค์เจ้าบวรเดช ทั้งยังคงเดินทางไปๆมาๆระหว่างกรุงเทพฯและจังหวัดนครราชสีมา อย่างไม่ใส่ใจต่อคำขาดจากผู้รับผิดชอบในการรักษาความสงบจากฝ่ายคณะราษฎร

นั่นคือสัญญาณเตือนว่าฝ่ายก่อการฟื้นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่หยุดการเคลื่อนไหว ทั้งนี้การรวมตัวกันนั้น ใช้ชื่อเรียกว่า "คณะกู้บ้านเมือง" ซึ่งประกอบด้วยบุคคลระดับหัวหน้า ดังนี้ พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช กฤดากร อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม พลตรี พระยาเสนาสงคราม (หม่อมราชวงศ์อี๋ นพวงศ์) พลตรี พระยาทรงอักษร (ชวน ชวนะลิขิกร) พันเอก พระยาจินดาจักรรัตน์ (เจิม อาวุธ) พันเอก พระยาฤทธิรงค์รณเฉท (ทองคำ ไทยไชโย) และหัวเรี่ยวหัวแรงคนสำคัญคือ พันเอก พระยาศรีสิทธิสงคราม (ดิ่น ท่าราบ) สหายสนิทของพระยาพหลฯ และพระยาทรงสุรเดชเอง

วันที่ 3 ตุลาคม 2476 "คณะกู้บ้านเมือง" ก็ลอบออกเดินทางไปรวมตัวพร้อมหน้ากันที่นครสวรรค์ ผู้ก่อการวางแผนเข้ายึดนครราชสีมาอย่างสายฟ้าแลบ โดยใช้หน่วยทหารที่ยังจงรักภักดีต่อพระองค์เจ้าบวรเดช นอกจากนั้นยังพยายามระดมทหารจากหัวเมือง เช่น อุบลราชธานี เข้าร่วมด้วย แต่ผู้บังคับบัญชาและคุมกำลังส่วนใหญ่หัวเมืองต่างๆเกิดการไหวตัว เพราะเชื่อว่าพวกอาจจะถูกใช้เป็นเครื่องมือ

ช่วงวันที่ 8-10 ตุลาคม ฝ่ายกบฏมีการเคลื่อนย้ายกำลังพลโดยผ่านทางหัวหน้าคนสำคัญ 2 คน คือ พันเอก พระยาศรีสิทธิสงครามสั่งการให้ทหารช่างจากอยุธยาเข้ายึดดอนเมือง พร้อมกับกำลังทหารมาจากสระบุรีภายใต้การนำของพันเอก พระยาฤทธิรงค์รณเฉท

จากนั้นปฏิบัติการก็เริ่มต้นในเวลาประมาณ 14.00 น. ของวันที่ 11 ตุลาคม 2476 โดยกองกำลังผสมที่ประกอบด้วยทหารจากนครราชสีมา อุบลราชธานี สระบุรี และอยุธยา เคลื่อนกำลังเข้ายึดสถานีรถไฟบางเขนและดอนเมือง

ทันทีที่ได้รับรายงานการเคลื่อนกำลังเข้ายึดพื้นที่เป้าหมายของฝ่ายกบฏ ฝ่ายรัฐบาลก็เร่งจัดส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจไปทำการอารักขาบรรดาสถานทูตต่างๆไว้อย่างเข้มแข็ง รวมทั้งส่งกำลังทหารทหารไปให้ความอารักขาบุคคลสำคัญๆของรัฐบาลพระยามโนปกรณ์ฯ เช่น พระองค์เจ้าอลงกต พระองค์เจ้าทศศิริวงศ์ พระยาเทพหัสดินฯ ส่วนพระยาศราภัยพิพัฒน์ลอบหลบหนีไปก่อนเนื่องจากรู้ตัวดีว่าเป็นเป้าจับตาจากฝ่ายคณะราษฎรมาตั้งแต่มีข่าวการก่อกบฏ

ในตอนค่ำ รัฐบาลพระยาพหลฯ ได้ออกแถลงการณ์ให้ประชาชนได้ทราบทั่วประเทศ มีใจความว่า พระองค์ เจ้าบวรเดช พระยาศรีสิทธิสงคราม พระยาเทพสงคราม เป็นกบฏต่อแผ่นดิน และพยายามล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ยกเลิกรัฐธรรมนูญ และสถาปนาการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

ถัดมาในวันที่ 12 ตุลาคม 2476 เวลา 05.00 น. กำลังทหารช่างอยุธยาจึงยึดดอนเมืองได้ ส่วนกองระวังหน้าทหารโคคราชมาถึงสระบุรี และได้ส่งหมวดเฝ้าระวัง คุมเชิงที่สะพานข้ามคลองบางเขน ระหว่างสถานีบางเขนและหลักสี่ ถึงตอนนี้พระยาศรีสิทธิสงครามรู้สึกไม่พอใจเนื่องจากได้กำลังแค่ทหารช่าง 4 กองร้อยที่ไม่เต็มอัตราศึก มิหนำซ้ำการดำเนินการก็ล่าช้าไป 1 วันจากแผนเดิมที่วางไว้ และในเวลา 06.40 รถขบวนพิเศษที่มีพระองค์เจ้าบวรเดชประทับก็เข้าเทียบชานชาลาที่สถานีสระบุรี

เวลา 08.00 น. ตัวแทนของรัฐบาลที่ประกอบไปด้วย พันตรี หลวงเสรีเริงฤทธิ์ ร้อยโท ขุนไสวแสนยากร ร้อยโท ขุนปิยยรัตน์รณยุทธ์ และ นายดาบแสง จุลจาริตต์ เดินทางจากสถานีบางซื่อไปสถานีบางเขนด้วยรถโยกเพื่อเจรจากับฝ่ายกบฏ เมื่อไปถึงจากนั้นหลวงเสรีเริงฤทธิ์ได้เจรจากับ หลวงลพบาดาล อยู่พักใหญ่ ซึ่งแจ้งว่ายินดีถอนทัพถ้าได้รับหนังสือรับรองว่าจะไม่เอาผิดที่ลงนามโดยพันโทหลวงพิบูลสงคราม ผู้บังคับการกองผสม เพื่อแลกกับการถอนทัพ พอกลับไปที่บางเขนอีกครั้งก็โดนทหารช่างปลดอาวุธกลายเป็นเชลยศึก แล้วถูกส่งไปจองจำที่กองพันทหารช่างอยุธยา

ฝ่ายรัฐบาลได้รวบรวมกำลังทหารในพระนคร จัดเป็นกองผสม มีทหารราบ 3 กองพัน ทหารม้า 1 กองพัน กับปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน ขึ้นอยู่กับการบังคับบัญชาของ พันโท หลวงพิบูลสงคราม เข้ายึดแนวสถานีบางซื่อ สนามเป้า สามเสน มักกะสัน

ในตอนบ่ายวันเดียวกันนั้น พวกกบฏได้ใช้เครื่องบินทำการบินเหนือพระนครเพื่อเป็นการขู่ขวัญและสืบการเคลื่อนไหว รัฐบาลได้ใช้ปืนต่อสู้อากาศยานยิงสกัด เวลาเดียวกัน นาวาโท พระแสงสิทธิการ ตัวแทนของฝ่ายกบฏ นำสาส์นจากพระยาศรีสิทธิสงครามมาส่งมอบต่อพระยาพหลฯ โดยมีใจความสำคัญว่า
"คณะรัฐมนตรีปล่อยให้คนดูหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และเอาหลวงประดิษฐ์มนูธรรมกลับมาเพื่อดำเนินการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ จึงขอให้คณะรัฐบาลถวายบังคมลาออกจากตำแหน่งภายใน 1 ชั่วโมง มิฉะนั้นจะใช้กำลังบังคับ และจะเข้ายึดการปกครองชั่วคราว จนกว่าจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งคณะรัฐมนตรีขึ้นใหม่ ซึ่งไม่มีนายทหารประจำการเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย"
คณะรัฐบาลเรียกประชุมเป็นการฉุกเฉินเพื่อพิจารณาข้อเสนอฝ่ายกบฏ โดยมีมติเห็นว่า รัฐบาลดำเนินการปกครองตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ทั้งยังประกาศยืนยันไม่นำเค้าโครงการเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์ฯ มาใช้อย่างที่ฝ่ายกบฏพยายามโฆษณาชวนเชื่อ และข้อเสนอของพวกกบฏเป็นการใช้กำลังมาบีบรัฐบาล และเห็นควรต่อต้านปราบปรามพวกกบฏเหล่านี้

ดังนั้นรัฐบาลจึงทำการจับกุมพระยาแสงสิทธิการในฐานะสมคบกับพวกกบฏ.


พิมพ์ครั้งแรก โลกวันนี้ ฉบับวันสุข วันที่ 4-10 กันยายน 2553
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง  ผู้เขียน อริน

วันพุธที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

2475-2549 โปรดฟังอีกครั้ง (6)

จากรัฐประหาร 20 มิถุนายน 2476
สู่ความร้าวฉานในคณะราษฎร

รัฐประหาร พ.ศ. 2476

ภายหลังการรัฐประหารเงียบ หรือการรัฐประหารครั้งแรกในวันที่ 1 เมษายน 2476 เมื่อพระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีประกาศพระราชกฤษฎีกาปิดสภาและงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ซึ่งในกรณีที่ไม่ระบุว่างดใช้มาตราใดบ้าง ทำให้สามารถกินความไปได้ว่าเป็นการยกเลิกการใช้รัฐธรรมนูญไปโดยปริยาย  หลังจากนั้นคณะรัฐมนตรีก็เร่งดำเนินการในลักษณะคุกคามผู้ที่มีความเห็นตรงกันข้ามในทางการเมือง เริ่มจากการการประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยคอมมิวนิสต์ ในวันที่ 2 เมษายน ตามมาด้วยคำสั่งชนิดสายฟ้าลงวันที่ 10 เมษายนให้หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (นายปรีดี พนมยงค์) ไปดูงานที่ฝรั่งเศส พร้อมค่าใช้จ่ายปีละ 1,000 ปอนด์ ซึ่งเท่ากับเป็นคำสั่งเนรเทศนั่นเอง

ถัดมาอีก 2 วันคือในวันที่ 12 เมษายน 2476 หลวงประดิษฐ์มนูธรรมและภรรยาก็เดินทางออกนอกประเทศไทยด้วยเรือโกลา จากท่าบี.ไอ. (ใกล้ๆท่า EAC ของบริษัทอิสต์เอเชียติก) โดย พันตรีหลวงทัศนัยนิยมศึก (ผู้บังคับการทหารม้าและกองรถรบ) ร้อยโททวน วิชัยขัทคะ (จากกองร้อยรถรบ) นายจรูญ สืบแสง ตามไปส่งถึงสิงคโปร์ ขณะที่สมาชิกคณะราษฎรรวมทั้งลูกศิษย์ใกล้ชิดนายปรีดีตามไปส่งที่ท่าบี.ไอ. จะมียกเว้นก็แต่พระยาทรงสุรเดชซึ่งส่อเค้าเป็นไม้เบื่อไม้เมากับหลวงประดิษฐ์มนูธรรมมาโดยตลอด

ต่อมาในวันที่ 15 เมษายน 2476 พระยามโนปกรณ์นิติธาดา ก็ประกาศให้ข้าราชการที่เป็นสมาชิกสมาคมคณะราษฎรลาออกจากราชการ เนื่องจากกฎหมายรองรับความเป็นพรรคการเมืองยังไม่มีการประกาศใช้ ทำให้ต้องแปรสภาพจากสมาคมคณะราษฎรเป็นสโมสรคณะราษฎร ส่งผลให้เกิดความไม่พอใจในหมู่สมาชิกคณะราษฎรต่อตัวพระยามโนปกรณ์ฯยิ่งขึ้นทุกที ขณะที่ความสัมพันธ์ภายในของคณะราษฎรสายทหารบกก็ส่อเค้าความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น

ที่สำคัญคือ พระยาพหลพลพยุหเสนา (ผบ.ทบ.) แสดงความไม่พอใจ พระยาทรงสุรเดช (รอง ผบ. ทบ.) โดยมองว่ารวบอำนาจไว้คนเดียวแถมยังกล้าคัดง้างกับตัวพระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นเหตุให้ นายประยูร ภมรมนตรี พระยาฤทธิ์อัคเนย์ และ พระประศาสน์พิทยายุทธ วางแผนร่วมกันกันจะปลดพระยาพหลฯ โดยการให้ 4 ทหารเสือลาออกจากตำแหน่งทางการเมืองทั้งหมด แล้วค่อยให้ 3 ทหารเสือกลับเข้ามาแทน แต่พระยาทรงสุรเดชกลับบอกให้ลาออกจากทุกตำแหน่ง ไม่เว้นแม้แต่ตำแหน่งทางการทหาร

จากนั้นความขัดแย้งภายในสมาชิกคณะราษฎรสายทหารบกอาวุโสก็มาถึงขั้นวิกฤต เมื่อ "4 ทหารเสือ"คือ พระยาพหลพลพยุหเสนา, พระยาทรงสุรเดช, พระยาฤทธิอัคเนย์ และพระประศาสน์พิทยายุทธ์ ลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน โดยอ้างเหตุผลเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพ แต่เป็นที่รู้กันทั่วไปว่ามีการวางแผนซ้อนแผน ต้องการกำจัดพระยาพหลฯออกจากเส้นทางการเมืองและอำนาจบังคับบัญชาทางทหาร

ภายหลังแม้ว่า "4 ทหารเสือ" จะพ้นจากตำแหน่งทางการเมืองและอำนาจหน้าที่ทางทหารไปแล้วก็ตาม  แต่ปัญหาความขัดแย้งยังดำรงอยู่ นำไปสู่การรัฐประหารในวันที่ 20 มิถุนายน 2476 คณะทหารบก ทหารเรือ และพลเรือน นำโดยพระยาพหลพลพยุหเสนา, หลวงพิบูลสงคราม และหลวงศุภชลาศัย ได้ทำรัฐประหารยึดอำนาจจากพระยามโนปกรณ์นิติธาดาให้เหตุผลว่า

"ด้วยคณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดิน ณ บัดนี้ ไม่ถูกต้องครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ โดยเริ่มต้นปิดสภาผู้แทนและงดใช้รัฐธรรมนูญเป็นหลายบท คณะทหารบก ทหารเรือ และพลเรือน จึงเห็นเหตุจำเป็นเข้ายึดอำนาจการปกครองเพื่อให้มีการเปิดสภาผู้แทนดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ"

เมื่อรัฐบาลสิ้นสุด ผู้สนับสนุน เช่น พระยาทรงสุรเดช ถูกกีดกันออกจากแวดวงการเมือง ด้านพระยามโนปกรณ์นิติธาดาต้องเดินทางไปที่ปีนัง พระยาพหลพลพยุหเสนามอบหมายให้เจ้าพระยาพิชัยญาติ ประธานสภาผู้แทนราษฎร นำความกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ วังไกลกังวล หัวหิน เพื่อโปรดเกล้าฯ ให้เปิดประชุมสภาฯ พร้อมถวายรายงานเรื่องการยึดอำนาจ

วันที่ 21 มิถุนายน 2476 จึงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นนายกรัฐมนตรี และหลวงพิบูลสงครามเป็น รอง ผบ.ทบ. ซึ่งเท่ากับว่านายทหารรุ่นหนุ่มก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญขึ้น และทันทีที่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีในวันที่ 24 มิถุนายน 2476 ก็มีคำสั่งให้ปลดพลตรีพระยาประเสริฐสงคราม จากปลัดทูลฉลองกระทรวงกลาโหม เป็นทหารกองหนุน, พลตรีพระยาพิชัยสงคราม เป็นทหารกองหนุน และพระยาศรีสิทธิสงคราม (ดิ่น ท่าราบ) เจ้ากรมยุทธการทหารบก ไปทำงานคุมลูกเสือที่กระทรวงธรรมการ พระยาศรีสิทธิสงครามนี้เองที่มีบทบาทอย่างสำคัญในคณะกบฏบวรเดชในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

ต่อมาได้มีคำสั่งให้พระยาทรงสุรเดชและพระประศาสน์พิทยายุทธ์ ไปดูงานด้านการทหารที่ฝรั่งเศสและยุโรป

ช่วงเดือนกันยายน 2476 จึงมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มนายทหารที่ยังจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 คือพระยาศรีสิทธิสงคราม (ดิ่น ท่าราบ) ได้เชิญรุ่นน้อง เช่น พันตรีหลวงหาญสงคราม (จิตร อัคนิทัต), พันตรีหลวงโหมชิงชัย (เวก สู่ไชย) จากโรงเรียนเสนาธิการทหารบก, พันโทพระปัจจนิกพินาศ (แปลก เอกะศิริ) จากโคราช, พันโทพระเทเวศร์อำนวยฤทธิ์ (ประเสริฐ อินทุเศรษฐ) นักบินสายแดงโคกกระเทียม (ตัวแทนเจ้ากรมอากาศยาน) และ พันเอกพระสิทธิเรืองเดชพล (แสง พันธุ์ประพาส) มาประชุมกันที่บ้านพันตรีหลวงหาญสงคราม แถวราชวัตร เกี่ยวกับเรื่องการยึดอำนาจแบบสายฟ้าแลบโดยให้ทหารกรุงเทพ บีบพระยาพหลและพรรคพวก ส่วนทหารหัวเมืองให้เคลื่อนกำลังในเชิงขู่แล้วถอนตัวกลับเมื่อการยึดอำนาจ เป็นผลสำเร็จ

ความไม่พอใจต่อคณะราษฎรที่คุกรุ่นมาตลอดหลังการอภิวัฒน์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เป็นเวลา 3 ปี อดีตอุปราชมณฑลพายัพ ที่เชียงใหม่ ระหว่างปี 2458-2462 และอดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหมในปี 2471 ทรงไม่พอพระทัยกลุ่มคณะราษฎรที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพของพระมหากษัตริย์อยู่บ่อยครั้ง อีกทั้งยังมีกรณี นายถวัติ ฤทธิ์เดช หัวหน้ากรรมกรรถราง ผู้เช่าห้องแถวพระคลังข้างที่ ได้เป็นโจทย์ฟ้องร้องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำให้เชื้อพระวงศ์มีความแค้นเคืองมากยิ่งขึ้น

ครั้นต่อมา เมื่อรัฐบาลให้การสนับสนุนนายปรีดี พนมยงค์ กลับสู่ประเทศไทย และมีการเชิญให้เข้าเป็นรัฐมนตรีลอยเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2476 ทำให้เกิดการคาดการณ์ไปต่างๆนานาว่า จะมีการนำเค้าโครงการเศรษฐกิจของนายปรีดีเข้ามาใช้ในแนวนโยบายของรัฐบาล และจะต้องก่อความเดือดร้อนให้กับเชื้อพระวงศ์ ขุนนาง และผู้ที่จงรักภักดีต่อระบบกษัตริย์อย่างแน่นอน.


โลกวันนี้ ฉบับวันสุข วันที่ 28 สิงหาคม-3 กันยายน 2553
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง ผู้เขียน อริน
ร่วมสนับสนุนการเขียนและเผยแพร่ความคิด และกิจกรรมได้โดยโอนเงินไปที่

บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย สาขาเทสโก้โลตัส วังหิน
ชื่อบัญชี วัฒนา สุขวัจน์
บัญชีเลขที่ 986-2-87758-8