Article  :  Political   :  Forum  :  Facebook  :  Youtube

วันพุธที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2554

2475-2549 โปรดฟังอีกครั้ง (2)

ปฐมบทประชาธิปไตยสยาม
พระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ


หลังจากสมาชิกระดับนำของคณะราษฎรทยอยกันเดินทางกลับเข้าสู่พระราชอาณาจักรจนครบ ในช่วงต้นปี 2475 มีการประชุมเตรียมการเข้ายึดอำนาจการปกครองหลายครั้ง แล้วโอกาสเหมาะในการลงมือก็มาถึง เมื่อ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีหมายกำหนดการเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานยังสวนไกลกังวลในวันที่ 8 มิถุนายน

ในการแปรพระราชฐานยังสวนไกลกังวลอันเป็นการเสด็จพระราชดำเนินครั้งสุดท้ายของ พระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้น มีพระบรมวงศ์เธอและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ตามเสด็จไปเป็นอันมาก อาทิ

1. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระสวัสดิ์วัตนวิศิษฐ์ (พระราชบิดาในสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี และพระอัยกาของ หม่อมราชวงศ์ถนัดศรี)
2. นายพลเรือเอก กรมหลวงสิงหวิกรมเกรียงไกร เสนาบดีกระทรวงกลาโหม
3. นายพลโท พระองค์เจ้าอลงกฏ รองเสนาบดีกระทรวงกลาโหม
4. นายพลตรี หม่อมเจ้าฉัตรมงคล จเรทหารบก
5. นายพลตรี พระยาอานุภาพไตรภพ (จำรัส เทพหัสดิน ณ อยุธยา) ผบ. พล.3 นครราชสีมา
6. นายพลโท พระยาวิชิตวงศ์วุฒิไกร สมุหราชองครักษ์
7. นายพันโท พระเริงรุกปัจจามิตร ราชองครักษ์
8. นายพันตรี หลวงสรสิทธยานุการ (สิทธิ์ แสงชูโต) ผบ. กองพันทหารราบเพชรบุรี

นอกจากนั้น แม่ทัพนายกองคนสำคัญ ที่ประกอบด้วย นายพลโท พระองค์เจ้าอลงกฏ สุขสวัสดิ์, นายพลตรี พระยาพิชัยสงคราม (แก๊ป สรโยธิน) แม่ทัพกองทัพที่ 1, นายพันตรี หลวงพิชิตชนะภัย (เจือ ชนะภัย) และ นายร้อยเอก หลวงโหมรอนราญ (ตุ๊ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา) ก็อยู่ในระหว่างเดินทางสำรวจภาคใต้เพื่อเตรียมการตั้งกองทหารประจำภาคใต้ (นับแต่ชุมพร) เป็นการถาวร ซึ่งสำเร็จลงในปี 2481

หลังจากที่การขยับเลื่อนวันก่อการอยู่หลายครั้ง ทั้งนี้มีการล้มเลิกแผนการที่จะเข้ายึดอำนาจในวันที่ 16 มิถุนายน อันเป็นวันพระราชพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา แต่มีมติส่วนใหญ่เห็นว่ามีความเสี่ยงสูง เนื่องจากกำลังทหารของฝ่ายรัฐบาลสามารถรวมพลกันติด และอำนาจบังคับบัญชายังอยู่ในความควบคุมของฝ่ายเจ้านายและขุนนางใกล้ชิด

ในที่สุดการวางแผนขั้นสุดท้ายของคณะราษฎรซึ่งกระทำที่บ้านร้อยโท ประยูร ภมรมนตรี ในวันที่ 12 มิถุนายน 2475 จึงได้ข้อสรุปว่าจะดำเนินการในเช้าวันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน 2475 โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเข้าควบคุมสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต ซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการรักษาพระนคร

ประมาณ 5 นาฬิกา นายทหารฝ่ายคุมกำลังที่เป็นสมาชิกคณะราษฎรบัญชาให้เคลื่อนกำลังทหารบกและทหารเรือมาประมาณ 2,000 นาย มารวมตัวกันบริเวณรอบพระที่นั่งอนันตสมาคม ตั้งแต่เวลาประมาณ 5 นาฬิกา โดยอ้างว่าเป็นการสวนสนาม จากนั้น นายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา ได้อ่าน ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 ณ บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เท่ากับเป็นการประกาศยึดอำนาจการปกครอง ปัจจุบันตำแหน่งที่พระยาพหลพลพยุหเสนาอ่านประกาศคณะราษฎร มีหมุดทองเหลืองฝังอยู่ เรียกกันว่า หมุดคณะราษฎร มีข้อความว่า "ณ ที่นี้ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เวลาย่ำรุ่ง คณะราษฎรได้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญเพื่อความเจริญของชาติ"

ต่อมาเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2481 รัฐบาลพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ให้วันที่ 24 มิถุนายน เป็น "วันชาติ"

หลังจากคณะผู้ก่อการควบคุมสถานการณ์ในพระนครได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว คณะราษฎรมีคำสั่งให้ นายนาวาตรี หลวงศุภชลาศัย (บุง ศุภชลาศัย) นำเรือรบหลวงสุโขทัยออกจากบางนา เดินทางไปพระราชวังไกลกังวล หัวหิน โดยด่วน เพื่ออัญเชิญพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จนิวัติคืนสู่พระนคร พร้อมกับมีหนังสือทูลเชิญดังมีใจความต่อไปนี้

**********

พระที่นั่งอนันตสมาคม
วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475
กราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
วังไกลกังวล หัวหิน
ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม

            ด้วยคณะราษฎร ข้าราชการ ทหาร พลเรือน ได้ยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินไว้ได้แล้ว และได้เชิญเสด็จพระบรมวงศานุวงศ์ มี สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอเจ้าฟ้ากรมพระนครวรรค์วรพินิต เป็นต้น ไว้เป็นประกัน ถ้าหากคณะราษฎรนี้ถูกทำลายด้วยการใดก็ดี จะต้องทำร้ายเจ้านายที่จับกุมไว้เป็นการตอบแทน

            คณะราษฎรไม่ประสงค์จะแย่งชิงราชสมบัติแต่อย่างใด ความประสงค์อันใหญ่ยิ่งก็เพื่อจะให้มีธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จึงขอเชิญใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเสด็จกลับคืนสู่พระนคร และทรงเป็นกษัตริย์ต่อไป โดยอยู่ใต้รัฐธรรมนูญการปกครองแผ่นดินซึ่งคณะราษฎรได้สร้างขึ้น ถ้าใต้ฝาละอองธุลีพระบาทตอบปฏิเสธก็ดี หรือไม่ตอบภายในหนึ่งชั่วโมงนับแต่ได้รับหนังสือนี้ก็ดี คณะราษฎรจะได้ประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินโดยเลือกเจ้านายพระองค์อื่นที่เห็นสมควรขึ้นเป็นกษัตริย์

            ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม
                      พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา
                      พ.อ.พระยาทรงสุรเดช
                      พ.อ.พระยาฤทธิอัคเนย์

**********

โดยก่อนที่ถือหนังสือไปเข้าเฝ้าพระปกเกล้าฯ หลวงศุภชลาศัยได้ประชุมนายทหารแล้วสั่งการว่า "ณ เบื้องหน้าที่ชายหาดหน้าพระราชวังนั้น ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าว่าจะมีเหตุการณ์อันใดเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้าและทีมที่ไป ดังนั้นในทันทีที่ข้าพเจ้าหากเป็นอันตรายด้วยการถูกยิง ถูกจับ หรือถูกอะไรก็ตาม อันมิใช่เป็นการปรากฏการณ์ของผู้ที่จะนำสาส์นของผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารและการอัญเชิญเสด็จนิวัติแล้ว ข้าพเจ้าจะโยนหมวกขึ้นสู่เบื้องบนเป็นสัญญาณ ดังนั้นต้นปืนจะต้องส่องกล้องจับตาดูข้าพเจ้าตลอดเวลา หากได้เห็นหมวกของข้าพเจ้าถูกโยนขึ้นเบื้องสูงเหนือศีรษะแล้ว ให้ต้นปืนสั่งการแก่ปืนใหญ่ทุกกระบอกในเรือให้หันเข้าซัลโวพระราชวังไกลกังวลทันที"


พิมพ์ครั้งแรก โลกวันนี้ ฉบับวันสุข วันที่ 6-12 พฤศจิกายน 2553
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง  ผู้เขียน อริน

วันเสาร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2554

2475-2549 โปรดฟังอีกครั้ง (1)

การอภิวัฒน์สยาม 2475:
8 ปีแรกของคณะราษฎร


ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2469 บุคคล 7 คน อันได้แก่ 1. ร.ท. ประยูร ภมรมนตรี (นายทหารกองหนุน อดีตผู้บังคับหมวดทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ในรัชกาลที่ 6) 2. ร.ท. แปลก ขีตตะสังคะ (นักศึกษาในโรงเรียนนายทหารปืนใหญ่ฝรั่งเศส) 3. ร.ต. ทัศนัย มิตรภักดี (นักศึกษาในโรงเรียนนายทหารม้าฝรั่งเศส) 4. นายตั้ว ลพานุกรม (นักศึกษาวิทยาศาสตร์ในสวิตเซอร์แลนด์) 5. หลวงสิริราชไมตรี (ผู้ช่วยสถานทูตสยามประจำกรุงปารีส) 6. นายแนบ พหลโยธิน (เนติบัณฑิตอังกฤษ) 7. นายปรีดี พนมยงค์ (ดุษฎีบัณฑิตกฎหมายฝ่ายนิติศาสตร์ ฝรั่งเศส) จัดให้มีการประชุม ณ หอพัก Rue du summerard ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

ข้อสรุปสำคัญของการประชุมคือการตกลงที่จะเคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองจาก "ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์" ที่พระมหากษัตริย์อยู่เหนือกฎหมาย มาเป็นการปกครองใน "ระบอบประชาธิปไตย" ที่ มีพระมหากษัตริย์อยู่ใต้กฎหมาย โดยตกลงที่ใช้วิธีการ "ยึดอำนาจโดยฉับพลัน" หลีกเลี่ยงการนองเลือด ส่วนหนึ่งเพื่อมิให้มหาอำนาจนักล่าอาณานิคม คือ อังกฤษและฝรั่งเศส ฉวยโอกาสเข้ามาแทรกแซงการเมืองการปกครองที่กำลังจะเกิดขึ้นใหม่

กลุ่มผู้ก่อการหรือที่รู้จักกันเวลาต่อมาในนาม "คณะราษฎร" วางเป้าหมายในการสร้างชาติภายใต้ระบอบประชาธิปไตยไว้ 6 ประการ ซึ่งบรรจุไว้ในประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2475 นั้นเอง และต่อมาได้เรียกว่า "หลัก 6 ประการของคณะราษฎร" คือ

1. จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่น เอกราชในบ้านเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจของประเทศไว้ให้มั่นคง
2. จะรักษาความปลอดภัยในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก
3. จะต้องบำรุงความสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจไทย รัฐบาลใหม่ จะพยายามหางานให้ราษฎรทำโดยเต็มความสามารถ จะร่างโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก
4. จะต้องให้ราษฎรได้มีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่ให้พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่)
5. จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก 4 ประการ ดังกล่าวแล้วข้างต้น
6. จะต้องให้มีการศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร


เมื่อคณะผู้ก่อการทยอยกันกลับมาประเทศสยาม ก็หาสมาชิกเข้าร่วมก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ประกอบด้วยราษฎรทุกสาขาอาชีพรวม 102 คน โดย สายพลเรือนนำโดย หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (นายปรีดี พนมยงค์) สายทหารเรือนำโดย น.ต. หลวงสินธุสงครามชัย (สินธุ์ กมลนาวิน) สายทหารบกแยกย่อยเป็น 2 สาย ชั้นยศต่ำนำโดย พ.ต. หลวงพิบูลสงคราม (แปลก ขีตตะสังคะ) และสายชั้นยศสูงนำโดย พ.อ. พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน)

การอภิวัฒน์ที่ถือว่าเป็นครั้งเดียวของสยามประเทศในเวลานั้นหรือกระทั่งเปลี่ยนเป็นประเทศไทย เปิดฉากจริงๆในวันที่ 12 มิถุนายน โดยคณะราษฎรร่วมกันวางแผนการที่บ้าน ร.ท. ประยูร ภมรมนตรี โดยมีเป้าหมายสำคัญในการควบคุมสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต ผู้สำเร็จราชการรักษาพระนคร และวันดีเดย์ 24 มิถุนายน ก็เคลื่อนกำลังเข้าควบคุมจุดยุทธศาสตร์สำคัญในพระนคร ตลอดจนควบคุมเจ้านายที่ควบคุมกำลังทหารเอาไว้ได้ จากกนั้นจึงประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทย จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นระบอบประชาธิปไตย ในการปฏิบัติการมีพระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นหัวหน้าคณะราษฎร

27 มิถุนายน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวลงพระปรมาภิไธยในธรรมนูญการปกครองประเทศ โดยทรงเพิ่มคำว่า "ชั่วคราว" ต่อท้ายธรรมนูญการปกครองฯ ที่ร่างโดยนายปรีดี พนมยงค์

10 ธันวาคม สภาผู้แทนราษฎรจึงผ่านผ่านการเห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับถาวรและได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 หลังจากมีการทบทวนความสำคัญบางประเด็นตามกระแสพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ จากนั้นจึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้บริหารประเทศชุดใหม่ในนามใหม่ คือเป็น "นายกรัฐมนตรี" และ "รัฐมนตรี" แทนที่ชื่อตำแหน่งว่า "ประธานคณะกรรมการราษฎร" และ "กรรมการราษฎร" คณะบริหารชุดใหม่มี พระยามโนปกรณ์นิติธาดา (ก้อน หุตะสิงห์) เป็นนายกรัฐมนตรี และมีรัฐมนตรีประจำกระทรวง 7 กระทรวง และรัฐมนตรีลอยอีก 13 คน

11 ตุลาคม 2476 พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม เป็นหัวหน้าฝ่ายทหารนำกำลังทหารจากหัวเมืองภาคอีสาน ล้มล้างการปกครองของรัฐบาล แต่กระทำการไม่สำเร็จ จึงเป็นที่มาของชื่อ "กบฏบวรเดช"  23 ตุลาคม นายทหารคนสำคัญฝ่ายกบฏ คือ นายพันเอก พระยาศรีสิทธิสงคราม (ดิ่น ท่าราบ) ถูกยิงเสียชีวิตโดยทหารจากกองพันทหารราบที่ 6 นำโดย พันตรีหลวงวีรวัฒน์โยธา 25 ตุลาคม  พระองค์เจ้าบวรเดชหัวหน้าคณะกบฏและพระชายา ทรงขึ้นเครื่องบินหนีไปยังประเทศกัมพูชา

7 พฤศจิกายน สภาผู้แทนราษฎร ผ่านกฎหมาย พระราชบัญญัติป้องกันรักษารัฐธรรมนูญ อันเป็นเครื่องมือที่จะตอบโต้ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล (หรือนัยหนึ่งคือฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์กับคณะราษฎร)

2 มีนาคม 2477 (2478) พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติ ขณะประทับรักษาพระเนตรอยู่ในประเทศอังกฤษ

14 ตุลาคม 2479 เปิด "อนุสาวรีย์ปราบกบฏ" หรือ "อนุสาวรีย์พิทักษ์ธรรมนูญ" ที่บางเขน ซึ่งปัจจุบันหลงเหลือคำที่ใช้เรียกขานเพียงว่า "อนุสาวรีย์หลักสี่" จนความหมายของวีรกรรมหาญกล้าของคณะบุคคลที่ทุ่มอุทิศชีวิตเพื่อสถาปนาระบอบประชาธิปไตย ถูกลอดทอนความสำคัญลงไปทุกทีจนเกือบกลายเป็นตำนานที่ไร้ที่มาที่ไปยิ่งขึ้นทุกที

18 กรกฎาคม 2481 รัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนาออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี กำหนดให้วันที่ 24 มิถุนายน เป็น "วันชาติ"

24 มิถุนายน 2482 เริ่มเฉลิมฉลองวันชาติ 24 มิถุนายน เป็นครั้งแรก ในสมัยรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม พร้อมกับการเริ่มก่อสร้าง "อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย" ซึ่งออกแบบโดย หม่อมหลวงปุ่ม มาลากุล ควบคุมการก่อสร้างจนแล้วเสร็จโดย ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ศิลปินผู้ปั้นอนุสาวรีย์คือ นายสิทธิเดช แสงหิรัญ และจัดพิธีเปิดเมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2483

เวลา 8 ปีหรือครึ่งทางของคณะราษฎร ได้รัฐธรรมนูญที่ยังไม่สมบูรณ์เท่าใดนัก ได้ "วันชาติ" มาเป็นสมบัติของ "ราษฎร" และได้อนุสาวรีย์เป็นสัญลักษณ์ในการสร้างชาติไทยใหม่


พิมพ์ครั้งแรก โลกวันนี้ ฉบับวันสุข วันที่ 19 - 25 มิถุนายน 2552
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง  ผู้เขียน อริน
ร่วมสนับสนุนการเขียนและเผยแพร่ความคิด และกิจกรรมได้โดยโอนเงินไปที่

บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย สาขาเทสโก้โลตัส วังหิน
ชื่อบัญชี วัฒนา สุขวัจน์
บัญชีเลขที่ 986-2-87758-8